…แล้วจะเหลืออะไร…

10 มีนาคมหรือเมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบ 50 ปีที่จีนได้รุกรานและเข้ายึดครองทิเบต ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ยังผลให้ดาไลลามะองค์ที่ 14 ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของทิเบตในขณะนั้นจะต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไปตั้งศูนย์กลางของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นอยู่ที่เมืองดารัมศาลา ทางเหนือของประเทศอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา

จริงๆ แล้ว เรื่องของสงครามความขัดแย้ง ประเด็นทางการเมืองหรือศาสนา เป็นเรื่องที่อ่อนไหว ไม่น่าที่จะนำมาเป็นประเด็นพูดคุยในพื้นที่สาธารณะใดๆ เพื่อป้องกันความแตกต่างแตกแยกทางความคิด ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ในบล็อก ByTheWay ของผมนี้ด้วย

แต่เนื่องจากเมื่อวานเป็นวันครบรอบ 50 ปีที่ทิเบตถูกจีนยึดครองและมีการจัดกิจกรรมโดยทางเสมสิกขาลัยเป็นตัวตั้งตัวตีขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในตอนบ่าย ซึ่งถ้าหากไม่ติดขัดอะไรผมก็คงจะหาเวลาไปร่วมกิจกรรมทางสังคมเช่นนี้ด้วย (แม้ว่าเมืองไทยจะห่างจากดินแดนแห่งความขัดแย้งอย่างทิเบตหลายโยชน์อยู่ก็ตาม)

สิ่งที่ผมต้องการนำมาแลกเปลี่ยนก็คือความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและทางความรู้สึกศรัทธาของกรุงลาซา (Lhasa) เมืองหลวงของทิเบต และการเปลี่ยนแปลงของชนชาวทิเบต ตลอดจนห้างร้านบรรยากาศของเมืองลาซา

อันว่าตัวผมนั้นด้อยวาสนาและยังไม่เคยเดินทางไปทิเบตหรือว่ากรุงลาซามาก่อน (เพราะยังไม่นึกอยากไปครับ) แต่เนื่องจากว่าเมื่อปีที่แล้วหลังเกิดเหตุการณ์เรียกร้องอิสรภาพของทิเบตโดยประชาชนและลามะ (พระสงฆ์ของทิเบต) ขึ้นที่กรุงลาซา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนไทยคนหนึ่งซึ่งออกเดินทางด้วยจักรยานไปทางจีนตอนใต้เพื่อเข้าสู่ทิเบตด้วยจักรยาน และตอนนี้เขาและเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นชาวฮ่องกงก็ได้เปิดร้านกาแฟขึ้นที่ลาซา ในขณะที่มีการปะทะกันทางการเมืองและการปราบปรามผู้ที่เรียกร้องอิสรภาพให้ทิเบตที่ลาซาเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อนนั้น คุณโอ๊ตหรือกิตติพงษ์ กองแก้วก็ติดอยู่ที่เมืองนั้น (หากใครสนใจอยากจะย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของผมชิ้นนี้ ติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะครับhttp://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20080404/news.php?news=column_26232714.html )

สิ่งหนึ่งที่กระทบและกระเทาะใจคนที่รักการเดินทางอย่างผมอีกก็คือรัฐบาลจีนได้สร้างรถไฟสายกอร์โม่ – ลาซาขึ้นเพื่อให้การเดินทางจากปักกิ่งผ่านเขาสูงเยี่ยงหิมาลัยและดินแดนหลังคาโลกเป็นไปได้ด้วยพาหนะรางเหล็ก และเป็นการชักนำนักท่องเที่ยวและชนชาวฮั่นซึ่งเป็นเชื้อชาติส่วนมากของคนจีนเข้าสู่ดินแดนบนยอดเขาสูงและห่างไกลอย่างทิเบต

การท่องเที่ยว การมาถึงของรถไฟสายที่น่ามหัศจรรย์ว่าสร้างไต่เขาขึ้นไปได้อย่างไร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายเปิดทางคนจีน(เชื้อสายฮั่น) เข้าไปตั้งรกราก ทำการค้าและทำมาหากินในกรุงลาซา และกลืนกินเชื้อชาตทิเบตและผู้คนท้องถิ่นเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ ผ่านระยะเวลามาเป็นสิบๆ ปี

e0b8a5e0b8b2e0b88be0b8b2

ครั้งหนึ่งผมเคยดูรายการท่องเที่ยวของไทยรายการหนึ่งที่มีนักร้องวัยรุ่นอย่างแดน-บีม พาผู้ชมนั่งรถไฟสายที่ว่านี้เข้าสู่กรุงลาซา และภาพของเมืองลาซาที่ประจักษ์ผ่านจอทีวีสำหรับผมนั้นดูไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ของจีน ค่าที่เต็มไปด้ววยร้านค้าและพ่อค้าประชาชนชาวจีน ตัวหนึ่งสือและป้ายร้านค้าสีสันฉูดฉาดแบบจีน รถราวิ่งกันขวักไขว่

ภาพที่ปรากฏหาได้มีแรงดึงดูดให้ผมนึกอยากจะไปเยือนลาซาหรือชมพระราชวังโปตาลาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนครศักดิ์สิทธิ์และพระราชวังที่สลักสำคัญเพราะเป็นที่ประทับของดาไลลามะองค์แล้วองค์เล่าแต่อย่างใด

ผมไม่ได้มีอคติต่อจีน หรือนึกอยากจะต่อต้านจีนในการใช้พลังทางทหารและการเมืองบุกรุก ยึดครองหรือทำร้ายทำลายผู้คนในดินแดนอื่นๆ โดยคิดเอาเองว่าเป็นของตน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งใดก็ตามที่ทำให้ลาซาเปลี่ยนไป ทำให้ชาวทิเบตกลายเป็นแค่พลเมืองชั้นสองในดินแดนของตนเอง ทำให้เกิดรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นที่ยังคงเรียกร้องอิสรภาพให้ทิเบตด้วยสันติวิธี และความไม่สุขสงบขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึง 50 ปี

ไม่ว่าใครกับใคร เล็กกับเล็ก ใหญ่กับใหญ่หรือว่าใหญ่กับเล็ก ขึ้นชื่อว่าทะเลาะหรือก่อสงครามต่อกันอย่างนี้…แล้วจะเหลืออะไรเล่าครับ

www.freetibet.org

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s