พักโพสต์…ไปอินเดีย

ชีพจรลงเท้าอีกแล้วล่ะครับ คราวนี้ไปนานสักหน่อย และมีอะไรที่จะต้องทำต้องเรียนรู้อีกมาก ซึ่งเป็นเหตุให้อาจจะต้องห่างหายหรือไม่ได้โพสต์เรื่องนู้นนี้ให้อ่านหรือแลกเปลี่ยนกันได้บ่อยๆ (กระทั่งว่าอาจจะไม่ได้โพสต์เลย) ยังไงก็อ่านหรือเปิดดูสิ่งต่างๆ ที่ผมได้เขียนหรือฝากเอาไว้บนบล็อกนี้ในช่วงที่ผ่านมาไปก่อนนะครับ กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ก็คงกลับมาเขียนเล่า แลกเปลี่ยนกันต่อไป…เช่นเดิม

ระหว่างนี้ก็ฝากข้อความลงในกระทู้ตอบไว้ถึงผมบนเว็บบล็อกนี้ได้เสมอเลยนะครับ

…สวัสดีปีใหม่ 2552 ครับ ขอให้ทุกท่านมีชีวิตที่ดีงาม…

แล้วก็ถึงวันดอกไม้บาน

ตามท้องถนนสายใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ตอนนี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา…

ถ้าหากใครที่มีประสาทสัมผัสทางกลิ่นดีหน่อยก็ย่อมจะได้กลิ่นนี้ มันคือกลิ่นของดอกตีนเป็ดหรือต้นพญาสัตตบรรณที่นิยมปลูกเอาไว้ตรงเกาะกลางถนนนั่นเอง

หลังบ้านตรงห้องครัวของผมเองก็เช่นกันในช่วงวันสองวันมานี้ ต้นไวโอเล็ตฯ (ชื่อจริงตอนซื้อมายาวกว่านี้ แต่ผมจำได้เพียงเท่านี้) ก็บังเอิญผลิดอกสีม่วงเข้มขึ้นมากลางกลุ่มใบหนาสีเขียว และยังมีดอกเล็กๆ ตูมๆ ซ่อนอยู่ในใบอีกหลายดอก

หรือว่าต้นไม้ชอบความหนาวเย็น จากสัมผัสหนาวเย็นที่กรุงเทพฯปีนี้มีลมหนาวมาค่อนข้างตรงเวลาและเย็นนานกว่าปีก่อนหน้านี้

ดอกพญาสัตตบรรณน่าจะมีสีขาวเหลืองตุ่นๆ แซมด้วยสีเขียวของใบ (ลักษณะมันเหมือนดอกกะหล่ำ)

ดอกไวโอเล็ตหลังบ้านผมดอกเล็กๆ สีม่วงเข้มแต่มีช่อเกสรสีเหลืองจัดตัดกัน

ตรงนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับสีเหลืองสีแดง

…แล้วก็ถึงวันที่ดอกไม้ผลิบาน

อาจจะเป็นดอกไม้ทางการเมือง ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีสีใด แต่ก็ขอแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่คนที่ 27 ของประเทศไทยที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” (ชั่วโมงนี้นาทีนี้ผมจำเป็นจะต้องเอ่ยนามเขาอีกล่ะหรือ)

เกจิการเมืองบอกว่าหนทางแห่งการเป็นนายกฯ ของเขาไม่ได้โรยไว้ด้วยดอกกุหลาบ มิหนำซ้ำยังอาจเป็นหนามกุหลาบเสียด้วยซ้ำ

และถ้าจะให้สง่างาม เขาไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งนายกฯ นาน

…แต่จะนานเพียงใด นานแค่ไหน ไม่เป็นแล้วจะเป็นอย่างไร การเมืองจะลงเอยหรือพัฒนาไปในทิศทางใด (ผมใช้คำผิดไปหรือเปล่า…”พัฒนา” ” โอ…)

แต่ชั่วเวลาหนึ่งแม้ดอกไม้จะงดงามเพียงใดหรือมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจหรือกลิ่นเหม็นสุดจะทน

แต่สักวันหนึ่งเมื่อพ้นผลิบาน…ก็จะต้องโรยรา

(ขออภัยที่การโพสต์ครั้งนี้ไม่มีภาพประกอบครับ จริงๆ แล้วน่าจะมี ผมอยากให้เห็นภาพดอกพญาสัตตบรรณหรือดอกไวโอเล็ตหลังบ้านผมจริงๆ ครับ…ติดเอาไว้ก่อนก็แล้วกันนะ)

ไม่ทันไรก็มาแล้วครับภาพดอกไม้ที่ผลิบานที่ผมกล่าวถึง…ชื่อของเธอคือ”แอฟริกันไวโอเล็ต”ครับผม

f2

f

(ภาพเซ็ตถ่ายสวยงามโดย”คุณนายหมวยศรี” ขอได้รับคำขอบคุณมา ณ ที่นี้)

ชายผู้หนึ่งในซอยวัดอุโมงค์

ไม่น่าเชื่อว่าการเขียนบล็อก (Blog) หรือการโพสต์ข้อความ(ข้อเขียน)ลงบนบล็อกส่วนตัวจะหลอกหลอนหรือตามติดในความคิดของผมเองอยู่หลายเพลาด้วยกัน

แท้จริงแล้วนั้น การเขียนบล็อกควรจะเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เขียนเพราะใจอยากจะเขียน เขียนเพราะสงบผ่อนคลาย เขียนโดยไม่มีอะไรหรือผู้ใดบังคับควบคุม เช่นนี้เองการเขียนบล็อกจึงน่าจะมีอารมณ์หรือผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการเขียนสมุดบันทึก (Diary) ต่างกันก็เพียงว่าข้อเขียนบนบล็อกเป็นประหนึ่งสิ่งที่ปรากฏสู่สาธารณะ (ถ้าหากเราไม่ได้กำหนดความเป็นส่วนตัวหรือ Privacy ของบล็อกเอาไว้)

ที่ผมกล่าวถึงสิ่งที่ติดอยู่ในความคิด หรือสิ่งที่อยากจะเขียนถึงลงบนบล็อก ByTheWay วันนี้ตอนนี้ก็เพราะว่า ในการเดินทางขึ้นเชียงใหม่หนล่าสุดช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาของผม ผมมีเหตุให้ต้องไปใช้ชีวิตและวนเวียนอยู่แถวหลัง ม.ช. ย่านถนนสุเทพ มากกว่าครั้งอื่นใดก่อนหน้า และด้วยวิถีชีวิตเช่นนั้นจึงเกิดหรือชักนำพาให้มีเรื่องราวของการได้พบกับ “ชายผู้หนึ่งในซอยวัดอุโมงค์”

เมื่อนึกว่าจะเขียนถึงการได้พบและได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องศิลปะกับการเขียนกับชายผู้นี้ครั้งนี้ ก็นับว่าไม่ง่ายเลย แม้แต่การจะตั้งชื่อเรื่อง ผมเองก็ยังรู้สึกขัดเขินหรือไม่ตกผลึก เกรงว่าอารมณ์จะไม่ถึงไม่ได้ดังใจไปโน่น…

แท้จริงแล้วศิลปะคืออะไร การเขียนคืออะไร ก็ไม่ควรขัดเขินหรือเกร็งเกิน ปล่อยให้ทุกอย่างปรากฏขึ้นดังใจและเรื่อยไหลออกจากจากแรงบันดาลใจภายในของเราจะดีกว่า

เรา (ผมหมายถึงคนที่ผมรู้จักหลายคน) เรียกชายผู้นี้ว่า “อาจารย์เทพ” “ครูเทพ” บางคนอาจจะเรียก “พี่เทพ” หรือ “ลุงเทพ” ก็มี

ท่านนี้คือศิลปินภาพเขียนที่มีสไตล์เป็นของตัวเองและมีงานเขียนที่ผู้คนหลงรักหลายเล่ม (เช่น ของเล่นเดินทาง บึงหญ้าป่าใหญ่)

“เทพศิริ สุขโสภา” คือนามของท่านและเป็นชื่อที่ใช้ในการเขียนหนังสือบนปกหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า

 

เมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่ไม่กี่วัน หลังจากการแวะเข้าไปเยี่ยมและรายงานตัวกับพี่กุล ปัญญาวงค์ ผู้จัดการมูลนิธิไทยรักษ์ป่าที่มีสำนักงานอยู่ที่เชียงใหม่แถวๆ หลัง ม.ช. ไม่ห่างจากซอยวัดอุโมงค์ การไม่ได้พบหน้าค่าตากันแรมปีก็ทำให้ได้เห็นว่าความตั้งใจและการขยันทำงานของพี่ท่านนี้ถือได้ว่าแรงไม่ตกลงแม้แต่น้อย และเนื่องจากใกล้เทศกาลปีใหม่กระมัง พี่กุลจึงได้หยิบยื่น “สมุดบันทึกรักษ์ป่า” มาให้ พร้อมกับบอกเล่าถึงการทำงานเบื้องหลังกว่าจะออกมาเป็นสมุดบันทึกของมูลนิธิไทยรักษ์ป่าที่มีความงดงามและลงตัวเล่มหนึ่งที่ผมเคยเห็นและได้รับมา

“สมุดบันทึกรักษ์ป่า”เล่มนี้ แต่งแต้มลายเส้นและเล่าเรื่องราวโดยผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ในซอยวัดอุโมงค์ – เทพศิริ สุขโสภา

cover2

note

หลายวันต่อมาหลังมื้ออาหารกลางวันด้วยก๋วยเตี๋ยววัดอุโมงค์ พี่กุลชักชวนว่าเราน่าจะแวะไปดูดอกหิรัญเลขา (ผมหวังว่าจะเขียนถูก)ที่กำลังบานอยู่ที่หน้าบ้านอาจารย์เทพ (บ้านของอาจารย์เทพศิริมีแนวกำแพงพิงหลังชิดกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่เรานั่งกินอยู่พอดี) อาจารย์เทพนั่งสนทนากับใครบางคนอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวก่อนหน้าที่เราจะไปถึงอยู่แล้ว และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จจึงเดินตามอาจารย์เข้าไปในตัวบ้านของท่าน

in_colorinside

สำหรับบ้านหลังใหม่ของอาจารย์เทพศิริที่มีลักษณะคล้ายสตูดิโอที่มีภาพเขียนของท่านเองใส่กรอบแขวนไว้เต็มสองข้างผนังห้องแห่งนี้ ผมเองเคยเยี่ยมหน้าหรือเข้ามาคารวะเยี่ยมชมแล้วครั้งสองครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก่อนนั้นไม่เคยได้สนทนาหรือนั่งลงสวัสดีพูดคุยกับท่านเจ้าของบ้านอย่างจริงๆ จังๆ ครั้งนี้เป็นบ่ายต้นๆ วันอาทิตย์ที่อาจารย์เทพไม่น่าจะมีแขกไปใครมาเยอะนัก เราจึงปักหลักซักถามและพูดคุยถึงเรื่องศิลปะ ภาพเขียนของท่านที่เคยหายไป และการเขียนหนังสือของท่านเอง

d

ในชั่วหนึ่งของการสนทนาและการสาธิตการเขียนภาพให้ได้ชม อาจารย์เทพบอกว่าแม้แต่การเขียนภาพเหมือนของคนก็ไม่ใช่การเขียนให้เหมือนคนคนนั้นทั่นั่งเป็นแบบ “ภาพทุกภาพคือสิ่งที่สะท้อนผู้วาด” ศิลปะคือเงาของศิลปินคนวาด อาจารย์เทพบอกกับเราอย่างนั้น

ไม่นานนักก็มีแขกชุดใหม่อีกชุดหนึ่งมารอพบปะพูดคุยกับอาจารย์อยู่อีก เราจึงขอตัวกลับออกมา พร้อมกับไม่ลืมที่จะแวะชมดอกหิรัญเลขาดอกใหญ่สีชมพูอ่อน (สีปกติของดอกไม้ชนิดนี้เมื่อเบ่งบานจะมีสีขาว)ที่ขึ้นไปผลิบนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าบ้านอาจารย์เทพ กลางแสงแดดบ่ายที่อบอุ่นและโปร่งโล่ง

flower

ผมรู้สึกว่าการได้พบปะกับศิลปินผู้มากความสามารถ พูดคุยให้ความรู้และมุมมองอย่างไม่ถือตัว ซ้ำยังคุยสนุกออกรสในวันนี้ ก็เป็นเช่นความรู้สึกที่ชื่นบานคราได้เห็นดอกไม้สดผลิบนเต็มกิ่งก้านบนพุ่มไม้ใหญ่ที่เกิดขึ้นกับเรา

เชียงใหม่…สบายดี

ผมกลับลงมาจากเชียงใหม่ได้สองวันแล้ว…

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ก็คิดถึงห้วงอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ นานาที่มีต่อเชียงใหม่หรือที่รู้สึกต่อเชียงใหม่ สาเหตุนั้นก็เพราะขึ้นไปเชียงใหม่เพื่อไปเที่ยวไปพักผ่อน (ของตัวเอง) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เหมือนการเยี่ยมหน้าขึ้นไปทักทายเพื่อนเก่า (เมืองเชียงใหม่) ว่า “สบายดีไหม” โดยที่ไม่มีธุระปะปังอะไรหรือมีความคาดหวังตั้งโปรแกรมอย่างใดเอาไว้tell

บรรยากาศอันพลุกพล่านของถนนนิมมานเหมินท์ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา

และเมื่อกลับมาแล้วผมก็ให้คำตอบกับตัวเองว่า “เชียงใหม่สบายดี” แม้จะมีผู้คนรุมรักรุมล้อมขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนั้นมากเป็นพิเศษ (โดยคนหนุ่มคนสาวหลายคนที่ไปจากกรุงเทพฯ พอถึงเชียงใหม่แล้วก็มักจะเดินทางไปเที่ยว “ปาย” กันต่อราวกับเป็นธรรมเนียม) ส่วนหนึ่งก็น่าดีใจแทนคนที่อยู่เชียงใหม่ ที่แม้เศรษฐกิจจะถดถอย การเมืองบ้านเราจะเผชิญกับความแตกแยกแตกร้าวแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ในช่วงปลายปีที่มีลมหนาวก็ยังคงคึกคักพอไปได้อยู่

napเดินเล่นชมร้านค้าในบรรยากาศงาน NAP Simply+Change ที่นิมมานเหมินท์ซอย 1

พูดถึงลมหนาว ขณะที่ผมอยู่เชียงใหม่ วันแรกที่ไปถึง (2 ธ.ค.) อากาศหนาวผิดปกติหรือผิดความคุ้นเคยที่มีต่อความหนาวของเชียงใหม่ แต่พออยู่ต่อๆ ไปอากาศก็อุ่นขึ้นหรือว่ามีความหนาวเย็นในระดับที่ไม่มากในทุกตอนเช้าหรือกลางคืน ชนิดที่ว่าพอให้เราได้สัมผัสกับความเย็นในแบบสบายๆ ไม่ถึงกับหนาวจนเที่ยวไม่สนุก

rimping

ริมปิงยามค่ำคืนเรืองสีด้วยแสงไฟ ถ่ายจากร้านบราสเซอรี่ที่มีดนตรีสดเพลงไพเราะ มันๆ ของพี่ตุ๊ก

น่าแปลกใจเหมือนกันที่เวลาหนึ่งอาทิตย์กับการเที่ยวเชียงใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราไม่ได้ไปเที่ยว “ที่ไหน” ในเชียงใหม่อย่างจริงๆ จังๆ ส่วนมากก็นั่งคุยกันที่ร้านเพื่อน บ้านรุ่นพี่ ชวนกันไปกินข้าวกินขนม (ผมชอบบรรยากาศมื้อกลางวันที่ร้าน “ดินดี” ในบริเวณหอศิลป์ ม.ช. ที่ซึ่งอาหารอร่อย ขนมรสชาติดี บรรยากาศเงียบสงบ สว่าง) หรือเดินเล่นดูร้านรวงบนถนนนิมมานเหมินท์ซึ่งกำลังจัดงาน NAP ที่ซอยหนึ่ง

dindee

ในร้านดินดียามสายที่สบายๆ วันหนึ่ง

ทุกทีทุกครั้งผมอาจจะมีโปรแกรมเป้าหมายหรือความตั้งใจอยู่ว่าขึ้นมาเชียงใหม่เพื่อไปไหน ไปทำอะไร หรือไปเที่ยวอะไร แต่มาครั้งนี้ไม่อยากจะทำเช่นนั้น เพราะมีเวลาไม่นานมากจึงอยากจะใช้เวลาไปเรื่อยๆ อยากทำอะไรก็ทำ ทำตัวเหมือนคนที่อยู่เชียงใหม่ ก็พบว่าแต่ละวันลื่นไหลและผ่านไปง่ายดายด้วยบรรยากาศแบบสบายดีเมืองเชียงใหม่ การได้พบเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ทักทายเห็นหน้าค่าตากันแบบรายปี ถามข่าวกันและได้เห็นว่าทุกคนยังมีความฝัน ยังคงเดินไปบนเส้นทางของตัวเองอย่างสวัสดิภาพก็เพียงพอแล้ว

เชียงใหม่ในใจเสมอ (ภาคไซเบอร์)

16.31 น.

ณ ร้านอินเทอร์เน็ตในซอยเล็กๆ  ถนนสุเทพแถวหลัง ม.ช.

แดดยามบ่ายแก่ๆ กำลังสวย และอากาศภายนอกของเชียงใหม่ในวันนี้และตอนนี้ก็ไม่หนาวมาก เรียกว่าไม่ถึงกับร้อนเหงื่อไหลรำคาญตัวเหมือนในหน้าร้อน เย็นๆ สบายตัวแต่ไม่ถึงกับหนาวมากมาย

ไม่เหมือนสี่วันที่แล้วที่ผมเพิ่งจะมาถึงเชียงใหม่ตอนเย็นๆ แล้วตรงเข้าไปที่งาน CMU Book Fair ใน ม.ช. ซึ่งมีเพื่อนไปเปิดบูธขายหนังสือของสำนักพิมพ์วงกลมอยู่ที่งานนี้ด้วย พอเจอกันแล้วผมเดินเล่นชมหนังสือไปตามบูธต่างๆ ในงาน อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ และเย็นมากถึงขนาดควักเสื้อหนาวมาใส่แทบไม่ทันและเสื้อที่ว่าเตรียมขึ้นไปใส่ก็มีวี่แววว่าจะไม่หนาพอdscf3067

ผมพูดกับตัวเองว่าหนาวขนาดนี้ก็กำลังดีนะ เชียงใหม่ (อากาศตอนที่หนาวมากๆ ในวันแรกที่ผมขึ้นมาเจอที่เชียงใหม่นั้น พอฟังข่าวในเช้าวันต่อมา เรียกว่าถึงกับต้องประกาศให้เป็นอุบัติภัยหรือภัยพิบัติหนาวกันเลยทีเดียว)

ผมมาเชียงใหม่จนได้และในที่สุด…

ที่ต้องบอกว่าจนได้ เพราะปีนี้ผมเดินทางเยอะมาก ทั้งงานราษฎร์งานหลวง (ซึ่งล้วนแต่มีความหมายคือการไปเที่ยวทั้งที่ควรไปและไม่ควรไป) ใกล้และไกล ซ้ำยังเดินทางยาวนานขึ้นในแต่ละครั้ง ทำให้ปัจจัยหดหาย (หมายถึง- เงิน) แต่ถึงยังไงเชียงใหม่ก็ยังรอท่าอยู่ที่เดิมและมีมนต์เสน่ห์เรียกร้องให้เราขึ้นมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ (เสน่ห์ส่วนหนึ่งที่ว่าก็คือลมหนาวหรืออากาศที่ควรจะหนาวเมื่อถึงหน้าหนาว)

เชียงใหม่มีเสน่ห์อย่างไรหรือยังมีเสน่ห์หลงเหลืออยู่อีกหรือ?

หลายคนอาจจะตั้งข้อสงสัย และหลายเดือนมาแล้วเช่นกัน ผมได้บันทึกมุมมอง ความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหัวเมืองใหญ่ทางภาคเหนือที่เปรียบได้กับนครหลวงแห่งล้านนาแห่งนี้ไว้ในบทความ “คนคือการเดินทาง” ในชื่อบทความว่า “เชียงใหม่ในใจเสมอ”

ที่ต้องให้ชื่อบทความนั้นไว้เช่นนี้ก็เพราะว่าสถานการณ์ในตอนที่เขียนบทความนั้นมีปัญหาเรื่องฝุ่นหมอกควันพิษเกิดขึ้นกับเชียงใหม่ ทำให้คนที่อยู่เชียงใหม่เองก็จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้าย สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ส่งผลให้คนเชียงใหม่หวาดเกรงกันว่ามนต์เสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองแม่เหล็กอย่างเชียงใหม่ที่เคยมี จะไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเชียงใหม่ได้เหมือนเคย มีหลายเสียงของเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เชียงใหม่ที่ผมรู้จักที่พูดไปในทางนี้ ว่าถ้าไม่มีคนมาเที่ยว เศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ท่าจะแย่ จากสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยทั่วไปที่ไม่ดีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเขียนถึงเชียงใหม่เอาไว้อย่างไรในบทความที่ว่านั้น แต่จำได้ว่าผมเขียนมันออกมาจากความรู้สึก ความรักและผูกพันต่อเมืองนี้ แม้ว่าหรือไม่ว่าเชียงใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมก็ยังรัก ปรารถนาดีและอยากจะกลับมาเยือนเชียงใหม่อยู่เสมอ…มิแปรเปลี่ยน

แล้วการเดินทางขึ้นเหนือในวันนี้ก็เพื่อจะยืนยันคำคำนั้นว่า “เชียงใหม่ในใจเสมอ” แม้ว่าวันนี้จะไม่มีการคัดค้านการสร้างตึกสูงในซอยวัดอุโมงค์ที่บดบังวิวดอยสุเทพและสร้างปัญหาจราจรให้กับถนนสุเทพและซอยวัดอุโมงค์ ไม่มีประเด็นเรื่องการคัดค้านไนท์ซาฟารี แต่เชียงใหม่วันนี้กำลังมีปัญหาเรื่องโครงการขยายถนนของทางเทศบาล (น่าจะเป็นเทศบาลนะครับผิดพลาดประการใดจะนำมาบอกต่ออีกครั้งหนึ่ง) ตามร้านรวงที่ได้เห็นบนถนนแถวกาดหลวงหรือตลาดวโรรสก็ติดป้ายนี้ ไม่เว้นหน้าร้านค้าแถวถนนนิมมานเหมินทร์ที่ขึ้นป้าย “เราคัดค้านโครงการขยายถนน” กันเด่นชัด นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำที่ภาคีฮักเชียงใหม่เรียกร้องให้คนเชียงใหม่หันมาสนใจและร่วมใจกันไม่เอาโครงกาพัฒนาเช่นนี้ (อันนี้ผมอ่านมาจาก “ไม่รักไม่บอก” ลายแทงของกินอร่อยในเชียงใหม่ ซึ่งออกมาเป็นเล่ม4  แล้ว)

cmcm2ไว้มาคุยกันต่อครับ ไว้จะเอาภาพมาให้ชมกันด้วย ขอตัวไปเดินเล่นรับลมเย็น (ที่ไม่ถึงกับหนาว) ก่อนนะครับ

16.54 น.

รอยยิ้ม…พระจันทร

moon1

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก…

คืนนี้ว่างหรือเปล่า?

กลับถึงบ้านหรือยัง?

ทานข้าวเย็นอยู่หรือเปล่า?

ถ้าว่างสักนิด

อย่าลืมโผไปที่หน้าต่างที่จะเปิดไปสู่ความโล่ง

แลออกไปเห็นฟากฟ้าสีดำยามรัตติกาล

ในช่วงฤดูหนาว

คืนนี้…

บนฟากฟ้าที่ว่าดำมืดนั้น

มีรอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏอยู่

ราวกับเขาคงนึกขำ

เอ็นดูอะไรสักอย่าง

รอยยิ้มที่เหมือนกับอมยิ้มของคนขี้เล่น

ส่งลงมาจากบนฟ้า

ให้เราพาสายตาขึ้นไปมอง

เห็นแล้วก็นึกขำและขอบคุณ

กับเสียงทางโทรศัพท์ของหลายคน

ที่โทรมาหา

บอกว่าอย่าลืมดูพระจันทร์ยิ้มนะคืนนี้

แม้ในราตรีที่กรุงเทพฯเองก็ยังเหน็บหนาว

ร้าวลึกไปกับเรื่องราวรกเรื้อ

ของการรบราโดยไร้ซึ่งชัยชนะของผู้ใดที่แท้จริง

(โปรดดูซ้ำอีกครั้งหนึ่ง…)

moon2

จันทร์เคียงดาวเหมือนรอยยิ้มของเด็กขี้เล่นคืนนี้ริมถนนลาดพร้าว

e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b888e0b8b1e0b899e0b897e0b8a3e0b98ce0b8a2e0b8b4e0b989e0b8a1

ที่เชียงใหม่ก็แลเห็นพระจันทร์ยิ้ม (ภาพโดย :นกเลี่ยว…ขอบคุณมากครับ)