บุฟเฟต์หนังสือ

ผมชอบคำว่า บุฟเฟต์” (Buffet)

 

อาจจะด้วยความที่เป็นคนชอบกิน และคำว่าบุฟเฟต์ช่างให้จินตนาการถึงความหลากหลายล้นเหลือของอาหารการกินหลากชนิด นานาชาติที่รอคอยให้เราไปตัดลิ้มชิมรสอยู่บนโต๊ะอาหาร

 

แต่เมื่อคำว่าบุฟเฟต์มารวมกับคำว่าหนังสือ กลายมาเป็น บุฟเฟต์หนังสือ ความหมายอาจจะผิดแผกแตกต่างออกไปแต่ก็ให้ความรู้สึกใกล้เคียงของการคละเคล้าหลากหลายระคนกัน

 

แต่คือ หนังสือ มิใช่ อาหาร

 

ถามว่าคนเราหิวการอ่านหรือหิวหนังสือหนังหาได้เหมือนกับหิวอาหารหรือไม่

 

คำตอบน่าจะหาดูได้ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์ในโมงยามนี้ที่กลายเป็นสถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 7อีกคำรบหนึ่ง

…………………………………………

 

ผมไปเยือนงานหนังสืองานแรกของปีนี้มาแล้วล่ะครับ และไปถึงในวันแรกๆ ของการจัดงาน

 

ทั้งๆ ที่เป็นบ่ายวันศุกร์ก็มีผู้คนคึกคักเนืองแน่น เห็นความสับสนอลหม่านของผู้คนที่มาเดินงานหนังสือกันตั้งแต่แรกย่างก้าวออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเลยทีเดียว ในใจก็คิดว่าผู้คน (คนไทย) ให้ความสนใจเรื่องหนังสือกันเยอะแยะขนาดนี้เลยเชียวหรือ เพราะจากจำนวนผู้คนแล้วคงเห็นได้ว่าถ้าหากมีการจัดงานขายหรือแสดงสินค้าประเภทอื่นๆ ในสถานที่เดียวกัน จำนวนผู้คนที่ให้ความสนใจมาเดินงานหนังสือคงชนะขาดลอย

 

โดยเฉพาะเด็กๆ ประมาณเด็ก ม. ปลายขึ้นไปจนถึงเด็กหนุ่มสาวที่เห็นเดินหรือทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางถุงหนังสือในงานนี้กันมากมายทีเดียว…ใครว่าคนไทยไม่สนใจการอ่าน ใครว่าเด็กๆ เล่นแต่เกมคอมพิวเตอร์ ไม่อ่านหนังสือนั้นเห็นท่าว่าจะไม่จริง

 

เรื่องของเรื่องคือเด็กหรือคนหนุ่มสาวสมัยนี้อ่านอะไร และคุณภาพการอ่านของพวกเขามีหรือไม่ มีใครให้ความสนใจเข้าไปดูแล ส่งเสริม ขัดเกลา หรือหยิบยื่นหนังสือดีๆ มีคุณภาพ เหมาะสมกับช่วงเวลาและการไขว่คว้าหาประสบการณ์ของพวกเขาหรือไม่

 

…………………………………………

35492993จากประสบการณ์สามชั่วโมงที่เดินวนดูหนังสืออยู่นั้น ผมขอพูดถึงบูธหนังสือสามบูธ

 

บูธของสำนักพิมพ์นานมี พิมพ์หนังสือว่าด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียนออกมาเยอะ บางส่วนเป็นหนังสือสำหรับเยาวชนที่แปลมาจากหนังสือภาพของเกาหลี (เช่นหนังสือชุดผจญภัยยามติดเกาะร้าง หรือท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ผมเคยซื้อฝากหลาน แต่จำชื่อหนังสือจริงๆ ไม่ได้) ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากเด็กประถมวัยและเด็กประมาณไม่เกินมัธยมฯ อยู่พอสมควร

 

พอเดินวนในงานหลายๆ รอบเข้าก็จะเห็นว่าบูธของสำนักพิมพ์ A book ในกลุ่ม a day นั้นก็เป็นที่นิยมของกลุ่มเด็กแนวหรือเด็กมหาลัยไปจนกระทั่งถึงวัยรุ่นเด็กหนุ่มเด็กสาวหรือคนในวัยทำงานในช่วงต้นๆ (กระทั่งคนที่มีหัวใจหนุ่มสาวอย่างผมด้วย) ดูจากจำนวนไทยมุงที่ทำให้เข้าถึงหนังสือหรือเข้าไปเลือกหนังสือได้ไม่ถนัดนักในบูธแห่งนี้ (แม้ว่าในปีนี้ทาง A book จะมีบูธแบบกระจายตัวอยู่รอบๆ ฮอลล์ใหญ่เพื่อให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้นแล้วก็ตาม)

 

อีกบูธหนึ่งเป็นที่สังเกตของคนที่ชอบไปเดินงานหนังสือแทบทุกปี เพราะมีกลุ่มวัยรุ่นไปรวมตัวกันที่ด้านหน้าบูธกันอย่างหนาแน่นเกือบตลอดเวลา นั่นก็คือบูธของสำนักพิมพ์แจ่มใส ซึ่งพิมพ์นิยายรักวัยรุ่น จากเดิมเคยแปลเรื่องของเกาหลี แต่เห็นว่าตอนนี้หันมาส่งเสริมให้คนไทยเขียนสำนวนแบบเกาหลีขายให้วัยรุ่นอ่านกันแล้ว ที่บูธนี้ถึงกับมีการต่อแถวหรือยื่นกระดาษให้เลือกดูเมนูระหว่างที่ยืนรอหรือสั่งหนังสือกับเจ้าหน้าที่สำนักพิมพ์ไปพลางยืนรอไปพลางเลยทีเดียว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์แจ่มใสเองก็มีคู่แข่งเป็นสำนักพิมพ์อื่นๆ ซึ่งตั้งใจส่งหนังสือรักวัยรุ่นในแนวเดียวกันเข้าประกวด แต่ทำไมก็ยังดึงแฟนๆ นักอ่านเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นทุกปีก็ไม่รู้

…………………………………………

นอกจากบรรยากาศของการไปเดินงานหนังสือแล้วได้เห็นว่ามีใครหรือคนในวัยไหนสนใจอ่านอะไรแล้ว ผมยังได้เห็นวิธีการทำการตลาดด้วยการ ขายพ่วง หนังสือออกใหม่ของบางสำนักพิมพ์ (ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อว่ามีมากกว่าหนึ่งสำนักพิมพ์ที่ทำการตลาดแบบนี้) ด้วยการขายหนังสือแบบบุฟเฟต์

 

เรื่องของเรื่องคือถ้าหากสำนักพิมพ์แห่งนั้น (เช่น A book ก็ที่หนึ่งล่ะ) มีหนังสือออกใหม่สัก 10 เล่ม แต่ละเล่มราคาไม่เท่ากัน (ความน่าสนใจก็น่าจะไม่เท่ากัน) แต่ถ้าหากคุณเลือกสัก 7 ในสิบปกแล้วล่ะก็ คุณก็จะได้ราคาพิเศษ คือคิดหารเฉลี่ยเท่าๆ กันก็อาจจะตกเล่มละร้อยกว่าบาทนิดๆ

 

วิธีนี้ช่างเหมาะกับคนที่มี Brand Loyalty สูงๆ คือปักใจว่าชอบหนังสือของสำนักพิมพ์นั้นๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าออกหนังสือเล่มไหนออกมา ยังไงก็ต้องหาทางซื้อเอามาเก็บไว้ ฉะนั้นสู้ซื้อแบบบุฟเฟต์ให้ครบๆ ไปเสียเลยจะดีกว่า

 

แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผม ซึ่งยังพอใจกับการค่อยๆ เดินค่อยๆ ดู ถูกใจหนังสือของแต่ละสำนักพิมพ์ที่ละเล่มสองเล่มก็ค่อยๆ ซื้อไป

…………………………………………

 

usedtextbooksnov2007ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดคำนี้หรือบัญญัติ หาทางเอามันมารวมไว้เป็นคำคำเดียวกัน… บุฟเฟต์หนังสือ แต่ก็อธิบายสิ่งที่มันเป็นอยู่ได้ดี

 

เมื่อวานนี้หลังจากการเดินงานหนังสือแล้วหอบหิ้วหนังสือที่เลือกซื้อจากงานกลับถึงบ้าน ผมก็พบว่าตัวเองได้หนังสือมาหลายหัวหลากสไตล์ใช้ได้ นับแต่หนังสือประเภทสารคดี เรื่องสั้น เรื่องแปล เรื่องท่องเที่ยว บทความ ความเรียง กระทั่งคู่มือปรุงอาหาร

 

แม้เหนื่อยล้า แต่ผมก็พึงใจกับรายการบุฟเฟต์หนังสือของตัวเอง

…………………………………………

ภาพหนังสือที่ใช้ประกอบจากเว็บไซต์ www.amazon.com

ญี่ปุ่นในไทย

ช่วงนี้ผมมีอันจะต้องติดต่อสื่อสารหรือได้พบเจอกับคนญี่ปุ่นบ่อยครั้ง เพราะได้ไปรู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนญี่ปุ่นตอนที่ไปเรียนโยคะที่อินเดีย น่าแปลกที่ไปอยู่อินเดียแท้ๆ แต่กลับคุ้นเคยหรือสนิทกับคนญี่ปุ่นมากกว่า…แสดงว่าคนญี่ปุ่นเขาต้องมีดีอะไรสักอย่างแน่ๆ

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่อยู่ในโตเกียวได้ส่งภาพสองภาพนี้มา พร้อมกับคำทักทายถามข่าวว่าสบายดีไหม ทางโน้น (หมายถึงญี่ปุ่น) ยังอากาศเย็นและกำลังจะมีซากุระ (หรือดอกเชอรี่) บาน

เป็นสองภาพที่เกียวโตซึ่งอธิบายความสงบงดงามของธรรมชาติแบบญี่ปุ่นได้ดี (และผมต้องขออนุญาตและขอบคุณเพื่อนชื่อ Yuko มา ณ ที่นี้ในการนำภาพมาให้ได้ชมกัน)

imgp12761

imgp12772

สิ่งหนึ่งที่ผมได้สัมผัสหรือรับรู้ถึงความเป็นญี่ปุ่นในไทยก็คือนิตยสารแจกฟรีภาษาญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ดาโกะ (Daco) ที่ผมหยิบติดไม้ติดมือมาจากร้านกาแฟในซอยทองหล่อ เวลาที่นัดเจอเพื่อนญี่ปุ่นที่แวะมาทักทายและเยี่ยมเยียนผมที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ลืมที่จะยื่นนิตยสารเหล่านี้ให้เพื่อนไปดูเล่นๆ ด้วยความที่ผมสื่อสารภาษาญี่ปุ่นกับเพื่อนไม่ได้เลย

 

ขนาดคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ห่างบ้านห่างเมืองหรือเวลามาเที่ยวบ้านเราก็ยังมีนิตยสารที่เป็นภาษาของตัวเองให้อ่านกันฟรีๆ นี่ถือได้ว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับ ทำให้ผมนึกถึงว่าแล้วจะมีสิ่งใดอีกที่เป็นอิทธิพลหรือเรื่องราวของความเป็นญี่ปุ่นในไทยที่เราคุ้นเคยจนกระทั่งลืมสังเกตหรือใส่ใจ

 

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งทางช่องไทยทีวี ชื่อรายการ เปิดแดนซามูไร หรือวาบิซาบิ เป็นรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ดูแล้วสนุก และไม่ค่อยมีกลิ่นอายของการโฆษณา รายการนี้มีผู้ชายญี่ปุ่นพูดภาษาไทยเก่ง ชัด ใช้ได้เลยทีเดียวในการนำชมบ้านเมืองและสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่นและผู้ชายที่มีชื่อว่าฮิโร่คนนี้ก็มักจะจบรายการด้วยการทิ้งคำพูดซึ่งเป็นความประทับใจของเขาต่อสถานที่และเรื่องราวในตอนนั้นๆ เหมือนเป็นกลอนเปล่าหรือบทกวี เป็นตัวอักษรพร้อมเสียงขึ้นมาให้อ่านได้บนจอในขณะนั้นด้วย

 

รายการนี้เป็นของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นสปอนเซอร์และคนจัดทำ จึงทำให้เราได้รู้ได้เห็นบรรยากาศและวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ หรือพูดง่ายๆ คือรู้สึกถึงความเป็นญี่ปุ่นได้แม้จะไม่ได้ไปเฉียดกรายใกล้ญี่ปุ่นเลย ในตอนนี้จึงเป็นหนึ่งในรายการทีวีที่ผมให้ความสนใจและติดตามชม

 

ไม่ต้องว่าอื่นไกลไปในเรื่องนี้ เพราะอิทธิพลของความเป็นญี่ปุ่นในไทยที่ใกล้ตัวและเราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือเรื่องของร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวราเมน ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น หรือแม้แต่แฮมเบอร์เกอร์ญี่ปุ่นก็ยังหาได้ในห้างเมืองไทย ไม่รวมถึงอิทธิพลการดื่มชาเขียวบรรจุขวด ใครเล่าที่จะปฏิเสธได้ว่านี่ไม่ใช่เงาของญี่ปุ่นที่มองเห็นได้ในไทย

ไหนจะบรรดาการ์ตูนหรือยอดมนุษย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโดราเอมอน เจ้าหนูอะตอม ดราก้อนบอลล์ ไอ้มดเอ็กซ์ ไปจนถึงขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าที่เด็กและผู้ใหญ่ชาวไทยต่างก็รู้จักและคลั่งไคล้สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ของญี่ปุ่นก็ยิ่งทำให้เห็นว่าคนไทยเราชอบของเล่นญี่ปุ่นมานานมาก

 ผมว่าญี่ปุ่นเองก็น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางอีกแห่งหนึ่งที่คนไทยให้ความนิยมและนึกอยากจะไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ว่าภูเขาไฟฟูจีจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนนครวัดหรือเทือกเขาอะลาสก้าก็ตาม แต่ความนิยมในญี่ปุ่นของคนไทยนั้นก็มากมายและอยู่เหนือเหตุผล แม้ว่าการเดินทางเข้าญี่ปุ่น เช่นการขอวีซ่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับคนไทยและจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าอยากไปจริงๆ ถึงขั้นต้องแสดงทรัพย์สินส่วนตัวให้เห็น เหมือนคำว่ารักจริงหวังแต่ง ไม่ได้เข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า เหมือนบางประเทศ ( เช่น Amazing Thailand) ที่เปิดอกอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเวลา

 

ผมนำเรื่องนี้มาพูดคุยโดยไม่มีเรื่องอันใดนอกจากรู้สึกถึงความเป็นญี่ปุ่นที่รายรอบตัวเราโดยที่บางทีบางครั้งเราไม่รู้สึกตัว ทั้งเรื่องเพื่อน ภาษา อาหาร การท่องเที่ยว วัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อกันและกัน แต่ไม่ว่าอิทธิพลนั้นจะเป็นอย่างไรผมก็อยากจะเห็นความเข้าใจ มิตรภาพและความเท่าเทียมที่มีต่อกัน

 

นานที ปีละ(สอง)หน

 

in-p01

เตรียมเสียสตุ้งสตางค์กันเอาไว้หรือยังครับ

ที่ผมเอ่ยเช่นนั้นก็เพราะว่ามันใกล้เข้ามาอีกแล้วล่ะครับ “งานสัปดาห์หนังสือ” ครั้งแรกของปีนี้

ในฐานะที่เป็นคนไทยและชอบซื้อหนังสือพอสมควร ผมต้องทำใจยอมรับว่าแต่ละปีจะมีการจัดงานเทศกาลหนังสือที่รวมสำนักพิมพ์และมีหนังสือหนังหามารวมตัว ณ สถานที่เดียวให้เลือกสรรกันมากที่สุดที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์ ปีแล้วปีเล่าก็จัดงานกันอยู่อย่างนี้ จำง่ายๆ ก็คือปิดเทอมใหญ่หน้าร้อนที และอีกครั้งก็คือตอนปิดเทอมเล็กเดือนตุลาคม

ที่จริงแล้วนั้นงานสัปดาห์หนังสือฯ หรือบางทีก็เรียกว่ามหกรรมหนังสือแห่งชาตินั้น เป็นการจัดงานของบรรดาสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยในนามภาคเอกชน และองค์กรอื่นๆ และงานที่ผมกล่าวถึงว่ากำลังจะมาก็คือ “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 7  (Bangkok International Book Fair 2009)”  ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2552 ถึง วันที่ 6 เมษายน 2552 เวลา 10.00 – 21.00 น. รวม 12 วัน

logo_ibf2เมื่อก่อนซึ่งเป็นเวลาสิบๆ ปีมาแล้วการจัดงานหนังสือประเภทนี้จะใช้บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม (ผมไม่แน่ใจนักเรื่องชื่อคลอง) ข้างคุรุสภา กระทรวงศึกษา แถวเทเวศร์หรือย่านราชดำเนินนอกเป็นสถานที่จัดงานครับ ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากคนรักหนังสือไม่ต่างจากยุคนี้ แม้สถานที่การจัดการแบบนั้นจะค่อนข้างร้อนและรถติดเดินทางไปงานค่อนข้างลำบาก

พอยุคนี้เปลี่ยนมาจัดงานในห้องประชุมใหญ่โตโอ่อ่า มีแอร์ (ค่อนข้าง) เย็นฉ่ำ มีห้องน้ำห้องท่าสะดวกสบาย มิหนำซ้ำยังสามารถเดินทางไปร่วมงานได้ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินอีกต่างหาก นับว่ามิเพียงเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างเดียว แต่บรรยากาศของงานเทศกาลหนังสือของเมืองไทยก็เปลี่ยนไปในหลายๆ ทางด้วย

เกือบจะทุกหนในแต่ละปีที่มีการจัดงาน ผมจะต้องหาเวลาไปเดินงานหนังสือ (เรียกสั้นๆ ว่าอย่างงี้นะครับ) อย่างน้อยก็ครั้งละวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนสำหรับผมก็คือ ความรู้สึกที่ติดตัวกลับมาจากงานหนังสือนั้นมิใช่ความบันเทิงหรือสุขใจที่ได้เลือกซื้อหนังสือ แต่กลับเป็นความรู้สึกหงุดหงิด ไม่ค่อยสมหวังหรือสมใจกับอะไรสักอย่าง เหมือนคนกินข้าวที่หุงไม่สุกยังไงยังงั้น นอกจากนี้ยังเหนื่อยและเบื่อกับสิ่งเร้าภายนอกที่ครอบคลุมบรรยากาศของงานหนังสือ เป็นต้นว่าเสียงประกาศของฝ่ายจัดการที่ประชาสัมพันธ์อะไรต่างๆ นานาอยู่เกือบจะตลอดเวลา และเสียงประกาศนั้นก็ไม่ค่อยจะเหมาะสมหรือน่ารับฟัง ไหนจะมีเสียงป่าวประกาศเรียกร้องให้ผู้คนเข้าไปซื้อหนังสือลดราคาก็หลายๆ บูธอีกด้วย

ถามว่า “เข็ดไหม” แล้วยังจะไปงานหนังสืออีกไหม

 

คำตอบของผมก็คือ ยังจะไปและไม่เข็ดครับ เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่านานที เขาจัดปีละสองหน จะดีจะร้าย ไปแล้วไม่สนุก ไม่สมหวัง เลือกหนังสือได้ไม่สมใจ แต่ก็ยังจะไปเท่าที่มีเวลาและยังมีงานนี้อยู่

pic_021ผมว่าเราคงไม่ได้มุ่งหวังว่าจะไปซื้อหนังสือกันเพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ แม้ว่าจะเป็นงานหนังสือที่แต่ละสำนักพิมพ์ก็ไม่รีรอที่จะเข็นหนังสือใหม่ๆ ออกมาประชันกันในงานเพื่อสร้างยอดขายให้ได้มากที่สุดก็ตาม

แต่ผมว่าการไปงานหนังสือก็เหมือนกับการไปเดินห้างซึ่งคนเรานิยมหนีร้อนไปพึ่งแอร์ การไปเดินสวนจตุจักร ทั้งๆ ที่เหงื่อไหลไคลย้อยก็ยังต้องไปเดิน กิจกรรมเหล่านี้เป็นการไปเปิดหูเปิดตาและแถมได้เปิดสมองสักแว่บสองแว่บ อาจเสียสตางค์บ้างแต่ก็นับเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งในหน้าร้อน

ส่วนใครจะมีรายการหรือรายชื่อหนังสือยาวแค่ไหนเพื่อไปเลือกเดินเลือกซื้อที่งานนี้ก็ขอให้สนุกนะครับ

www.bangkokibf.com/main_thai.html

แด่ความทรงจำถึง “สลัมด็อก”

ปีนี้ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้แก่…

“Slumdog Millionaire”

(เพื่อนคนหนึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบมากเป็นคนบอกว่าชื่อภาคไทยนั้นคือ “คำตอบอยู่ที่หัวใจ” ซึ่งผมก็ว่าเข้าทีดี แต่โรแมนซ์ไปนิ้ดส์)

2008_slumdog_millionaire_005สำหรับผมมีความหลังและที่มาที่ไปก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเป็นที่โจษจันและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในปีนี้ เพราะตอนที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนนั้นผมกำลังฝึกโยคะอยู่ที่เมืองมัยซอร์ เมืองแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย แถวๆ เมืองแบงกาลอร์ และตอนนั้นผมไม่เคยได้ยินหรือรับรู้ถึงชื่อเสียงโด่งดังแต่ประการใดของหนังเรื่องนี้

เพียงแค่เย็นวันหนึ่งหลังจากที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว แต่มีนัดกินข้าวเย็นที่โรงเรียนฝึกโยคะ (เขาเรียกว่า “โยคะศาลา”) โดยมีบุฟเฟ่ต์จัดเอาไว้ให้นักเรียนโยคะที่สนใจจะมากินข้าวเย็นด้วยกัน พร้อมกับมีหนัง (ด้วยการเปิดแผ่น) ให้ดู

เย็นวันนั้นมีหนังเรื่องนี้แหละครับ เขียนเอาไว้เป็นรายการบนไวท์บอร์ด

ตอนแรกที่ได้เห็นชื่อ ผมไม่คิดเลยครับว่าจะเป็นหนังอินเดีย และยังนึกไปถึงชื่อของผู้กำกับอย่าง “ทาแรนติโน่” ที่กำกับ Kill Bill หรือ Pulp Fiction มากกว่า และคิดว่ามันน่าจะเป็นหนังแนวแก๊งหรือหนังมาเฟีย แต่ทั้งหมดที่ผมคาดเดาผมก็ผิดคาดครับ เพราะเมื่ออาหารเสิร์ฟมาและเราก็ค่อยๆ ละเลียดอาหารค่ำแบบอินเดียกลายๆ จนแต่ละจานหมดลงอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนี้ทุกคนเริ่มขยับโยกย้ายเข้าไปนั่งรวมกันอยู่ในห้องที่มีจอโทรทัศน์ขนาดประมาณยี่สิบนิ้วเศษๆ

ไม่นานเมื่อแผ่นของหนังเริ่มทำงานผ่านเครื่องเล่นและจอรับภาพ ผมก็ถูกดึงเข้าสู่เนื้อหาของเรื่องได้อย่างง่ายดาย ทำให้ในใจคิดว่า เออ ไม่เลวเหมือนกันนะ สำหรับหนังอินเดียเรื่องนี้ (ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่า Slumdog Millionaire นั้น เป็นหนังอินเดีย แต่จะถูกหรือไม่นั้นตอนท้ายผมจะบอกอีกทีหนึ่ง)

เชื่อไหมครับว่าขณะที่กำลังดูหนังอย่างสนุกและเนื้อหากำลังเข้มข้นอยู่นั้น ไฟฟ้าของโยคะศาลาแห่งนั้นก็ดับพรึ่บ!! ผมรอคอยให้ไฟกลับมาอีกครั้งอยู่จนครู่ใหญ่ ทั้งความมืดทั้งยุงที่เริ่มเข้ามารุกราน ทำให้ในที่สุดผมก็ตัดใจลุกขึ้นเดินกลับที่พักจะดีกว่า เพราะตอนนั้นก็ราวๆ สองทุ่มแล้ว (สองทุ่มที่เมืองมัยซอร์ถือได้ว่าเป็นยามวิกาลที่ใช้ได้ทีเดียวครับ อย่าลืมนะครับว่าไฟฟ้าทั้งเมืองกำลังดับอยู่ด้วย)

แต่ถึงจะล่าถอยออกไปผมก็ยังผูกใจเจ็บหรือประมาณคิดเอาไว้ว่า คอยดูเถอะ ผมจะต้องหาซื้อแผ่นของหนังเรื่องนี้ติดกลับเมืองไทยมาดูให้จงได้…

อีกสองสามวันต่อมา ผมไปเดินเล่นในเมืองมัยซอร์แถวตลาดเทวะราชา ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดที่พลุกพล่านและเป็นย่านการค้ากลางเมืองที่สุด ผมเดินเข้าไปในร้านขายซีดีที่มีชาวอินเดียกำลังเลือกดูแผ่นต่างๆ กันอยู่ ผมถามคนขายว่ามีซีดีหรือดีวีดีหนังเรื่องนี้ขายไหม แต่คนขายกลับยื่นซาวน์แทรคมาให้แทนคำตอบ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้เพลงเพราะนะ (ไม่เชื่อลองซื้อไปฟังดูสิ) แต่น่าเสียดายครับที่ผมไม่ได้เดินทางพร้อมกับเครื่องเล่นซีดี เลยไม่รู้ว่าจะซื้อซีดีเพลงมาทำไม (ซ้ำราคาก็ไม่ใช่แผ่นผีซีดีเถื่อนอีกด้วย)

หลายวันต่อมาเมื่อสิ้นสุดการฝึกโยคะที่เมืองมัยซอร์ ผมนั่งรถบัสจากเมืองนั้นมาสู่แบงกาลอร์ และที่นี่เอง ผมก็สมหวังที่ได้ซื้อแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้ที่แผงพ่อค้าริมถนนเอ็มจีโร้ด อันเป็นถนนการค้าหลักของแบงกาลอร์ ด้วยสนนราคาแค่แผ่นละ 50 รูปีเท่านั้นเอง (เป็นเงินไทยก็ประมาณ 40 บาทเองครับ) ผมแอบสมหวังอยู่ลึกๆ

โรงแรมที่ผมพักมีหนังสือพิมพ์มาส่งให้อ่านถึงห้องในทุกเช้า และเช้าวันหนึ่งผมก็ได้อ่านข่าวว่าหนังเรื่องนี้ไปชนะรางวัล BIFT ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของอังกฤษ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีด้วย ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่า Slumdog Millionaire นั้นมิใช่หนังบอลลีวู้ดอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นหนังอังกฤษโดยผู้กำกับอังกฤษนามว่า “แดนนี่ บอยล์” เพียงแต่ใช้อินเดียเป็นโลเกชั่น ใช้เรื่องราวและนักแสดงนำ (ยกเว้นดารานำชายที่ชื่อเดฟ พาเทล ซึ่งเป็นคนอินเดียสัญชาติอังกฤษ)

ผมแอบผิดหวังอยู่ลึกๆ ที่ได้รู้ว่าหนังดีที่ดูสนุกเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอินเดียร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มิวายที่จะตีตั๋วเข้าไปดูหนังแบบเต็มๆ ที่โรงหนังแบบซีนีเพ็กซ์ในห้างของแบงกาลอร์แห่งหนึ่งไม่ได้ (ค่าดูหนังรอบทุ่มตรงสนนราคา 100 รูปีด้วยที่นั่งแบบเบาะนุ่มและแอร์เย็นเฉียบ) ในการดูหนังเรื่องนี้รอบนี้แบบเต็มๆ ผมก็ไม่ผิดหวังในเรื่องราวและความสนุกสนานของเนื้อหาครับ ที่สำคัญและของแท้เมื่อเราดูหนังในโรงที่อินเดียก็คือจะต้องมี intermission หรือการพักครึ่งเวลา ให้ออกไปจิบชาร้อน ยืดแข้งยืดขา หรือไปซื้อป๊อบคอร์นมากินด้วยะครับ และถึงตอนที่ได้ดูเรื่องนี้ในโรงซึ่งกระหึ่มทั้งภาพและเสียง ที่ผมชอบมากก็คือดนตรีและเพลงตอนจบ ที่มีตัวเอกทั้งสองมาแดนซ์กลางหัวลำโพงเมืองมุมไบพร้อมตัวประกอบนับร้อยชีวิต มิวสิควิดีโอที่โผล่มาตอนท้ายนี่นับว่าเป็นกลิ่นอายหนังแขกแบบแทบจะเหมือนหนังแขกต้นตำรับเลยก็ว่าได้

ในที่สุดเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน (พร้อมกับแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้) และมีการประกาศผลรางวัลออสการ์ที่ผ่านมา เรื่อง Slumdog Millionaire ก็คว้ารางวัลออสการ์ไปมากมายก่ายกองทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง Q&A ของนักเขียนอินเดีย) เพลงประกอบยอดเยี่ยมโดย เอ อาร์ รักมัน (ซึ่งเป็นชาวอินเดียใต้และเขาก็กำลังโด่งดังขึ้นหม้อที่อินเดียมากเช่นกัน) และรางวัลด้านภาพและการตัดต่อ ประมาณถึง 8 ตัวทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแม้จะไม่น่าผิดหวัง เพียงแต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถล่มทลายถึงปานนั้น

ผมกลับมาเปิดหนังเรื่องนี้ด้วยแผ่นดีวีดีราคา 40 บาทดูที่บ้านอีกครั้งหลังวันแห่งชัยชนะของ Slumdog และผมก็พบว่ายังสนุกและประทับใจกับเนื้อหาของหนังอยู่ (และเพลงประกอบของหนังก็ยังคงน่าฟัง) ดูแล้วก็ทำให้หวนคิดถึงช่วงเวลาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือโด่งดังอย่างไรตอนที่ยังอยู่ที่เมืองมัยซอร์

ตอนนี้ Slumdog Millionaire ก็ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและกล่าวถึงไปแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะคิดถึงและจดจำมันในฐานะหนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งในมุมหนึ่งที่ได้ดูที่อินเดียและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชะตากรรมของคนเล็กๆ ที่โชคร้ายและไร้โอกาส แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะลิขิตขีดชะตากรรมให้ตัวเองด้วยความรักมากกว่า

www.slumdogmillionairemovie.co.uk

ถึงเวลาก็ต้องไป

ค่ำคืนวันนั้นดูราวกับฉากฉากหนึ่งของวรรณกรรม…

ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าไปในร้านอาหารแถวประดิพัทธ์ ก่อนที่จะลงมือสั่งอาหาร เขาเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่วางเอาไว้บนโต๊ะ ชายคนนั้นจึงปล่อยหน้าที่ดูรายการอาหารให้เป็นของภรรยา ส่วนตัวเขาคว้าหนังสือพิมพ์ทั้งของฉบับวันเสาร์และของวันนั้น (วันอาทิตย์) ขึ้นมาอ่าน

ปรากฏข่าวบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์กรอบเล็กๆ บอกว่า ” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเส้นเลือดฝอยในสมองแตก…

อ่านเสร็จเขายังไม่ทันได้บอกเล่าใดๆ ฝ่ายหญิงก็คว้าหนังสือพิมพ์เอาไปอ่านบ้างเพื่อฆ่าเวลาหลังจากที่สั่งอาหารเสร็จแล้ว

” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ป่วย อาการหนัก เข้าโรงบาล”…หญิงสาวอ่านพลางบอกเล่าให้เขาได้ยินด้วย

“อือ…” เขาส่งเสียงรับคำ

ทันใดไม่นานนัก ก่อนอาหารที่สั่งจะมาเสิร์ฟ ก็ปรากฏข่าวภาคค่ำขึ้นที่เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องน้อยในร้านอาหารแห่งนั้น ผู้ประกาศทำหน้าที่อ่านข่าวไฮไลต์ของวันให้ผู้ชมได้รับรู้ก่อนเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย

” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติเสียชีวิตแล้วเมื่อ…”

……………………………..

ฉากและชีวิตจริงๆ ในชีวิตของคนเราทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปไม่ต่างจากฉากฉากหนึ่งในนิยายหรือเรื่องสั้นที่ประพันธ์ขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อเย็นวานนี้ดั่งที่ผมเล่าให้ฟัง ขณะที่ผมได้ยินข่าวการจากไปของคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนอาวุโส ซึ่งชอบวงเล็บขยายความตามหลังชื่อของท่านว่า (หนุ่ม) มากกว่าที่จะยอมรับอายุอานามจริงๆ ของท่าน (ถ้าจำไม่ผิดเหมือนเขาจะบอกว่าผมหยุดอายุของตัวเองไว้ที่อายุ 28)

ใช่แล้วครับ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์จากโลกนี้ไปในวัย 77 เนื่องจากความชราและโรคภัยต่างๆ ที่รุมเร้าเขาอยู่ (รงค์ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงปี 2544 และทำให้ญาติพี่น้องในวงการน้ำหมึกและคนอ่านวรรณกรรมเป็นห่วงเป็นใยเป็นอย่างมาก) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรา- ในฐานะผู้อ่านที่ชอบตัวหนังสือของนักเขียนท่านนี้กลับรู้สึกได้ถึง “ความหนุ่ม” หรือพลังที่มีอยู่อย่างล้นเหลือและไม่ยอมปล่อยตัวหนังสือให้ตกยุคตกสมัยไปด้วย

ดังนั้นเราจึงได้เห็นทั้งตัวหนังสือของนักเขียนท่านนี้และถ้อยคำที่ปรากฏตามบทสัมภาษณ์ในนิตยสารต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ (ล่าสุดเมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมานี้ผมยังได้อ่านบทสัมภาษณ์’รงค์ วงษ์สวรรค์ขนาดสั้นตีพิมพ์ในนิตยสาร ESQUIRE เรื่องโดยวชิรา อยู่เลยครับ)

หลายคนยอมรับและนับถือ’รงค์ วงษ์สวรรค์ว่าเป็น ‘พญาอินทรี’ แห่งวงการวรรณกรรมไทย ซึ่งผมเห็นด้วยโดยดุษณีว่าเป็นจริงโดยแท้ เพราะนักเขียนท่านนี้มีทั้งฝีมือในการเขียนหนังสือได้หลากหลายรูปแบบและรูปรอยการใช้ชีวิตอย่างยากจะหาใดเหมือน

แค่เพียงหนังสือของท่านที่มีอยู่ที่บ้านและสามารถหยิบออกมาดูได้ทันทีก็ร่วมสิบเล่มแล้ว แต่ในชีวิตนี้ผมเชื่อว่า’รงค์ วงษ์สวรรค์น่าจะเขียนหนังสือตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วมิใช่น้อย

img_2879ศิลปินแห่งชาติ…พญาอินทรี ฉายาหรือเกียรติยศอันใดที่ท่านได้รับหรือมีผู้เรียกขาน ก็มิใช่สิ่งที่น่ากังขา

……………………………..

77 ปีแห่งการใช้ชีวิตย่อมมิใช่ตัวเลขที่น้อยเลย

ผมยอมรับว่าเสียใจต่อข่าวการสูญเสีย’รงค์ วงษ์สวรรค์ไปในวัยนี้และเชื่อมั่นว่าถ้าหากท่านไม่ประสบกับโรคภัย ความหนุ่มในพลังการเขียนและฝีมือที่มีอยู่เปี่ยมล้นคงสร้างสรรค์ผลงานดีๆ และยิ่งใหญ่ได้อีกมาก

 แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็รับรู้ได้ถึงภาวะแห่งการปลดปล่อยร่างกายและสังขารให้ละวางไปตามสภาพเมื่อมันต่อสู้กับโรคภัยและกาลเวลามาจนถึงขีดสุดแล้ว

img_2882เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงที่ว่าคนเรานั้น “เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป” และแต่ละคนก็มีเวลากำหนดเอาไว้เป็นของตัวเอง เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถกำหนด เลือกหรือรับรู้เวลาแห่งการสิ้นสุดการใช้ชีวิตและลมหายใจที่มีอยู่บนโลกนี้เอาเองได้

ลองถามตัวเองว่าไม่ว่าเราจะเป็น “นัก” อะไรก็ตาม นักการเมือง นักเขียน นักเรียน นักดนตรี หรือแม้แต่นักอ่าน ชั่วขณะที่ยังต่อสู้ดิ้นรนและอยู่กับลมหายใจ เราได้ทำงานได้ทำหน้าที่ในความเป็น “นัก” อะไรของตัวเองให้ผู้คนและโลกนี้ได้ประจักษ์หรือยัง

ดังเช่น’รงค์ วงษ์สวรรค์- นักเขียน (หนุ่ม) แม้ละจากไป แต่ยังมีแต่ตัวหนังสือและผลงานมากมายให้รำลึกถึงไม่จบสิ้น…

……………………………..

(ขอร่วมรำลึกการจากไปของพญาอินทรี และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของท่านด้วยคนครับ)

www.tuneingarden.com

เก่าแล้วไปไหน

รุ่นพี่ที่สนิทรักใคร่คบหากันมานานคนหนึ่งเขียนเอาไว้บนหน้าเจอร์นัลใน Hi5 ของเธอว่า เราเคยได้ยินแต่คำพูดว่า “ตายแล้วไปไหน” ซึ่งเธอว่ามันไกลตัวไปหน่อย เอาแค่ใกล้ตัวอีกนิดคนเรายังไม่ค่อยรู้หรือเคยนึกถึง เพราะฉะนั้นเธอเลยสนใจว่า “แก่แล้วจะไปไหน” …ไปบ้านบางแคหรือไปเดินทางเที่ยวรอบโลก (เท่าที่มีแรง) ก็ว่ากันไปนะครับ

ส่วนผมกำลังจะถามทุกคนว่า “เก่าแล้วไปไหน” มากกว่า

อะไรที่ว่าเก่า และผมสนใจว่ามันจะไปไหนนั้นก็คือ “หนังสือ” ครับ โดยเฉพาะจำพวกพ็อกเก็ตบุ้กส์ทั้งหลายที่เราซื้อหามาอ่านหรือได้รับมา เมื่ออ่านเสร็จแล้วหรือได้รับมาระยะหนึ่ง หนังสือเหล่านี้ก็ไม่พ้นกลายเป็นหน้าเก่าที่กองเก็บเอาไว้ที่บ้าน ทั้งได้หยิบมาอ่านบ้างและไม่แม้แต่จะถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นก็มีหลายเล่มเช่นกัน

ใครที่รักการอ่านและชอบซื้อหนังสือคงเข้าใจหัวอกคนพรรค์เดียวกันได้ไม่ยากนะครับว่าเราจะต้องเป็นธุระในการหาที่ทางหรือเก็บรักษา ดูแลและหาโอกาสนำหนังสือที่รักทั้งหลายออกมาปัดฝุ่น ดูแล หยิบอ่านกันเป็นระยะๆ ไม่อย่างนั้นบ้านบางหลังของบางคนก็อาจจะมีปลวกเข้ามาดูแลหนังสือลงกระเพาะของพวกมันแทนตัวท่านทั้งหลายก็เป็นได้

สำหรับผมนั้น ยังดีที่ที่บ้านมี “พื้นที่” มากสักหน่อยครับ เลยไม่ค่อยได้ผลักไสหนังสือเก่าๆ หรือแม้แต่กองนิตยสารเก่าๆ ที่อ่านเสร็จแล้วให้ไปพ้นหูพ้นตาสักเท่าไหร่ ส่วนจำพวกสิ่งพิมพ์บางๆ ที่มีคนส่งมาให้อ่าน หรือฟรีแมกกาซีนที่หยิบกลับมาอ่านทั้งหลาย เมื่อเสร็จหน้าที่ของมันแล้วผมก็แยกไว้เป็นขยะกระดาษเอาไว้ชั่งกิโลขาย (นัยว่าเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อม)

แต่เท่าที่ผมรู้ คนอื่นๆ เขาไม่ยักกะเอาแต่เก็บงำหนังสือหรือนิตยสารเก่าๆ เอาไว้อย่างผม แน่ล่ะ การนำไปบริจาคให้กับองค์กรต่างๆ นั้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็ยังต้องการการจัดการ เช่น ควรจะนำไปบริจาคให้กับใคร จะจัดส่งไปอย่างไร ซึ่งหลายคนที่ไม่ชอบความยุ่งยากก็อาจจะมองข้ามไป

ในความคิดของผมนึกถึงคำว่า “ห้องสมุดชุมชน” ครับ เพราะว่าพอก้าวออกมาจากนอกรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกของความเป็นจริงแล้ว ผมรู้สึกได้ว่าระบบห้องสมุดที่มีอยู่ของบ้านเรานั้นป่วยไข้สิ้นดี กระทั่งไม่อาจพึ่งพาได้ ทำให้คนไทยตาดำๆ อย่างเราจะต้องซื้อหาหนังสือใหม่ๆ อ่านกันเอาเองอยู่ร่ำไป เพราะไม่มีทางเลือก แม้ว่าจะสนใจเนื้อหาหรืออยากจะอ่านเพียงน้อยนิด เราก็แค่ได้แกะห่อพลาสติกหรือยืนอ่านเอาตามแผง หากมีสตังค์หน่อยก็ค่อยซื้อมาอ่านที่บ้าน แม้อ่านแล้วมันจะผิดหวังมากกว่าชื่นชม ก็ต้องทนๆ กันไปเก็บเอาไว้ จะหาห้องสมุดเข้าไปใช้บริการและมีบริการทุกระดับประทับใจในบ้านเรานั้น ช่างเป็นฝันที่ห่างไกลเอาการ

ไม่กี่วันมานี้เองผมพบว่ามีหนังสือที่ผมเขียนเข้าไปขายอยู่ที่เว็บไซต์แห่งหนึ่ง เลยตามลิงค์ที่มีเข้าไปดู ก็เลยได้พบกับร้านหนังสือมือสองที่ขายหนังสือที่เจ้าของเว็บฯ บอกไว้ว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ซื้อหนังสือมาอ่านแล้วก็ไม่อยากจะเก็บเอาไว้เมื่อ่านจบแล้ว ราวสองปีที่แล้วก็เลยได้ความคิดที่จะเปิดเว็บฯ ขึ้นมาบอกต่อเพื่อขายหนังสือ และรายชื่อหนังสือที่มีขึ้นมาให้ชมมาให้เลือกซื้อก็มีหลากหลายและถึงกับหนังสือชนแผงเลยก็มี และราคาของหนังสือมือสองของเว็บฯ ที่ว่านี้ก็ลดประมาณ 30 – 70% เลยทีเดียว

ผมว่าแนวคิดในการ “แบ่งปัน” กันอ่าน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะทำเป็นธุรกิจหรือการหารายได้ หรือแม้แต่น้ำใจที่จะหยิบยื่นให้หยิบยืมก็น่าสนใจทั้งนั้น เพราะเรื่องของหนังสือเป็นเหมือนการแบ่งปันหรือการให้ทางปัญญาที่สามารถแบ่งได้ไม่รู้จบ

ใครที่มีความคิดดีๆ หรือที่น่าสนใจมากกว่านี้ที่ว่า (หนังสือของเรา) เก่าแล้วควรไปไหน หรือเก็บไว้กับตัวก็แบ่งปันได้ อย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะครับ

www.2hshop.com

…แล้วจะเหลืออะไร…

10 มีนาคมหรือเมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบ 50 ปีที่จีนได้รุกรานและเข้ายึดครองทิเบต ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ยังผลให้ดาไลลามะองค์ที่ 14 ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของทิเบตในขณะนั้นจะต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไปตั้งศูนย์กลางของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นอยู่ที่เมืองดารัมศาลา ทางเหนือของประเทศอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา

จริงๆ แล้ว เรื่องของสงครามความขัดแย้ง ประเด็นทางการเมืองหรือศาสนา เป็นเรื่องที่อ่อนไหว ไม่น่าที่จะนำมาเป็นประเด็นพูดคุยในพื้นที่สาธารณะใดๆ เพื่อป้องกันความแตกต่างแตกแยกทางความคิด ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ในบล็อก ByTheWay ของผมนี้ด้วย

แต่เนื่องจากเมื่อวานเป็นวันครบรอบ 50 ปีที่ทิเบตถูกจีนยึดครองและมีการจัดกิจกรรมโดยทางเสมสิกขาลัยเป็นตัวตั้งตัวตีขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในตอนบ่าย ซึ่งถ้าหากไม่ติดขัดอะไรผมก็คงจะหาเวลาไปร่วมกิจกรรมทางสังคมเช่นนี้ด้วย (แม้ว่าเมืองไทยจะห่างจากดินแดนแห่งความขัดแย้งอย่างทิเบตหลายโยชน์อยู่ก็ตาม)

สิ่งที่ผมต้องการนำมาแลกเปลี่ยนก็คือความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและทางความรู้สึกศรัทธาของกรุงลาซา (Lhasa) เมืองหลวงของทิเบต และการเปลี่ยนแปลงของชนชาวทิเบต ตลอดจนห้างร้านบรรยากาศของเมืองลาซา

อันว่าตัวผมนั้นด้อยวาสนาและยังไม่เคยเดินทางไปทิเบตหรือว่ากรุงลาซามาก่อน (เพราะยังไม่นึกอยากไปครับ) แต่เนื่องจากว่าเมื่อปีที่แล้วหลังเกิดเหตุการณ์เรียกร้องอิสรภาพของทิเบตโดยประชาชนและลามะ (พระสงฆ์ของทิเบต) ขึ้นที่กรุงลาซา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนไทยคนหนึ่งซึ่งออกเดินทางด้วยจักรยานไปทางจีนตอนใต้เพื่อเข้าสู่ทิเบตด้วยจักรยาน และตอนนี้เขาและเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นชาวฮ่องกงก็ได้เปิดร้านกาแฟขึ้นที่ลาซา ในขณะที่มีการปะทะกันทางการเมืองและการปราบปรามผู้ที่เรียกร้องอิสรภาพให้ทิเบตที่ลาซาเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อนนั้น คุณโอ๊ตหรือกิตติพงษ์ กองแก้วก็ติดอยู่ที่เมืองนั้น (หากใครสนใจอยากจะย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของผมชิ้นนี้ ติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะครับhttp://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20080404/news.php?news=column_26232714.html )

สิ่งหนึ่งที่กระทบและกระเทาะใจคนที่รักการเดินทางอย่างผมอีกก็คือรัฐบาลจีนได้สร้างรถไฟสายกอร์โม่ – ลาซาขึ้นเพื่อให้การเดินทางจากปักกิ่งผ่านเขาสูงเยี่ยงหิมาลัยและดินแดนหลังคาโลกเป็นไปได้ด้วยพาหนะรางเหล็ก และเป็นการชักนำนักท่องเที่ยวและชนชาวฮั่นซึ่งเป็นเชื้อชาติส่วนมากของคนจีนเข้าสู่ดินแดนบนยอดเขาสูงและห่างไกลอย่างทิเบต

การท่องเที่ยว การมาถึงของรถไฟสายที่น่ามหัศจรรย์ว่าสร้างไต่เขาขึ้นไปได้อย่างไร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายเปิดทางคนจีน(เชื้อสายฮั่น) เข้าไปตั้งรกราก ทำการค้าและทำมาหากินในกรุงลาซา และกลืนกินเชื้อชาตทิเบตและผู้คนท้องถิ่นเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ ผ่านระยะเวลามาเป็นสิบๆ ปี

e0b8a5e0b8b2e0b88be0b8b2

ครั้งหนึ่งผมเคยดูรายการท่องเที่ยวของไทยรายการหนึ่งที่มีนักร้องวัยรุ่นอย่างแดน-บีม พาผู้ชมนั่งรถไฟสายที่ว่านี้เข้าสู่กรุงลาซา และภาพของเมืองลาซาที่ประจักษ์ผ่านจอทีวีสำหรับผมนั้นดูไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ของจีน ค่าที่เต็มไปด้ววยร้านค้าและพ่อค้าประชาชนชาวจีน ตัวหนึ่งสือและป้ายร้านค้าสีสันฉูดฉาดแบบจีน รถราวิ่งกันขวักไขว่

ภาพที่ปรากฏหาได้มีแรงดึงดูดให้ผมนึกอยากจะไปเยือนลาซาหรือชมพระราชวังโปตาลาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนครศักดิ์สิทธิ์และพระราชวังที่สลักสำคัญเพราะเป็นที่ประทับของดาไลลามะองค์แล้วองค์เล่าแต่อย่างใด

ผมไม่ได้มีอคติต่อจีน หรือนึกอยากจะต่อต้านจีนในการใช้พลังทางทหารและการเมืองบุกรุก ยึดครองหรือทำร้ายทำลายผู้คนในดินแดนอื่นๆ โดยคิดเอาเองว่าเป็นของตน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งใดก็ตามที่ทำให้ลาซาเปลี่ยนไป ทำให้ชาวทิเบตกลายเป็นแค่พลเมืองชั้นสองในดินแดนของตนเอง ทำให้เกิดรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นที่ยังคงเรียกร้องอิสรภาพให้ทิเบตด้วยสันติวิธี และความไม่สุขสงบขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึง 50 ปี

ไม่ว่าใครกับใคร เล็กกับเล็ก ใหญ่กับใหญ่หรือว่าใหญ่กับเล็ก ขึ้นชื่อว่าทะเลาะหรือก่อสงครามต่อกันอย่างนี้…แล้วจะเหลืออะไรเล่าครับ

www.freetibet.org

ถูกและดี

จั่วหัวว่าจะพูดคุยกันเรื่อง “ถูกและดี” แต่ก็ใช่ว่าจะพาไปชมและชิมร้านอาหารชื่อเดียวกันในห้างฟู้ดแลนด์แต่ประการใด จริงๆ แล้วความตั้งใจของผมนั้นมาจากสำนวนที่ว่า

“ของถูกที่ไม่มีของดี ของฟรีไม่มีในโลก”

และวันนี้ผมกำลังจะนำคุณเข้าสู่การถกสนทนากันเรื่องของสิ่งพิมพ์แจกฟรี นิตยสารแจกฟรีหรือ Free copy, Free Magazine จะเรียกขานว่าอย่างไรนั้นก็ตามแต่

ผมว่าในวันนี้ “สิ่งพิมพ์แจกฟรี” เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งผู้คนในเมืองหลวงอย่างเราๆ ท่านๆ หรือแม้แต่ในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่หรือเกาะสมุยเองคุ้นเคยกันดี หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยเอื้อมมือไปรับเอามาอ่านหรือแวะหยิบติดไม้ติดมือเอามาอ่าน…ฟรีๆ

การเกิดขึ้นของ Free Magazines มากมายในระดับปรากฏการณ์ก็คือเราแทบจะพบการเกิดขึ้นของหัวนิตยสารฟรีเหล่านี้ในแทบจะทุกวัน และทุกโอกาสที่ได้เดินทางเข้าไปในย่านกลางเมือง ศูนย์การค้าหรือแม้แต่ตามสถานีรถไฟลอยฟ้าหรือรถใต้ดิน

อย่างน้อย ถ้าหากผมไล่เรียงชื่อของสิ่งพิมพ์ที่มีให้อ่านและหยิบอ่านกันฟรีๆ มาให้ดูตรงนี้ เชื่อแน่ว่าหลายคนคงรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก

…BK Magazine

A day bulletin

Guru

247

Woman Plus

Xpress

Metro Life

Daco…

freemagsนี่เป็นเพียงแค่รายชื่อส่วนหนึ่งที่ผมนึกได้หรือแค่หยิบเอาฉบับที่มีอยู่ใกล้ๆ ตัวที่บ้านมาเปิดดูเท่านั้น แต่ถ้าหากให้ช่วยกันไล่เรียง Free Magazines ที่คุณเคยเจอ เคยหยิบมาอ่าน ย่อมจะมีมากกว่านี้เป็นแน่

ถามว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับบรรดา Free Magazines เหล่านี้ ชอบหรือไม่ชอบ?

ถ้าให้คาดเดาตามประสาพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้วละก็ ร้อยทั้งร้อยอาจจะพูดว่ามีเหตุผลกลใดกันเล่าที่จะปฏิเสธหรือไม่ชอบสิ่งพิมพ์เหล่านี้ที่พิมพ์ออกมาให้อ่านให้ชมกันฟรีๆ แล้ว Free Magazines ในบ้านเราส่วนมากยังพิมพ์ด้วยกระดาษสี่สี สวยงาม น่าอ่านไม่มากไม่น้อยไปกว่านิตยสารบนแผงมากมายที่มีราคาบนปกให้เราจะต้องจ่าย

เมื่อ Free Magazines  ไม่มีราคาค่างวด แล้วมีสิ่งใดเล่าจะเราในฐานะผู้อ่านหรือผู้บริโภคจะต้องจ่ายให้กับ Free Magazines เหล่านี้ เนื่องจากสัจธรรมข้อหนึ่งบนโลกนี้ก็คือ ถ้าเขาไม่ใช่พ่อแม่ คนรักหรือญาติสนิทมิตรสหายใกล้ชิดของเราแล้ว ใครเขาจะมาลงทุนหรือหยิบยื่น “สิ่งดีๆ” ให้เราอ่านฟรี ๆ เข้าทำนอง “ของถูกไม่มีของดี ของฟรีไม่มีในโลก” ยังไงเล่าครับ

freemag2ลองนึกตามผมถึงราคาที่เราจะต้องจ่ายกันดูนะครับ ถ้าหากตลอดเวลาคุณเป็นคนหนึ่งที่หยิบเอา Free Magazine มาอ่านที่บ้านหรือเคยอ่านผ่านตา โดยที่ไม่ทันฉุกคิดหรือหวนมองดูข้อนี้มาก่อน

ณ วินาทีที่โลกเราเคลื่อนไหวและทุนนิยมเป็นวิถีการผลิตการบริโภคที่ครอบงำ และกลืนกินวิถีชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ผมว่าไม่ผิดถ้าหากคนสักกลุ่ม บริษัทสักบริษัทหนึ่งจะคิดทำหรือผลิต Free Magazine ขึ้นมาเป็นสินค้าหรือกลไกช่องทางทางการตลาดช่องทางหนึ่ง โดยวางตัวเองเอาไว้ตรงกลางระหว่างผู้บริโภคอย่างเราๆ กับบริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการที่ต้องการหาสื่อกลางหรือโฆษณาโหมกระพือความนิยมให้กับสินค้าของตน

ดังนั้นแล้ว Free Magazine ก็ทำหน้าที่ในการขายหน้าโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ของตัวเองให้กับเหล่าเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งจะต้องคอยมองและซื้อหาสื่อกลางเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเมืองใหญ่ให้ได้มากที่สุด (ด้วยการผ่านตาโฆษณาของตัวเองในหน้า Free Magazine)

แต่ผมเองคิดว่าการทำ Free Magazine ย่อมไม่เหมือนหรือแตกต่างจากการผลิตสินค้าอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อหาผลกำไรหรือรายได้มาจุนเจือหล่อเลี้ยงตัวเองหรือองค์กรธุรกิจเท่านั้น เพราะข้อหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ความเป็นสิ่งพิมพ์แตกต่างออกไปจากสินค้าอื่นๆ ก็คือจิตวิญญาณของมัน ซึ่งประกอบไปด้วยจิตวิญญาณของคนทำในฐานะกองบรรณาธิการหรือคนทำสื่อ และจิตวิญญาณของ “ผู้อ่าน” ซึ่งว่ากันมาตั้งแต่ระดับการใช้สายตาไปจนถึงการสัมผัสด้วยหัวใจ หากได้อ่านสิ่งที่ดี สิ่งที่รักสิ่งที่ชอบ

 แน่นอนครับ การเกิดขึ้นทุกวันของบรรดา Free Magazines ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ของเรานั้นมีเกิดและดับกันอยู่แทบทุกวันและเราแทบจะไม่ทันได้ฉุกคิดว่า เราควรจะให้ความสนใจไปไยกับบรรดาของฟรีที่ไม่มีราคาค่างวดที่จะต้องจ่ายเหล่านี้

แต่ถามตัวเองดีๆ และจริงๆ อีกครั้งว่าจริงหรือที่เราหรือว่าโลกไม่ต้องจ่ายอะไรให้กับการผลิต Free Magazines  ออกมาในระดับมากมายก่ายกองจนอ่านไม่ทัน หรือคิดตามไม่ทันว่าอ่านแล้วได้อะไร หรือควรจะหยิบจะเลือกเอามาอ่านดีหรือไม่ (จึงทำให้เกิดการหยิบๆ หรือยื่นมือรับเอามาทุกฉบับที่มาเสนอหรือหยิบยื่นมาให้)

จริงอยู่ครับ ผมเองก็เป็นผู้บริโภค Free Magazine หรือ Free Copy ที่มีอยู่ตัวยงคนหนึ่ง เพราะความที่ผมชอบอ่าน ชอบดูศิลปะในการจัดหน้า การถ่ายภาพ และประเด็นเรื่องราวที่นำมาเป็นปกหรือคนที่สัมภาษณ์มาลงปก

แต่ขณะเดียวกันผมก็ตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อยกับความไม่มีมาตรฐานหรือไม่มีคุณภาพของการผลิต หรือการจัดทำต้นฉบับทั้งเรื่องและภาพของผู้จัดทำ Free Magazines ที่เราพบเห็นกันอยู่ แต่ก็ได้แต่ปล่อยๆ ไป เพราะคิดว่าเป็นของฟรีๆ ไม่ต้องคิดมาก

แต่พอคิดดูอีกแง่หนึ่ง กว่าจะเป็นกระดาษเป็นภาพเป็นเรื่องราวและรูปเล่มให้คนอ่านอย่างเราหยิบเอามาอ่านฟรีๆ สิ่งเหล่านี้โลกของเราจะต้องจ่ายไปไม่น้อยกับทรัพยากรธรรมชาติที่แปรมาเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ และเมื่อคนอ่านอ่านผ่านๆ ไปหรือเห็นว่าอ่านไม่สนุกก็ทิ้งขว้างกลายเป็นขยะมากมายก่ายกอง สิ่งนี้ก็คือราคาที่จะต้องจ่ายให้กับการทำ Free Magazine กันออกมาเยอะแยะ แต่ไม่มีคุณค่าน่าอ่านเพียงพอ และฝ่ายที่จ่ายราคาส่วนนี้กลับคือ “โลกของเรา” นั่นเองที่จะต้องแบกรับขยะสิ่งพิมพ์เหล่านี้เอาไว้จนกว่าจะย่อยสลายไปตามกาลเวลา

นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ…แต่จะลอกเลียนแบบหรือเชื่อตามผมหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของท่านเอง

ณ ‘จักรวาล 1×1เมตร’แห่งนั้น

ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งจบลงไปครับ ชื่อหนังสือเล่มที่ว่าก็คือ “จักรวาล 1×1เมตร” โดย ม.ย.ร. มะลิ เป็นผู้เขียนและเขียนภาพประกอบเองด้วยอีกต่างหาก

img_28491บนปกหน้าสีนวลของหนังสือเล่มนี้ มีคำโปรยไว้ว่า “ม.ย.ร. มะลิ VS 25 มืออาชีพที่เลือกจะใช้ชีวิตริมถนนในซอยทองหล่อ” ซึ่งก็เกือบจะไขเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้แล้ว แต่หากเราได้ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ไล่สายตาละเลียดไปทีละเรื่องทีละภาพทีละตัวอักษร ก็จะพบความรู้สึกดังที่ผมรู้สึกหลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ (ซึ่ง ม.ย.ร. มะลิ ได้มอบมาให้อ่านด้วยตัวเธอเอง)

ถ้าคุณบังเอิญเคยผ่านรถเข็นขายโรตี เคยหยุดกินข้าวหมกไก่ เคยแวะซื้อกล้วยปิ้งทับแบบราดน้ำจิ้มหวานๆ มันๆ หรือเคยอุดหนุนถั่วต้มหรือข้าวเหนียวปิ้งข้างทาง บางทีบางครั้งเราอาจนึกอยากจะรู้เรื่องราวหรือนึกอยากจะชวนคนขายสนทนาเรื่องนู้นเรื่องนี้ดูบ้าง แต่ไม่เคยเลยสักครั้ง นอกจากจะถามราคาว่าเท่าไร จ่ายเงินแล้วก็สิ้นสุดการสนทนาหรือความสัมพันธ์กันไป พออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงก็จะเห็นว่าบางทีเหล่าพ่อค้าแม่ค้าซึ่งต่างก็ทำงานสุจริตค้าๆ ขายๆ อยู่ตามละแวกบ้านทั้งใกล้และไกลจากตัวเรา ก็มีความเป็นคน มีครอบครัว มีความคิด ความใฝ่ฝัน หรือมีความตั้งใจอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าหากบังเอิญเราได้รับรู้ก็อาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยก็ได้

สิ่งหนึ่งที่ ม.ย.ร. มะลิ ย้ำเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็คือ ความเป็นจักรวาลของใครก็ของมัน แต่ละคนก็มีความเป็นมืออาชีพ มีเกียรติ มีความเชื่อมั่นและมีเคล็ดลับในการใช้ชีวิตและทำงานอย่างมืออาชีพของตัวเอง ซึ่งเราควรเห็นคุณค่าและควรให้เกียรติในจักรวาลผู้อื่น แม้ว่าจักรวาลแห่งนั้นจะเป็นของนักขี่มอเตอร์ไซค์วิน คนปั๊มลูกกุญแจ คนเลี้ยงวัวกลางกรุง ยายที่หาบเร่ขายกอยป่น เท่านั้นก็ตาม

ก่อนที่จะมีการรวมเล่มพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วงกลมเป็นครั้งแรก หนังสือเล่มนี้เคยเป็นคอลัมน์คอลัมน์หนึ่ง (โดยมีชื่อเดียวกันกับหนังสือ) ในนิตยสารพลอยแกมเพชร และเป็นคอลัมน์ที่น่ารักน่าชังในเรื่องราวและวิธีการนำเสนอ ซึ่งผมบังเอิญได้เคยอ่านมาบ้างแล้วบางเรื่อง

ผมบอก ม.ย.ร. ฯ ผู้เขียนไปว่า รู้สึกเหมือนเป็นรายการคนค้นคนภาคหนังสือเหมือนกันนะ ในการถ่ายทอดและนำเสนอเรื่องราวของมืออาชีพแต่ละคน แต่ไม่ใช่คนค้นคนแบบเข้มข้นเคร่งขรึม แต่มีมุมที่น่ารัก สนุกสนานและไม่เครียด อ่านแล้วก็นึกอยากจะตามไปเห็นไปทำความรู้จักหรือไปอุดหนุนมืออาชีพเหล่านี้แถวซอยทองหล่อขึ้นมาเลยทีเดียว

ตามประสาคนที่รู้จักกันแล้ว เมื่อ ม.ย.ร. มีหนังสือเล่มใหม่เราก็นำมาเสนอและบอกต่ออย่างเชื่อมั่นว่า อย่าลืมไปหามาอ่านกันดูนะครับ…ของเขาดีจริงๆ

img_2847

ม.ย.ร. มะลิในวันนั่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The Nation ที่ร้านกาแฟในซอยทองหล่อ

www.mayUread.com

เหตุแห่งการพัวพันกับหนังสือสองเล่ม

twobooks2

วันนี้มีหนังสือออกใหม่สองเล่มมานำเสนอครับ…

เรียนต่ออินเดีย มหาสมุทรแห่งปัญญา

เรียนต่อจีน เปิดโลกความรู้แดนมังกร

สองเล่มที่ว่าจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊กส์ โดยนักเขียนสองคนคือคุณธนิษฐา แดนศิลป์ (สำหรับเล่มเรียนต่ออินเดีย) คุณอรสา รัตนอมรภิรมย์ (เรียนต่อจีน) และราคาเล่มละ 185 บาทเท่ากันทั้งสองเล่ม

อย่าว่าขายตรงกันเลยนะครับ พอดีว่าการจัดทำหนังสือทั้งสองเล่มนี้ผมได้เข้าไปมีเอี่ยวด้วยนิดหนึ่งในฐานะ “บรรณาธิการต้นฉบับ” ก็เท่านั้นเอง

ความน่าสนใจหรือความน่าอ่านของหนังสือทั้งสองเล่มนั้นมิได้จำเพาะไว้แต่คนที่กำลังจะไปเรียนต่ออินเดียหรือจีนเท่านั้นนะครับ แต่ในเล่มยังมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและประเทศที่มีความเป็นมาเก่าแก่พันลึกอย่างอินเดีย

นักเขียนทั้งสองคนเป็นผู้หญิงครับ และทั้งสองคนผมก็เป็นคนติดตามค้นหาและคว้าตัวมาเขียนต้นฉบับให้กับหนังสือเรียนต่อทั้งสองเล่ม

ผมมีเวลาทำงานนับแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2551  เป็นต้นมา แต่กว่าต้นฉบับจะเสร็จเรียบร้อย พร้อมจัดอาร์ตเวิร์กก็ประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และกว่าจะมีการผลิตพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มสวยงามน่าอ่านก็ต้นเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปีนี้พอดี และตอนนี้หนังสือเรียนต่อทั้งสองเล่มก็พร้อมให้พิสูจน์ผลงานได้ด้วยตัวท่านเองตามแผงหนังสือและร้านหนังสือทั่วไป (ถ้าหากหาไม่เจอหรือเข้าร้านไหนแล้วไม่พบ กรุณาบอกผมมานะครับ จะได้แจ้งให้ทางสำนักพิมพ์ทราบต่อไป)

จะว่าไปแล้วการที่ผมพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับการผลิตหนังสือ ดูแลต้นฉบับ ดูอาร์ตเวิร์กของหนังสือเรียนต่อสองเล่มให้กับสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊กส์นั้นก็เนื่องเพราะผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งนี้ และได้ยินเพื่อนเปรยให้ฟังว่าสำนักพิมพ์มีโครงการจะทำหนังสือเรียนต่อสองประเทศนี้ แต่เพื่อนไม่มีเวลา และยังหาคนเขียนไม่ได้

เมื่อได้ยินดังนั้นผมก็ขออาสา (โดยที่เพื่อนก็มีการเอ่ยปาก) ขอเป็นบรรณาธิการฟรีแลนซ์ รับผลิตและช่วยแบ่งเบางานเพื่อนในการดูแลต้นฉบับ คิดโครงหนังสือ หาคนมาเขียน เรียกว่างานยุ่งๆ และยากๆ ทุกประการก่อนที่จะเริ่มผลิตหรือก่อนที่นักเขียนจะเริ่มลงมือเขียน จากนั้นก็ติดตามงานกับนักเขียนว่าคืบหน้าไปตามกำหนดเวลาที่วางแผนกันไว้หรือไม่ ทิศทางและแนวทางการเขียนสอดคล้องเหมาะสมกับเค้าโครงหนังสือตามที่มีการตั้งกันไว้แต่แรกหรือไม่

ครั้งนี้มิใช่งานบรรณาธิการหนังสือเล่มครั้งแรกของผม เพราะเมื่อหลายปีก่อนผมเคยดูแลหนังสือชื่อ “ร้อยใจ รักษ์ไทย” ให้กับรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง (ที่นี่ประเทศไทย) ซึ่งต้องการจัดทำหนังสือเล่มนั้นออกมาในวาระครบรอบ 4 ปีของรายการ

ผมพบว่าการที่เราไม่ได้เป็นนักเขียน หรือลงมือเขียนหนังสือ เขียนต้นฉบับออกมาเอง แต่เปลี่ยนไปเป็นคนทำงานเบื้องหลัง ปิดทองหลังพระ ดูแลต้นฉบับ ติดต่อประสานงานระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ อ่านแก้ไขต้นฉบับ และดูแลการผลิตโดยเฉพาะการจัดอาร์ตเวิร์ก ก็เป็นงานในอีกรูปแบบหนึ่งของการทำหนังสือที่ผมได้รับประสบการณ์ในการทำงานมากทีเดียว ไม่ว่าจะในแง่ของวิชาการทำหนังสือ หรือการทำงานกับผู้คน ซึ่งการได้ทำงานทั้งกับนักเขียน (ทั้งสองคน) และได้ลองทำงานกับสำนักพิมพ์ดูบ้าง ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจซื้อหามาได้ด้วยเงินตรา

ถึงตรงนี้ก็อยากฝากให้ลองพลิกหรือหยิบหนังสือเรียนต่ออินเดีย และเรียนต่อจีนกันขึ้นมาดูนะครับ หรือจะอุดหนุนไปฝากบุตรหลานเพื่ออนาคตที่สดใสในการร่ำเรียน เปิดโลกความรู้ไปสู่โลกกว้างให้กับพวกเขาก็ได้เช่นกัน