แด่ความทรงจำถึง “สลัมด็อก”

ปีนี้ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้แก่…

“Slumdog Millionaire”

(เพื่อนคนหนึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบมากเป็นคนบอกว่าชื่อภาคไทยนั้นคือ “คำตอบอยู่ที่หัวใจ” ซึ่งผมก็ว่าเข้าทีดี แต่โรแมนซ์ไปนิ้ดส์)

2008_slumdog_millionaire_005สำหรับผมมีความหลังและที่มาที่ไปก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเป็นที่โจษจันและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในปีนี้ เพราะตอนที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนนั้นผมกำลังฝึกโยคะอยู่ที่เมืองมัยซอร์ เมืองแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย แถวๆ เมืองแบงกาลอร์ และตอนนั้นผมไม่เคยได้ยินหรือรับรู้ถึงชื่อเสียงโด่งดังแต่ประการใดของหนังเรื่องนี้

เพียงแค่เย็นวันหนึ่งหลังจากที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว แต่มีนัดกินข้าวเย็นที่โรงเรียนฝึกโยคะ (เขาเรียกว่า “โยคะศาลา”) โดยมีบุฟเฟ่ต์จัดเอาไว้ให้นักเรียนโยคะที่สนใจจะมากินข้าวเย็นด้วยกัน พร้อมกับมีหนัง (ด้วยการเปิดแผ่น) ให้ดู

เย็นวันนั้นมีหนังเรื่องนี้แหละครับ เขียนเอาไว้เป็นรายการบนไวท์บอร์ด

ตอนแรกที่ได้เห็นชื่อ ผมไม่คิดเลยครับว่าจะเป็นหนังอินเดีย และยังนึกไปถึงชื่อของผู้กำกับอย่าง “ทาแรนติโน่” ที่กำกับ Kill Bill หรือ Pulp Fiction มากกว่า และคิดว่ามันน่าจะเป็นหนังแนวแก๊งหรือหนังมาเฟีย แต่ทั้งหมดที่ผมคาดเดาผมก็ผิดคาดครับ เพราะเมื่ออาหารเสิร์ฟมาและเราก็ค่อยๆ ละเลียดอาหารค่ำแบบอินเดียกลายๆ จนแต่ละจานหมดลงอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนี้ทุกคนเริ่มขยับโยกย้ายเข้าไปนั่งรวมกันอยู่ในห้องที่มีจอโทรทัศน์ขนาดประมาณยี่สิบนิ้วเศษๆ

ไม่นานเมื่อแผ่นของหนังเริ่มทำงานผ่านเครื่องเล่นและจอรับภาพ ผมก็ถูกดึงเข้าสู่เนื้อหาของเรื่องได้อย่างง่ายดาย ทำให้ในใจคิดว่า เออ ไม่เลวเหมือนกันนะ สำหรับหนังอินเดียเรื่องนี้ (ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่า Slumdog Millionaire นั้น เป็นหนังอินเดีย แต่จะถูกหรือไม่นั้นตอนท้ายผมจะบอกอีกทีหนึ่ง)

เชื่อไหมครับว่าขณะที่กำลังดูหนังอย่างสนุกและเนื้อหากำลังเข้มข้นอยู่นั้น ไฟฟ้าของโยคะศาลาแห่งนั้นก็ดับพรึ่บ!! ผมรอคอยให้ไฟกลับมาอีกครั้งอยู่จนครู่ใหญ่ ทั้งความมืดทั้งยุงที่เริ่มเข้ามารุกราน ทำให้ในที่สุดผมก็ตัดใจลุกขึ้นเดินกลับที่พักจะดีกว่า เพราะตอนนั้นก็ราวๆ สองทุ่มแล้ว (สองทุ่มที่เมืองมัยซอร์ถือได้ว่าเป็นยามวิกาลที่ใช้ได้ทีเดียวครับ อย่าลืมนะครับว่าไฟฟ้าทั้งเมืองกำลังดับอยู่ด้วย)

แต่ถึงจะล่าถอยออกไปผมก็ยังผูกใจเจ็บหรือประมาณคิดเอาไว้ว่า คอยดูเถอะ ผมจะต้องหาซื้อแผ่นของหนังเรื่องนี้ติดกลับเมืองไทยมาดูให้จงได้…

อีกสองสามวันต่อมา ผมไปเดินเล่นในเมืองมัยซอร์แถวตลาดเทวะราชา ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดที่พลุกพล่านและเป็นย่านการค้ากลางเมืองที่สุด ผมเดินเข้าไปในร้านขายซีดีที่มีชาวอินเดียกำลังเลือกดูแผ่นต่างๆ กันอยู่ ผมถามคนขายว่ามีซีดีหรือดีวีดีหนังเรื่องนี้ขายไหม แต่คนขายกลับยื่นซาวน์แทรคมาให้แทนคำตอบ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้เพลงเพราะนะ (ไม่เชื่อลองซื้อไปฟังดูสิ) แต่น่าเสียดายครับที่ผมไม่ได้เดินทางพร้อมกับเครื่องเล่นซีดี เลยไม่รู้ว่าจะซื้อซีดีเพลงมาทำไม (ซ้ำราคาก็ไม่ใช่แผ่นผีซีดีเถื่อนอีกด้วย)

หลายวันต่อมาเมื่อสิ้นสุดการฝึกโยคะที่เมืองมัยซอร์ ผมนั่งรถบัสจากเมืองนั้นมาสู่แบงกาลอร์ และที่นี่เอง ผมก็สมหวังที่ได้ซื้อแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้ที่แผงพ่อค้าริมถนนเอ็มจีโร้ด อันเป็นถนนการค้าหลักของแบงกาลอร์ ด้วยสนนราคาแค่แผ่นละ 50 รูปีเท่านั้นเอง (เป็นเงินไทยก็ประมาณ 40 บาทเองครับ) ผมแอบสมหวังอยู่ลึกๆ

โรงแรมที่ผมพักมีหนังสือพิมพ์มาส่งให้อ่านถึงห้องในทุกเช้า และเช้าวันหนึ่งผมก็ได้อ่านข่าวว่าหนังเรื่องนี้ไปชนะรางวัล BIFT ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของอังกฤษ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีด้วย ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่า Slumdog Millionaire นั้นมิใช่หนังบอลลีวู้ดอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นหนังอังกฤษโดยผู้กำกับอังกฤษนามว่า “แดนนี่ บอยล์” เพียงแต่ใช้อินเดียเป็นโลเกชั่น ใช้เรื่องราวและนักแสดงนำ (ยกเว้นดารานำชายที่ชื่อเดฟ พาเทล ซึ่งเป็นคนอินเดียสัญชาติอังกฤษ)

ผมแอบผิดหวังอยู่ลึกๆ ที่ได้รู้ว่าหนังดีที่ดูสนุกเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอินเดียร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มิวายที่จะตีตั๋วเข้าไปดูหนังแบบเต็มๆ ที่โรงหนังแบบซีนีเพ็กซ์ในห้างของแบงกาลอร์แห่งหนึ่งไม่ได้ (ค่าดูหนังรอบทุ่มตรงสนนราคา 100 รูปีด้วยที่นั่งแบบเบาะนุ่มและแอร์เย็นเฉียบ) ในการดูหนังเรื่องนี้รอบนี้แบบเต็มๆ ผมก็ไม่ผิดหวังในเรื่องราวและความสนุกสนานของเนื้อหาครับ ที่สำคัญและของแท้เมื่อเราดูหนังในโรงที่อินเดียก็คือจะต้องมี intermission หรือการพักครึ่งเวลา ให้ออกไปจิบชาร้อน ยืดแข้งยืดขา หรือไปซื้อป๊อบคอร์นมากินด้วยะครับ และถึงตอนที่ได้ดูเรื่องนี้ในโรงซึ่งกระหึ่มทั้งภาพและเสียง ที่ผมชอบมากก็คือดนตรีและเพลงตอนจบ ที่มีตัวเอกทั้งสองมาแดนซ์กลางหัวลำโพงเมืองมุมไบพร้อมตัวประกอบนับร้อยชีวิต มิวสิควิดีโอที่โผล่มาตอนท้ายนี่นับว่าเป็นกลิ่นอายหนังแขกแบบแทบจะเหมือนหนังแขกต้นตำรับเลยก็ว่าได้

ในที่สุดเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน (พร้อมกับแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้) และมีการประกาศผลรางวัลออสการ์ที่ผ่านมา เรื่อง Slumdog Millionaire ก็คว้ารางวัลออสการ์ไปมากมายก่ายกองทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง Q&A ของนักเขียนอินเดีย) เพลงประกอบยอดเยี่ยมโดย เอ อาร์ รักมัน (ซึ่งเป็นชาวอินเดียใต้และเขาก็กำลังโด่งดังขึ้นหม้อที่อินเดียมากเช่นกัน) และรางวัลด้านภาพและการตัดต่อ ประมาณถึง 8 ตัวทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแม้จะไม่น่าผิดหวัง เพียงแต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถล่มทลายถึงปานนั้น

ผมกลับมาเปิดหนังเรื่องนี้ด้วยแผ่นดีวีดีราคา 40 บาทดูที่บ้านอีกครั้งหลังวันแห่งชัยชนะของ Slumdog และผมก็พบว่ายังสนุกและประทับใจกับเนื้อหาของหนังอยู่ (และเพลงประกอบของหนังก็ยังคงน่าฟัง) ดูแล้วก็ทำให้หวนคิดถึงช่วงเวลาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือโด่งดังอย่างไรตอนที่ยังอยู่ที่เมืองมัยซอร์

ตอนนี้ Slumdog Millionaire ก็ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและกล่าวถึงไปแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะคิดถึงและจดจำมันในฐานะหนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งในมุมหนึ่งที่ได้ดูที่อินเดียและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชะตากรรมของคนเล็กๆ ที่โชคร้ายและไร้โอกาส แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะลิขิตขีดชะตากรรมให้ตัวเองด้วยความรักมากกว่า

www.slumdogmillionairemovie.co.uk

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s