คนโซ หมาหิว

e0b884e0b899e0b982e0b88b

เราห่างระบบการวัดหรือดูปฏิทินข้างขึ้นข้างแรมมานานนักหนาแล้ว…

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าคืนนี้เป็นวันข้างขึ้นหรือข้างแรมกันแน่

แต่เพียงแค่เงยหน้าเหลียวมองดูฟ้า ไม่เห็นแสงสว่างนวลของพระจันทร์ กระทั่งความรู้สึกยังทึบทึม ผมคิดว่าเราน่าจะกำลังอยู่ในคืนข้างแรมแน่ๆ (อาจจะเป็นคืนข้างแรมของบ้านเมืองและโลกเราที่จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงแบ่งแยกฝักแยกฝ่าย ไปจนถึงการก่อวินาศกรรมที่ต่างแดน)

เมื่อไม่เห็นพระจันทร์ ผมก็ทึกทักเอาว่าเป็นคืนข้างแรม คืนข้างแรมที่มีเรื่องไม่เต็มๆ บางเรื่องที่ได้ประสบพบเจอจะมาเล่าสู่กันฟัง

……………………………………

ผมฝึกโยคะมาพักใหญ่แล้ว และบังเอิญว่าวิถีแห่งการก่อเกิดสมาธิและพละกำลังนั้นดันไปมีสถานที่ฝึกฝนอยู่กลางห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านลาดพร้าว ผมจึงมีเหตุจะต้องทำตัวประหนึ่ง “เด็กติดห้าง” คือไปห้างแห่งนั้นได้ทุกวี่วัน มิหนำซ้ำบางวันก็ต้องอยู่โยงรอเข้าคลาสโยคะอีกคลาสเป็นชั่วโมงๆ

เวลาของการรอคอยหมดไปกับแก้วกาแฟ การนั่งกินขนมของว่าง เดินเล่นดูสินค้า กระทั่งไปจ่อมตัวเองเอาไว้ที่ร้านหนังสือเป็นนานสองนาน และเมื่อฝึกโยคะเสร็จตอนค่ำมืดก็เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ซึ่งผมก็เลือกที่จะฝากท้องเอาไว้กับศูนย์อาหารด้านหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตตรงบริเวณชั้นใต้ดิน

ณ สถานที่แห่งนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกประหลาดของชายผู้หนึ่ง

……………………………………

เราจะเรียกเขาว่าเป็นคนข้างแรมได้ไหม? หรือว่าเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักชื่อ เป็นคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ หรือเป็นคนไม่เต็มเต็ง (หากเราใช้วิธีคิดแบบเราว่าคนที่เขาเต็มบาทคงจะไม่ทำตัวอย่างที่ผมจะเล่า)

ตอนแรกผมเห็นชายคนหนึ่งผิวค่อนข้างคล้ำ ใส่เสื้อยืดโปโลสีตุ่นๆ กางเกงขาสั้น ลากแตะเดินไปมาในศูนย์อาหารแห่งนั้น ผมก็ไม่ได้คิดหรือสังเกตอะไร แต่พอสักพักก็เห็นว่าเขาเลือกที่จะหยุดและหย่อนตัวเองลงนั่งบนโต๊ะที่ไม่มีคน แต่ยังมีจานชามอาหารที่กินเหลือวางเอาไว้ก่อนที่จะมีแม่บ้านของศูนย์อาหารมาเก็บทำความสะอาดโต๊ะ ชายคนนี้ก็ทำทีสวมรอยเป็นลูกค้า นั่งจัดการข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว ถ้วยขนมและแก้วน้ำที่วางเหลือไว้ต่อได้อย่างแนบเนียน ราวกับเขาได้แลกคูปองไปซื้อหาอาหารเหล่านั้นมานั่งกินเสียเอง

เขาอาจจะมีตังค์ที่จะซื้ออาหารจานใหม่ได้ แต่เลือกที่จะทำเช่นนี้เพื่อช่วยโลกทำความสะอาดจัดการกับอาหารที่คนกินเหลือทิ้งไว้…อันนี้หากเราจะลองมองในมุมขำๆ ไม่คิดมาก ก็เป็นได้

……………………………………

หลายวันก่อนผมนั่งรถเมล์กลับบ้านจากแถวห้างแห่งนั้น ให้บังเอิญว่าขึ้นรถเมล์คันเดียวกับผู้ชายคนที่เพิ่งจะพูดถึง (อะไรจะดวงสมพงษ์กันขนาดน้าน) เขาคงไม่ทันสังเกตหรือว่าจดจำผมได้ แต่ผมจำเขาได้ เพราะเขายังแต่งตัวในชุดเดิม (เสื้อผ้าเรียบๆ)

ผมคิดเอาว่าเขาคงไม่ได้จ่ายเงินค่าโดยสาร เพราะเห็นกระเป๋ารถเมล์ที่เป็นผู้หญิงพูดอะไรกับเขา ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากรถไป เมื่อรถคล้อยออกจากป้ายที่ผมขึ้นมาได้เพียงป้ายเดียว

แล้วเย็นวันนี้อีก ผมก็ได้เห็นเขามาเดินป้วนเปี้ยนเหมือนจะมาหาอะไรกินอยู่ที่ศูนย์อาหารใต้ห้างแห่งนี้อีก มันคงเป็นแหล่งของอาหาร ให้คนที่ไม่มีกะตังค์หรือไม่อยากจ่ายตังค์ หรือคนที่ชอบเก็บอาหารเหลือกินได้เก็บอาหารกินได้ไม่หวาดไม่ไหวดีทีเดียว (ถ้าหากใครกล้าคิดกล้าทำแบบชายคนนี้)

……………………………………

เพิ่งจะเที่ยงวันวันนี้เองที่ผมถูกทักขึ้นมาจากคนใกล้ตัวว่าพักนี้เห็นกินข้าวกลางวันสองจานตลอดเลยนะ

มันก็จริงของเธอครับ พักนี้ผมหิวเก่งและกินเก่งขึ้น กินข้าวจานเดียวไม่ค่อยอิ่ม (หรือเป็นเพราะว่าอาหารที่เขาขายกันนั้น มันจานเล็กไปหน่อย) ผมเลยต้องสั่งเบิ้ล กินเบิ้ลมาพักใหญ่แล้ว และก็รู้สึกว่าอาหารไทยอาหารบ้านเรามันช่างอร่อยถูกปาก จึงกินเพลิดกินเพลินกับรสชาติ ชนิดที่ว่าแทบจะไม่รู้สึกว่าอิ่ม ที่สำคัญก็คือผมกินเกลี้ยงจานครับ กินข้าวหมดทุกเม็ด อันนี้เป็นนิสัยของผมอยู่แล้วที่จะไม่ค่อยกินอาหารเหลือ

นั่นก็แปลว่าถ้าหากชายคนข้างแรมคนนั้นคิดกะเก็งเล็งอาหารจานที่เหลือของผม เขาจะต้องเสียใจมากๆ เพราะมันไม่มีอะไรจะเหลือหลอ และเขาก็คงจะต้องประคองสายตาสอดส่ายหาอาหารที่เหลือจากคนอื่นๆ จานอื่นๆ ต่อไป

พูดถึงเรื่องนี้แล้วผมก็คิดถึงหมาหิวครับ (ไม่ได้มีเจตนาจะเอาคนไปเทียบกับหมาหรอกนะครับ) ตอนที่ทำงานประจำอยู่เมื่อนานมาแล้ว มีเพื่อนผู้หญิงผมคนหนึ่งเธอชอบซื้อลูกชิ้นให้หมากิน เพราะเธอบอกว่าหมาข้างถนนพวกนี้มันคงหิวและคงไม่มีปัญญามีตังค์หรือซื้ออาหาร (ลูกชิ้น) กินเองได้ เธอก็เลยคิดแทนและจัดการสงเคราะห์ให้กับบรรดาสหายสี่ขาเหล่านั้น

บางทีบางครั้งคนก็โซ หมาก็หิวได้ในวันคืนข้างแรมกลางกรุงอันใหญ่กว้าง…ที่อ้างว้างและสับสนครับ

……………………………………

ไหนๆ พูดถึงเรื่องคนหิวโซแล้วก็เลยนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เลยหารายละเอียดและภาพปกมาให้ชมกันครับ- หนังสือชื่อ “คนโซ” ครับ

……………………………………

ผู้เเต่ง : คนุท แฮมซุน
ผู้แปล : มายา (แดนอรัญ แสงทอง)
ครั้งที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งแรก
ปีที่พิมพ์ : กุมภาพันธ์ 2526
สํานักพิมพ์ : วลี
รูปเล่ม : ปกอ่อน กระดาษธรรมดา
จํานวนหน้า : 272 หน้า

 “…ทันทีที่ตื่นสนิทแล้ว ฉันเริ่มคิดเหมือนอย่างที่เคยว่า วันนี้จะมีสิ่งใดที่จะทำให้ฉันเบิกบานบ้าง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเริ่มกดบีบอัดแน่นเข้ามา ข้าวของที่พอจะมีค่าอยู่บ้างของฉันชิ้นแล้วชิ้นเล่า ถูกเปลี่ยนมือไปยัง คุณลุง ที่ร้านรับจำนำ นี่ทำให้ฉันกระวนกระวายจนแทบบ้าคลั่ง….บางครั้งหรอกที่โชคดี ความเรียงที่ฉันเขียนได้ลงหนังสือพิมพ์ และฉันก็จะได้รับเงินประมาณสัก 5 โครเนอร์ หรือมากกว่านั้นอีกสักนิดหน่อยเป็นค่าตอบแทน”

ผลงานจากนักเขียนรางวัลโนเบลปี 1920

(ขอขอบคุณรายละเอียดและภาพของหนังสือคนโซจาก www.nongpangbook.com)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s