ถึงเวลาก็ต้องไป

ค่ำคืนวันนั้นดูราวกับฉากฉากหนึ่งของวรรณกรรม…

ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าไปในร้านอาหารแถวประดิพัทธ์ ก่อนที่จะลงมือสั่งอาหาร เขาเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่วางเอาไว้บนโต๊ะ ชายคนนั้นจึงปล่อยหน้าที่ดูรายการอาหารให้เป็นของภรรยา ส่วนตัวเขาคว้าหนังสือพิมพ์ทั้งของฉบับวันเสาร์และของวันนั้น (วันอาทิตย์) ขึ้นมาอ่าน

ปรากฏข่าวบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์กรอบเล็กๆ บอกว่า ” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเส้นเลือดฝอยในสมองแตก…

อ่านเสร็จเขายังไม่ทันได้บอกเล่าใดๆ ฝ่ายหญิงก็คว้าหนังสือพิมพ์เอาไปอ่านบ้างเพื่อฆ่าเวลาหลังจากที่สั่งอาหารเสร็จแล้ว

” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ป่วย อาการหนัก เข้าโรงบาล”…หญิงสาวอ่านพลางบอกเล่าให้เขาได้ยินด้วย

“อือ…” เขาส่งเสียงรับคำ

ทันใดไม่นานนัก ก่อนอาหารที่สั่งจะมาเสิร์ฟ ก็ปรากฏข่าวภาคค่ำขึ้นที่เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องน้อยในร้านอาหารแห่งนั้น ผู้ประกาศทำหน้าที่อ่านข่าวไฮไลต์ของวันให้ผู้ชมได้รับรู้ก่อนเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย

” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติเสียชีวิตแล้วเมื่อ…”

……………………………..

ฉากและชีวิตจริงๆ ในชีวิตของคนเราทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปไม่ต่างจากฉากฉากหนึ่งในนิยายหรือเรื่องสั้นที่ประพันธ์ขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อเย็นวานนี้ดั่งที่ผมเล่าให้ฟัง ขณะที่ผมได้ยินข่าวการจากไปของคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนอาวุโส ซึ่งชอบวงเล็บขยายความตามหลังชื่อของท่านว่า (หนุ่ม) มากกว่าที่จะยอมรับอายุอานามจริงๆ ของท่าน (ถ้าจำไม่ผิดเหมือนเขาจะบอกว่าผมหยุดอายุของตัวเองไว้ที่อายุ 28)

ใช่แล้วครับ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์จากโลกนี้ไปในวัย 77 เนื่องจากความชราและโรคภัยต่างๆ ที่รุมเร้าเขาอยู่ (รงค์ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงปี 2544 และทำให้ญาติพี่น้องในวงการน้ำหมึกและคนอ่านวรรณกรรมเป็นห่วงเป็นใยเป็นอย่างมาก) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรา- ในฐานะผู้อ่านที่ชอบตัวหนังสือของนักเขียนท่านนี้กลับรู้สึกได้ถึง “ความหนุ่ม” หรือพลังที่มีอยู่อย่างล้นเหลือและไม่ยอมปล่อยตัวหนังสือให้ตกยุคตกสมัยไปด้วย

ดังนั้นเราจึงได้เห็นทั้งตัวหนังสือของนักเขียนท่านนี้และถ้อยคำที่ปรากฏตามบทสัมภาษณ์ในนิตยสารต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ (ล่าสุดเมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมานี้ผมยังได้อ่านบทสัมภาษณ์’รงค์ วงษ์สวรรค์ขนาดสั้นตีพิมพ์ในนิตยสาร ESQUIRE เรื่องโดยวชิรา อยู่เลยครับ)

หลายคนยอมรับและนับถือ’รงค์ วงษ์สวรรค์ว่าเป็น ‘พญาอินทรี’ แห่งวงการวรรณกรรมไทย ซึ่งผมเห็นด้วยโดยดุษณีว่าเป็นจริงโดยแท้ เพราะนักเขียนท่านนี้มีทั้งฝีมือในการเขียนหนังสือได้หลากหลายรูปแบบและรูปรอยการใช้ชีวิตอย่างยากจะหาใดเหมือน

แค่เพียงหนังสือของท่านที่มีอยู่ที่บ้านและสามารถหยิบออกมาดูได้ทันทีก็ร่วมสิบเล่มแล้ว แต่ในชีวิตนี้ผมเชื่อว่า’รงค์ วงษ์สวรรค์น่าจะเขียนหนังสือตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วมิใช่น้อย

img_2879ศิลปินแห่งชาติ…พญาอินทรี ฉายาหรือเกียรติยศอันใดที่ท่านได้รับหรือมีผู้เรียกขาน ก็มิใช่สิ่งที่น่ากังขา

……………………………..

77 ปีแห่งการใช้ชีวิตย่อมมิใช่ตัวเลขที่น้อยเลย

ผมยอมรับว่าเสียใจต่อข่าวการสูญเสีย’รงค์ วงษ์สวรรค์ไปในวัยนี้และเชื่อมั่นว่าถ้าหากท่านไม่ประสบกับโรคภัย ความหนุ่มในพลังการเขียนและฝีมือที่มีอยู่เปี่ยมล้นคงสร้างสรรค์ผลงานดีๆ และยิ่งใหญ่ได้อีกมาก

 แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็รับรู้ได้ถึงภาวะแห่งการปลดปล่อยร่างกายและสังขารให้ละวางไปตามสภาพเมื่อมันต่อสู้กับโรคภัยและกาลเวลามาจนถึงขีดสุดแล้ว

img_2882เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงที่ว่าคนเรานั้น “เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป” และแต่ละคนก็มีเวลากำหนดเอาไว้เป็นของตัวเอง เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถกำหนด เลือกหรือรับรู้เวลาแห่งการสิ้นสุดการใช้ชีวิตและลมหายใจที่มีอยู่บนโลกนี้เอาเองได้

ลองถามตัวเองว่าไม่ว่าเราจะเป็น “นัก” อะไรก็ตาม นักการเมือง นักเขียน นักเรียน นักดนตรี หรือแม้แต่นักอ่าน ชั่วขณะที่ยังต่อสู้ดิ้นรนและอยู่กับลมหายใจ เราได้ทำงานได้ทำหน้าที่ในความเป็น “นัก” อะไรของตัวเองให้ผู้คนและโลกนี้ได้ประจักษ์หรือยัง

ดังเช่น’รงค์ วงษ์สวรรค์- นักเขียน (หนุ่ม) แม้ละจากไป แต่ยังมีแต่ตัวหนังสือและผลงานมากมายให้รำลึกถึงไม่จบสิ้น…

……………………………..

(ขอร่วมรำลึกการจากไปของพญาอินทรี และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของท่านด้วยคนครับ)

www.tuneingarden.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s