India Ink

ผมนั่งอยู่ในบ้านที่กรุงเทพฯ เพื่อหลบแดดและความร้อนระอุของสภาพอากาศเบื้องนอก นั่งนับวันเวลาตั้งแต่เดินทางกลับจากอินเดียถึงบ้านเรา นี่ก็ร่วมสองอาทิตย์มาแล้ว (ผมกลับถึงเมืองไทยได้ 12 วันแล้วครับ)

เข้ามาดูเข้ามาเช็คที่บล็อกนี้เป็นระยะๆ และในหัวก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่อยากจะนำมาสนทนาแลกเปลี่ยนหรือบอกเล่า แต่ปัญหาก็คือครั้นจะลงมือเขียนก็เกิดขี้เกียจหรือต่อไม่ติดขึ้นมาดื้อๆ

ก็จนจวนเจียนจะสองอาทิตย์ผ่านไปนั่นแล้วแหละครับ ผมถึงได้ลงมือ “อัพเดท” บล็อก เขียนเรื่องราวใหม่ๆ มาบอกเล่าแลกเปลี่ยนกันตรงนี้- อีกครั้ง…

ตามที่จั่วหัวเอาไว้นะครับว่าจะพูดถึงเรื่อง “หมึกอินเดีย” หรือ India Ink

ไม่ใช่หมึกสีดำๆ ที่เอามาเขียนภาพหรือเขียนตัวหนังสือแน่นอน แต่เป็นคำเปรียบเปรยเชิงนามธรรมหน่อยๆ (ของผมเอง) ถึงเรื่องราวของหนังสือหนังหาที่ผมได้ไปประสบพบเจอ ได้อ่านและซื้อหากลับมามากมายจากอินเดียครับ

ผมไปอินเดียเกือบๆ จะสองเดือน ขาดเหลือก็ไม่กี่วัน และการอยู่ที่นั่น ผมพบว่าการได้เดินเข้าไปในร้านหนังสือทั้งเล็กใหญ่ซึ่งมีอยู่มากมายหลายร้านในแต่ละเมือง การได้หยุดดูแผงหนังสือริมทาง หรือซุ้มตู้ขายหนังสือและนิตยสารตามป้ายรถเมล์และสถานีขนส่งนั้น เป็นการใช้เวลาที่มีคุณค่าและเพลิดเพลิน เนื่องจากหนังสือ(และนิตยสาร)ภาษาอังกฤษที่อินเดียนั้นมีหลากหลายมาก แล้วก็ล้วนเป็นหนังสือที่ออกใหม่แทบทั้งนั้น

เมื่อไปถึงเชนไน (Chennai) เมืองหลวงของรัฐทมิฬนาดูไม่นาน ขณะนั้นเป็นช่วงใกล้ๆ ปลายปี ผมได้ซื้อนิตยสารเล่มหนึ่งชื่อว่า “Tehelka” มาอ่านเล่น เพราะเห็นภาพปกและการจั่วหัวเรื่องราวที่เล่มนั้นนำเสนอเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก อีกทั้งราคาก็ถูกมากด้วย เพียงแค่ 20 รูปีหรือประมาณ 16บาทเท่านั้นเอง ลองดูภาพปกของนิตยสารเล่มที่ว่านี้ดูนะครับ

img_0004Tehelka ฉบับนี้จั่วหัวไว้ว่า “Original Fictions” แล้วเชิญ 15 นักเขียนอินเดียหน้าใหม่ไฟแรงที่กำลังมีผลงานปรากฏหลากหลายรูปแบบทั้งเรื่องสั้น บทละคร นวนิยายมาเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นแสดงออกภายใต้คำว่า EXCESS  (Free- Fair- Fearless) ซึ่งนับว่าเป็นธีมที่น่าสนใจมากทีเดียว

ตอนแรกผมเข้าใจว่า เป็นนิตยสารเชิงวรรณกรรมเสียอีก เพราะเขาทำได้แนบเนียนมาก อารมณ์ก็คงเหมือนกับนิตยสารข่าวบ้านเราอย่างมติชนสุดสัปดาห์ลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัวนำเสนอเรื่องราววรรณกรรมหรือนำเสนอบทความของนักเขียนหลายๆ คนรวมเอาไว้ในเล่มเดียว เรียกได้ว่าเป็น ฉบับพิเศษจริงๆ เพราะหลังจากนั้นฉบับเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็นำเสนอรายงานพิเศษเรื่องข่าวการก่อการร้ายใน Mumbai อินเดียตามเดิม

ยอมรับว่าขณะที่อ่าน Tehelka ฉบับพิเศษ ผมนึกถึงนิตยสารโลกหนังสือ นิตยสารถนนหนังสือ และอยากจะให้มีนิตยสารว่าด้วยเรื่องของหนังสือ การเขียน นักเขียนและวรรณกรรมจริงๆ จังๆ ของไทยเกิดขึ้นและคงอยู่ไปเนิ่นๆ นานๆ บ้าง (แต่เมื่อเหลียวมองดูแผงหนังสือของอินเดียจริงๆ จังๆ แล้วก็ไม่พบหนังสือเฉพาะแนวว่าด้วยวรรณกรรมแต่อย่างใด ซึ่งอันนี้อาจเป็นผมเองที่ไม่รู้)

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในการเลือกดูเลือกซื้อหนังสือหรือนิตยสารในอินเดียก็คือ “ราคา” ที่ถูกมาก ถ้าเป็นนิตยสารทั่วไปราคาก็ตั้งแต่ 20 รูปีไม่เกิน 100 รูปี หนังสือพิมพ์ฉบับละ 3 – 5 รูปี (คิดเป็นเงินไทยคูณด้วย 0.80) ส่วนหนังสือพ็อกเก็ตบุ้กส์ภาษาอังกฤษนั้นราคาประมาณ 200 รูปีขึ้นไป ซึ่งถ้าหากเลือกซื้อตามแผงข้างทางหรือตามร้านหนังสือที่กำลังมีการลดราคา ราคาก็ถูกลงได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 -20% ทั้งหมดที่บอกเล่ามาก็มีข้อแม้ว่าคุณจะต้องรักและชอบอ่านภาษาอังกฤษนะครับ เพราะหนังสือส่วนมากที่อินเดียพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ

หอบหนังสือกองโตจากอินเดียกลับมานอนเรียงรายรออ่านที่บ้าน และในใจผมก็อยากจะให้บ้านเราทำหนังสือและขายหนังสือกันในราคาที่พอเหมาะพอควรหรือควรจะถูกลงได้กว่านี้อีก…แต่เรื่องนี้น่าจะเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ ในช่วงเข้าสู่หน้าแล้งมากกว่านะครับ

อ้อ ความโด่งดังและน่าสนใจของอินเดีย ใช่เพียงแต่จะมีแค่หนัง Slumdog Millionaire ที่ไปคว้าออสการ์เท่านั้น ผมคิดว่ายังมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับวงการเขียนหนังสือ หรือหนังสือหนังหาของอินเดียที่ผมได้ประสบพบเจออีกมาก แล้วจะนำมาบอกเล่ากันต่อไปอีกนะครับ

อยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับนิตยสารฉบับนี้เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.tehelka.com