อำลา “โลกสีเขียว”

ในชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิตการทำงาน “โลกสีเขียว” หรือนิตยสารโลกสีเขียวของมูลนิธิโลกสีเขียวได้เปรียบเสมือนบ้านและเรือนนอน (แม้จะไม่ได้นอนค้างอ้างแรมจริงๆ ก็ตาม) ทางความคิดให้สำหรับผม

ระยะเวลาสามปีที่ผมโยกย้ายตัวเองจากการเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์รายวันเข้าไปเป็นนักเขียนสารคดีประจำกองบรรณาธิการนิตยสารโลกสีเขียวเล่มนี้ ถือได้ว่าไม่น้อยเลย มันมีหลายอย่างที่เติบโตงอกงามเปลี่ยนแปลง มันมีหลายสิ่งถูกบั่นทอนและบิดเบี้ยวทางความรู้สึกเกิดขึ้น…ก็ด้วยจากการทำงานกับนิตยสารเล่มนี้

2

จากการร่ำเรียนมาทางด้านนิเทศศาสตร์ (มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนมาเรียกว่า “สื่อสารมวลชน”) วิชาเอกหนังสือพิมพ์ เมื่อเรียนจบผมกลับไปคิดหรือไม่รู้สึกว่าอยากจะเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ แต่อยากจะทำนิตยสารมากกว่า แล้วก็เหมือนโชคชะตาเล่นงานเพราะงานแรกที่ผมได้ทำคือการเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์เล่มหนึ่ง ทำงานไปได้สักสามปีกว่าก็ย้ายไปทำงานที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน และตอนนั้นผมได้ทำข่าวทางด้านสิ่งแวดล้อมมาระยะหนึ่งแล้ว

ดังนี้เองเมื่อมีโอกาสที่นิตยสารโลกสีเขียวได้ประกาศรับสมัครบรรณาธิการและกองบรรณาธิการในช่วงนั้น (ปลายปี 2540) ผมจึงไม่ลังเลที่จะส่งใบสมัครและตัวอย่างงานเขียนสารคดีเข้าไปให้ผู้บริหารของมูลนิธิฯ พิจารณา ซึ่งก็ปรากฏว่าเขารับผมเข้าทำงาน พร้อมกับยื่นตำแหน่งของบรรณาธิการมาให้ด้วยซ้ำ (สาเหตุหนึ่งที่ผมคิดว่าเขาพิจารณารับผมเข้าทำงานเพราะผมยอมลดเงินเดือนของตัวเองลงไปเกือบหมื่นบาท จากงานนักข่าวรายวันไปทำกองบรรณาธิการนิตยสารรายสองเดือนก็อาจเป็นได้)

แน่นอนว่าผมปฏิเสธงานในตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสารไปโดยไม่ด้องใช้เวลาคิดนาน เพราะหนึ่ง – ตอนนั้นผมไม่อยากจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการ โดยเฉพาะเรื่องผู้คน สอง – ในตอนนั้นผมประสงค์ที่จะฝึกปรืองานของตัวเองด้านการเขียนสารคดีมากกว่า ถ้ารับเป็น บ.ก. ก็เกรงว่าจะไม่ค่อยได้เขียนงานมากสักเท่าไร

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพี่อีกคนหนึ่งซึ่งทางมูลนิธิฯ รับเข้ามาทำงานพร้อมกัน เธอเป็นรุ่นพี่ที่จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับผม จบวิชาเอกเดียวกัน ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่โตกว่าหลายปีมีประสบการณ์การทำงานมานานกว่า ผมจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่าให้พี่คนนั้นทำงานเป็น บ.ก. ดูจะเหมาะสมกว่า (ซึ่งสถานการณ์ต่อมา มีความขัดแย้ง ความไม่สอดคล้องกันด้านบุคลิกการทำงานระหว่างกัน ทำให้ผมและรุ่นพี่คนนั้นต้องงัดข้อและมีเรื่องมีราวกันในการทำงานมาเกือบจะตลอด)

1

นิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2541 ฉบับแรกที่ออกหลังจากการเข้าไปร่วมงานของผม

e0b982e0b8a5e0b881e0b8aae0b8b5e0b980e0b882e0b8b5e0b8a2e0b8a7e0b8aae0b8b2e0b8a1นิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มีนาคม – เมษายน 2543 ฉบับสุดท้ายที่ออกหลังการจากลาของผม
แต่ก็ช่างเถิด เหตุการณ์หรือก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า “โลกสีเขียว” ให้อะไรกับผมมากไปกว่าการได้ทำงานนิตยสารตามที่อยากจะทำ หรือการได้ลองเป็นคนเขียนสารคดีสิ่งแวดล้อมที่ยากๆ ยาวๆ มีเวลาให้คิดประเด็นให้เขียนนานกว่าการทำหนังสือพิมพ์รายวัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ใช่ว่าจะได้ดังใจหรือเป็นไปตามที่เราคิดเสียทั้งหมดหรอกนะครับ เข้าตำรา “ได้อย่าง เสียอย่าง” ยังไงยังงั้น

การทำงานที่โลกสีเขียว ซึ่งมีสำนักงานของมูลนิธิ(โลกสีเขียว) อยู่ตรงวังจักรพงษ์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงท่าเตียนนั้นทำให้ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเดินเล่นย่านท่าเตียน วัดโพธิ์ ปากคลองตลาด ไปจนถึงย่านวังบูรพา ท่าพระจันทร์ ถนนพระอาทิตย์ได้โดยง่ายดาย และตอนนั้นผมเองยังอาศัยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงได้ใช้จักรยานปั่นไปทำงาน (บ้าง) โดยเดินทางข้ามเรือข้ามฟากจากท่าวังหลังไปท่าพระจันทร์หรือท่าช้างบ้าง หรือแม้แต่การข้ามจากท่าตรงวัดอรุณฯ ไปท่าเตียนก็เพลิดเพลินดีกับการใช้ชีวิตในละแวกกรุงเก่าเกาะรัตนโกสินทร์ ที่มีภาพชีวิต ตึกราม วิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายและน่าสนใจ นับเป็นประสบการณ์ของการใช้ชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชื่นชอบเลยทีเดียว

ถึงวันนี้ “โลกสีเขียว” อำลาตัวเองไปแล้วล่ะครับ นั่นคือข่าวคราวล่าสุดที่ผมได้รับรู้ว่า นิตยสารเพื่อสิ่งแวดล้อมของเมืองไทยฉบับนี้ที่มีอายุอานาม 17 ปีได้อำลาแผงหนังสือเมืองไทยไป ด้วยเหตุผล (ที่ผมได้รับรู้มาอีกที) คือไม่สามารถอยู่ได้ทางเศรษฐกิจหรือพึ่งพายอดการขายได้ แต่แว่วว่า โลกสีเขียวก็ยังจะมีอยู่หรือทำอยู่แต่ว่าจะแปลงร่างไปเป็นฉบับไซเบอร์ มีให้เจอมีให้อ่านกันได้ทางหน้าจอคอมพิเตอร์นี้แลต่อไป…ก็ลองติดตามกันดูนะครับ

สำหรับผมการอำลาของโลกสีเขียวฉบับนิตยสารที่เป็นสิ่งพิมพ์จริงๆ จับต้องได้ ก็เหมือนการอำลาจริงๆ ของความทรงจำช่วงเวลาหนึ่งที่ผมมีต่อโลกสีเขียวไปด้วย แม้โลกสีเขียวจะอำลาจากแผงไป แต่โลกสีน้ำเงิน(ใบนี้ที่เราดำรงอยู่) ก็ยังจะอยู่ต่อไปให้เราทุกคนจะต้องทนสู้และสู้ทนกันต่อครับ

 

 

คนโซ หมาหิว

e0b884e0b899e0b982e0b88b

เราห่างระบบการวัดหรือดูปฏิทินข้างขึ้นข้างแรมมานานนักหนาแล้ว…

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าคืนนี้เป็นวันข้างขึ้นหรือข้างแรมกันแน่

แต่เพียงแค่เงยหน้าเหลียวมองดูฟ้า ไม่เห็นแสงสว่างนวลของพระจันทร์ กระทั่งความรู้สึกยังทึบทึม ผมคิดว่าเราน่าจะกำลังอยู่ในคืนข้างแรมแน่ๆ (อาจจะเป็นคืนข้างแรมของบ้านเมืองและโลกเราที่จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงแบ่งแยกฝักแยกฝ่าย ไปจนถึงการก่อวินาศกรรมที่ต่างแดน)

เมื่อไม่เห็นพระจันทร์ ผมก็ทึกทักเอาว่าเป็นคืนข้างแรม คืนข้างแรมที่มีเรื่องไม่เต็มๆ บางเรื่องที่ได้ประสบพบเจอจะมาเล่าสู่กันฟัง

……………………………………

ผมฝึกโยคะมาพักใหญ่แล้ว และบังเอิญว่าวิถีแห่งการก่อเกิดสมาธิและพละกำลังนั้นดันไปมีสถานที่ฝึกฝนอยู่กลางห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านลาดพร้าว ผมจึงมีเหตุจะต้องทำตัวประหนึ่ง “เด็กติดห้าง” คือไปห้างแห่งนั้นได้ทุกวี่วัน มิหนำซ้ำบางวันก็ต้องอยู่โยงรอเข้าคลาสโยคะอีกคลาสเป็นชั่วโมงๆ

เวลาของการรอคอยหมดไปกับแก้วกาแฟ การนั่งกินขนมของว่าง เดินเล่นดูสินค้า กระทั่งไปจ่อมตัวเองเอาไว้ที่ร้านหนังสือเป็นนานสองนาน และเมื่อฝึกโยคะเสร็จตอนค่ำมืดก็เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ซึ่งผมก็เลือกที่จะฝากท้องเอาไว้กับศูนย์อาหารด้านหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตตรงบริเวณชั้นใต้ดิน

ณ สถานที่แห่งนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกประหลาดของชายผู้หนึ่ง

……………………………………

เราจะเรียกเขาว่าเป็นคนข้างแรมได้ไหม? หรือว่าเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักชื่อ เป็นคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ หรือเป็นคนไม่เต็มเต็ง (หากเราใช้วิธีคิดแบบเราว่าคนที่เขาเต็มบาทคงจะไม่ทำตัวอย่างที่ผมจะเล่า)

ตอนแรกผมเห็นชายคนหนึ่งผิวค่อนข้างคล้ำ ใส่เสื้อยืดโปโลสีตุ่นๆ กางเกงขาสั้น ลากแตะเดินไปมาในศูนย์อาหารแห่งนั้น ผมก็ไม่ได้คิดหรือสังเกตอะไร แต่พอสักพักก็เห็นว่าเขาเลือกที่จะหยุดและหย่อนตัวเองลงนั่งบนโต๊ะที่ไม่มีคน แต่ยังมีจานชามอาหารที่กินเหลือวางเอาไว้ก่อนที่จะมีแม่บ้านของศูนย์อาหารมาเก็บทำความสะอาดโต๊ะ ชายคนนี้ก็ทำทีสวมรอยเป็นลูกค้า นั่งจัดการข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว ถ้วยขนมและแก้วน้ำที่วางเหลือไว้ต่อได้อย่างแนบเนียน ราวกับเขาได้แลกคูปองไปซื้อหาอาหารเหล่านั้นมานั่งกินเสียเอง

เขาอาจจะมีตังค์ที่จะซื้ออาหารจานใหม่ได้ แต่เลือกที่จะทำเช่นนี้เพื่อช่วยโลกทำความสะอาดจัดการกับอาหารที่คนกินเหลือทิ้งไว้…อันนี้หากเราจะลองมองในมุมขำๆ ไม่คิดมาก ก็เป็นได้

……………………………………

หลายวันก่อนผมนั่งรถเมล์กลับบ้านจากแถวห้างแห่งนั้น ให้บังเอิญว่าขึ้นรถเมล์คันเดียวกับผู้ชายคนที่เพิ่งจะพูดถึง (อะไรจะดวงสมพงษ์กันขนาดน้าน) เขาคงไม่ทันสังเกตหรือว่าจดจำผมได้ แต่ผมจำเขาได้ เพราะเขายังแต่งตัวในชุดเดิม (เสื้อผ้าเรียบๆ)

ผมคิดเอาว่าเขาคงไม่ได้จ่ายเงินค่าโดยสาร เพราะเห็นกระเป๋ารถเมล์ที่เป็นผู้หญิงพูดอะไรกับเขา ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากรถไป เมื่อรถคล้อยออกจากป้ายที่ผมขึ้นมาได้เพียงป้ายเดียว

แล้วเย็นวันนี้อีก ผมก็ได้เห็นเขามาเดินป้วนเปี้ยนเหมือนจะมาหาอะไรกินอยู่ที่ศูนย์อาหารใต้ห้างแห่งนี้อีก มันคงเป็นแหล่งของอาหาร ให้คนที่ไม่มีกะตังค์หรือไม่อยากจ่ายตังค์ หรือคนที่ชอบเก็บอาหารเหลือกินได้เก็บอาหารกินได้ไม่หวาดไม่ไหวดีทีเดียว (ถ้าหากใครกล้าคิดกล้าทำแบบชายคนนี้)

……………………………………

เพิ่งจะเที่ยงวันวันนี้เองที่ผมถูกทักขึ้นมาจากคนใกล้ตัวว่าพักนี้เห็นกินข้าวกลางวันสองจานตลอดเลยนะ

มันก็จริงของเธอครับ พักนี้ผมหิวเก่งและกินเก่งขึ้น กินข้าวจานเดียวไม่ค่อยอิ่ม (หรือเป็นเพราะว่าอาหารที่เขาขายกันนั้น มันจานเล็กไปหน่อย) ผมเลยต้องสั่งเบิ้ล กินเบิ้ลมาพักใหญ่แล้ว และก็รู้สึกว่าอาหารไทยอาหารบ้านเรามันช่างอร่อยถูกปาก จึงกินเพลิดกินเพลินกับรสชาติ ชนิดที่ว่าแทบจะไม่รู้สึกว่าอิ่ม ที่สำคัญก็คือผมกินเกลี้ยงจานครับ กินข้าวหมดทุกเม็ด อันนี้เป็นนิสัยของผมอยู่แล้วที่จะไม่ค่อยกินอาหารเหลือ

นั่นก็แปลว่าถ้าหากชายคนข้างแรมคนนั้นคิดกะเก็งเล็งอาหารจานที่เหลือของผม เขาจะต้องเสียใจมากๆ เพราะมันไม่มีอะไรจะเหลือหลอ และเขาก็คงจะต้องประคองสายตาสอดส่ายหาอาหารที่เหลือจากคนอื่นๆ จานอื่นๆ ต่อไป

พูดถึงเรื่องนี้แล้วผมก็คิดถึงหมาหิวครับ (ไม่ได้มีเจตนาจะเอาคนไปเทียบกับหมาหรอกนะครับ) ตอนที่ทำงานประจำอยู่เมื่อนานมาแล้ว มีเพื่อนผู้หญิงผมคนหนึ่งเธอชอบซื้อลูกชิ้นให้หมากิน เพราะเธอบอกว่าหมาข้างถนนพวกนี้มันคงหิวและคงไม่มีปัญญามีตังค์หรือซื้ออาหาร (ลูกชิ้น) กินเองได้ เธอก็เลยคิดแทนและจัดการสงเคราะห์ให้กับบรรดาสหายสี่ขาเหล่านั้น

บางทีบางครั้งคนก็โซ หมาก็หิวได้ในวันคืนข้างแรมกลางกรุงอันใหญ่กว้าง…ที่อ้างว้างและสับสนครับ

……………………………………

ไหนๆ พูดถึงเรื่องคนหิวโซแล้วก็เลยนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เลยหารายละเอียดและภาพปกมาให้ชมกันครับ- หนังสือชื่อ “คนโซ” ครับ

……………………………………

ผู้เเต่ง : คนุท แฮมซุน
ผู้แปล : มายา (แดนอรัญ แสงทอง)
ครั้งที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งแรก
ปีที่พิมพ์ : กุมภาพันธ์ 2526
สํานักพิมพ์ : วลี
รูปเล่ม : ปกอ่อน กระดาษธรรมดา
จํานวนหน้า : 272 หน้า

 “…ทันทีที่ตื่นสนิทแล้ว ฉันเริ่มคิดเหมือนอย่างที่เคยว่า วันนี้จะมีสิ่งใดที่จะทำให้ฉันเบิกบานบ้าง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเริ่มกดบีบอัดแน่นเข้ามา ข้าวของที่พอจะมีค่าอยู่บ้างของฉันชิ้นแล้วชิ้นเล่า ถูกเปลี่ยนมือไปยัง คุณลุง ที่ร้านรับจำนำ นี่ทำให้ฉันกระวนกระวายจนแทบบ้าคลั่ง….บางครั้งหรอกที่โชคดี ความเรียงที่ฉันเขียนได้ลงหนังสือพิมพ์ และฉันก็จะได้รับเงินประมาณสัก 5 โครเนอร์ หรือมากกว่านั้นอีกสักนิดหน่อยเป็นค่าตอบแทน”

ผลงานจากนักเขียนรางวัลโนเบลปี 1920

(ขอขอบคุณรายละเอียดและภาพของหนังสือคนโซจาก www.nongpangbook.com)

ดอกหญ้าในแสงตะวัน

e0b895e0b989e0b899e0b8abe0b88de0b989e0b8b21

ในห้องฝึกโยคะ เมื่อทำท่าอาสนะถึงช่วงสุดท้ายของท่ายืน ครูจะบอกให้เราทำท่าต้นไม้หรือวฤกศาสนะ เพื่อฝึกการทรงตัวด้วยการยืนบนขาข้างเดียว ขณะเดียวกันก็เพื่อฝึกสมาธิให้เกิดขึ้น

ท่าพลิกแพลงหรือ Variation ของการฝึกท่าต้นไม้คือจากการยืนด้วยขาข้างเดียว (อีกข้างเอาเท้าขึ้นมาเหยียบไว้บนต้นขาข้างที่ยืน) ลำตัวตั้งตรง เหยียดตัวให้ตรง มือทั้งสองข้างพนมอยู่กลางอกแล้วจะต้องค่อยๆ ยกมือขึ้น เหยียดชูมือทั้งสองข้าง กางมือออกให้เกิดระยะห่าง จากนั้นค่อยๆ เงยหน้าแหงนหน้าพาสายตามองจุดจุดหนึ่งบนเพดาน แล้วค้างท่านี้เอาไว้

…บ่ายวันนั้นผมเสร็จจากการงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งย่านประชานุกูลแล้วจะต้องต่อรถโดยสารจากแถวถนนรัชดาภิเษกเพื่อไปให้ทันคลาสฝึกโยคะรอบห้าโมงสิบห้าที่สตูดิโอโยคะเจ้าประจำที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว รอจนแล้วจนเล่ารถเมล์สายที่จะพาวกจากถนนเส้นนั้นเข้าสู่พหลโยธินเพียงไม่กี่ป้ายก็ถึงเซ็นทรัลฯ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมา หรือผมจะไปไม่ทันคลาสนี้เสียแล้ว

ผมไม่ชอบการออกไปไหนมาไหนในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือยามเย็น ถ้าเลือกหรือจัดการได้ ผมจะต้องขอออกไปตอนสายกว่านั้นหรือกลับให้เร็วขึ้นกว่าเวลาห้าหกโมงเย็น (เป็นฟรีแลนซ์ก็เลือกเวลาเดินทางได้เช่นนี้เอง) แต่ในเวลานั้นเมื่อได้ปักหลักรอรถเมล์แต่รถเมล์ยังไม่มา รถบนถนนก็มีทีท่าว่าจะติดขึ้นเรื่อยๆ รถแต่ละคันก็ส่งควันไอเสียโชยเข้ามาให้สูดดมอย่างยากจะหลีกเลี่ยงเมื่อต้องยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์ริมถนน ผมจะทำอะไรได้นอกจากรอต่อไป

ผมเห็นคนทำงานโดยเฉพาะบรรดาสุภาพสตรีในชุดทำงานค่อยๆ ทยอยเดินออกมากันที่ป้ายรถเมล์แห่งนั้น บางคนมาเดี่ยว บ้างก็มาสองคนหรือไม่งั้นก็มากันเป็นหมู่คณะ ใครที่มาหลายคนก็จับกลุ่มพูดคุยฆ่าเวลารอรถ…เย็นวันศุกร์แล้วสินะ พรุ่งนี้ก็วันหยุด จะไปเที่ยวไหน ไปทำอะไรดีหรือไปหาอะไรกินอร่อยๆ ไปซื้อของที่ไหนดี (ผมแอบคิดอ่านสิ่งที่ปรากฏในใจของพวกเธอ…สาวออฟฟิศเหล่านั้น)

ระหว่างรอรถเมล์อยู่นานพอดู สายตาผมก็พลันเหลือบแลกลับไปยังที่ว่างหลังรั้วถัดจากป้ายรถเมล์เข้าไป ในอารมณ์อันอ้อยอิ่งของยามบ่ายเย็นหน้าหนาว(ที่ไม่ค่อยหนาวเท่าไร) ในกรุงเทพฯ ผมก็เห็นต้นหญ้าสองสามต้นชูต้นหรือชูดอกก็ไม่รู้บนก้านอ่อนๆ ยืนโยกเอนอยู่กลางสายลมไกว และไม่รู้อะไรมาดลใจที่ทำให้ผมนึกถึงท่าทางการฝึกโยคะในท่าอาสนะที่กล่าวถึงข้างต้น ที่มีชื่อเรียกว่า “Tree in the wind”

e0b895e0b989e0b899e0b8abe0b88de0b989e0b8b22

ดอกหญ้าในแสงตะวันเปรียบแล้วก็คงเหมือนพวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง อ่อนแออ่อนไหวยากที่จะประคองตัวเองไปกับแรงโยกไกวของสิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สิ่งเดียวที่จะทำได้คือทำใจให้นิ่งยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้ได้อย่างเรียบง่ายไม่ทะยานอยากมากเกินตัว

ไป ‘อ่าน’กันไหม(ในงาน Read Camp)

การอ่านแม้ไม่ได้รวมอยู่ในหัวใจของนักปราชญ์ หรือ “สุ จิ ปุ ลิ” อย่างตรงไปตรงมา แต่หากพินิจดูให้ดีของแต่ละข้อ…

สุ ย่อมาจาก สุตะ แปลว่า ฟัง

จิ ย่อมาจาก จินตะ แปลว่า คิด

ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า ถาม

ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า จด

(“พาหุสัจจะ” แปลว่า ความเป็นผู้ได้สดับมาก หมายถึงการได้ศึกษาเล่าเรียนมาก การมีความรู้ประสบการณ์มาก เรียกบุคคลผู้มีภาวะอย่างนั้นว่าพหูสูต คือผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมากมาก ผู้มีความรู้มาก ผู้คงแก่เรียน นักปราชญ์ หนังสือบางฉบับเรียกว่า “หัวใจนักปราชญ์”

พาหุสัจจะ เกิดจากการศึกษา และการศึกษาที่ดีเกิดจากการศึกษา 4 แบบ คือ ศึกษาด้วยการฟัง ด้วยการคิด ด้วยการสอบถาม และด้วยการจดจำบันทึก

มีคาถาบทหนึ่งที่ถือว่าเป็น หัวใจนักปราชญ์ คือ “สุ จิ ปุ ลิ วิมุตโต กถัง โส ปํณฑิโต ภเว” แปลว่า ผู้ปราศจาก สุ จิ ปุ ลิ จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร”)

คัดเอาไว้ให้อ่านเล่นๆ แบบยกมาทั้งกะบิจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org

ผมก็ปักใจเชื่อว่าปราชญ์คงไม่อาจเรียกตัวเองว่าปราชญ์ได้เต็มปากเต็มคำ หากปราศจากการอ่านและการแสวงหาความรู้ ก่อนที่จะนำไปสู่การคิด การถามหรือลิขิตจดจารสิ่งที่ได้จากการอ่านเก็บไว้หรือแลกเปลี่ยนกับคนอื่นต่อไป  

วันนี้มีคนชวนผมไปร่วม ‘อ่าน’ ครับ… 

 แม้จะฟังดูเหมือนธรรมดา ไม่น่าแปลกอะไร แต่อย่าลืมนะครับว่า คือการชวนไปร่วมอ่าน มิได้ชวนไปร่วมเขียน

เรื่องของเรื่องคือ “ซัง” ซึ่งเป็นผู้ประสานงานของเว็บไซต์ประชาไท และเว็บบล็อกกาซีนที่ผมเคยไปเปิดคอลัมน์ (ทางเดินกับความคิด และสุดปีกบิน) ได้ส่งข่าวบอกมาทางอีเมลว่าประชาไทกำลังจะไปร่วมจัดงานที่น่าสนใจมากงานหนึ่ง (ในสายตาและมุมคิดของผม)

readcamp-bannerรี้ดแคมป์ – Read Camp

คือชื่องานนี้ครับ จัดขึ้นตอนสิบโมงเช้าของวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายนนี้ที่หอศิลป์กรุงเทพมหานคร ตรงสี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามกับห้างมาบุญครองนั่นแล

ถ้าเข้าไปในเว็บไซต์นี้ http://culturelab.in.th/readcamp/ ก็จะเห็นรายละเอียดของงานทั้งหมด รวมทั้งที่มาที่ไป กระทั่งว่าจะเอาอะไรไปอ่าน จะไปร่วมงานมหกรรมการอ่านครั้งนี้ได้อย่างไร (ก็ลงชื่อสมัครผ่านเว็บฯ นี้แหละครับ)

อย่าลืมเข้าไปดูเข้าไปชมรายละเอียดกันเอาเองนะครับ ถือว่าเป็นอีกครั้งที่มีอะไรดีๆ น่าสนใจก็จะนำมาบอกเล่ากันบนหน้าบล็อก Bytheway นี้ก็แล้วกัน (ส่วนตัวผมนั้นลงชื่อสมัครเข้าร่วมงานการอ่านครั้งนี้โดยว่องไวมากๆ)

นานมาแล้ว ผมเคยเขียนจดหมายสนทนากับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เชียงใหม่ว่า ผมไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนหรือกระทั่งจะมีคนอื่นมาเรียกขาน คำว่านักเขียนสำหรับผมยังเป็นอะไรที่คลุมเครือ จะต้องทำความเข้าใจ บางทีบางอารมณ์มันก็ดูเหมือนเป็นการงานภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติ ที่ผมเองยังถือว่าตัวเองเป็นผู้น้อยและยังต้องดุ่มเดินไปบนเส้นทางนี้อีกยาวไกลนัก จึงจะอาจเอื้อมบอกกล่าวตัวเองว่าเป็นนักเขียนกับชาวบ้าน(หมู่บ้านนักเขียน ตำบลสันหนังสือ)ได้คนหนึ่ง…

แต่สิ่งที่ผมเป็นและอยากเป็นอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะเป็นนักอยากเขียนแล้วก็คือ ‘การเป็นนักอ่าน’ ครับ

ผมว่านักอ่านเป็นง่ายและน่ารักดี ไม่เครียดและไม่ต้องมีความคาดหวังอะไร อยากอ่านอะไรก็อ่าน อ่านสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น (เหมือนคำพูดที่ว่า You are what you read) การอ่านล้วนประเทืองปัญญา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถือว่าชวนกันแล้ว…ไปเป็นนักอ่านกันในงานรี้ดแคมป์กันดีไหมครับ?

แม่ผมเป็นนักกิจกรรม

ลมหนาวคล้ายจางหาย ไม่แน่ว่าจะเป็นการจากลาชั่วคราวหรือว่าจะห่างหายกันไปเลย สภาพแวดล้อมเป็นเช่นทุกวันนี้จะให้สภาพอากาศคงเส้นคงวาก็คงจะเป็นการยากอยู่

และแล้วเมื่อวานนี้ท้องฟ้าสีมัวๆ ก็ส่งเม็ดฝนหลงฤดูลงมาหนักหน่วงในยามเย็น…

หลายวันก่อนผมโทรศัพท์คุยกับแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด เสียงแม่ผมที่ปลายสายบอกว่าอากาศที่อุบลฯ บ้านเกิดของผมก็เย็นขึ้นมากแล้ว ผมเตือนท่านให้ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ หาครีมบำรุงผิวหรือว่าน้ำมันงาบริสุทธิ์ที่ว่ากันว่ามีสรรพคุณในการซึมซาบลงไปใต้ผิวหนังได้ดี มาทาผิวพรรณในช่วงฤดูหนาว

แม่ผมยังเล่าอีกว่าตอนนี้ทุกวันพุธ- พฤหัสฯ ท่านต้องไปเป็นวิทยากร จัดรายการวิทยุที่โรงเรียนวัดเวตวันฯ เป็นรายการวิทยุชุมชนและแม่ผมก็ต้องว่ากลอนลำที่ท่านเขียนเองเพื่อพูดคุยกับผู้ฟัง (ในละแวกบ้าน) และออกอากาศเป็นภาษาอีสาน

ทุกวันนี้แม่ผมอายุกว่า 76 ปีแล้ว เมื่อได้คุยโทรศัพท์กับท่าน น้ำเสียงก็ยังฟังดูสดใสและสุขภาพดี ท่านชอบตื่นแต่เช้า เดินออกกำลังหรือเหยียดแข้งเหยียดขา และเมื่อผมได้กลับบ้าน เอาท่าโยคะง่ายๆ ไปฝากให้ท่านปฏิบัติ ก็เห็นเอาใจใส่และสนใจฝึกสนใจจำmom1

ท่านเป็นแม่บ้านให้กับ ‘บ้าน’ มาตลอดชีวิต ไม่เคยหยุดในเรื่องการหาข้าวปลาอาหารและดูแลบ้าน เท่าที่หญิงสาวชาวบ้านความรู้แค่ ป. 4 แต่มาเป็นแม่ค้าอยู่กลางตัวอำเภอเลี้ยงดูลูกๆ หลายชีวิตจนเติบโต

ด้วยความรักเรียน แต่ไม่สมหวังในการที่จะได้เรียน เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่จึงหวงนักหวงหนา ไม่ยอมให้เข้าโรงเรียน แม่จึงเรียนเขียนเรียนอ่านมาด้วยตัวเอง จนอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี และยังชอบเขียนหนังสือ เขียนกลอนอีสานและกลอนต่างๆ ลงในสมุดต่างๆ ทั้งเป็นสมุดนักเรียนเก่าของผมหรือลูกหลานคนอื่นๆ อยู่จนถึงทุกวันนี้

แม่ผมชอบไปวัด ทำบุญ ทำอาหารไปถวายพระ ทำบุญบริจาคและร่วมอนุโมทนาก่อสร้างปัจจัยต่างๆ ตามแต่วัดที่ท่านไปหรือที่ท่านได้รับรู้ข่าวจะบอกบุญมาอยู่เสมอ และถือได้ว่าท่านเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้จักมักคุ้นกับพระผู้ใหญ่หลายวัดในอำเภอที่บ้าน ทุกครั้งเมื่อได้พบกันหรือได้คุยโทรศัพท์กันแม่มักจะเล่าถึงครั้งสุดท้ายที่ท่านเพิ่งจะไปทำบุญที่วัดนู้นวัดนี้ให้ฟังอยู่เสมอ

mom2ด้วยอายุอานามที่สูงขึ้น ด้วยรูปโฉมของแม่ที่เปลี่ยนไปเป็นย่างเข้าสู่วัยชรา ผมอดที่จะคิดถึงและเป็นห่วงท่านไม่ได้ ในการที่ท่านจะต้องดูแลตัวเอง ดูแลบ้าน แบ่งเบาภาระพี่ๆ ดูแลหลานๆ ที่กำลังดื้อซน แต่แม่ก็ยังมีความสุขกับการที่ได้เดินไปตลาดซื้อของสดมาปรุงอาหารให้ลูกๆ หลานๆ กินทุกเช้าเย็น มีความสุขกับการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และไปทำบุญที่วัด

และเมื่อไม่นานมานี้ ฟังท่านเล่าก็รู้สึกได้ว่าท่านกำลังสนุกกับการไปสนทนาภาษาอีสานออกอากาศรายการวิทยุอยู่ในตอนนี้ ใช่แล้วครับ ไม่ผิดนักที่จะบอกว่าแม่ผมเป็นนักกิจกรรม ผู้ให้กำเนิดมนุษย์ที่ไม่ค่อยฝักใฝ่กับสิ่งใดจริงๆ จังๆ อย่างผมมาคนหนึ่ง

ลมหนาวและยามเย็น

ลมหนาวมาเยือนกรุงเทพฯ ได้สามสี่วันแล้ว ใครที่เคยนอนเปิดแอร์เปิดพัดลมก็ถึงคราวที่จะได้ปิดสวิตช์ถอดปลั๊กและสัมผัสความเย็นจากธรรมชาติ จากฤดูกาลที่แท้จริงกันบ้างแล้ว (หากสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพฯ รอบตัวท่านเอื้อให้เปิดหน้าต่างออกไปรับความเย็นได้)

วานนี้เป็น ‘วันลอยกระทง’ ครับ…

บอกกล่าวเช่นนี้มิใช่ต้องการจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนแต่ประการใด เรื่องของเรื่องคือว่าผมห่างเหินและไม่ค่อย ‘อิน’ กับประเพณีการลอยกระทงมานานนับสิบๆ ปีแล้ว หนล่าสุดของการลอยกระทงก็เพราะว่าสถานที่ทำงานอยู่ตรงท่าเตียน มีท่าน้ำติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา วันลอยกระทงก็เลยกลายเป็นการมีตติ้งปาร์ตี้ มีอาหารเครื่องดื่ม มีกระทงเตรียมไว้ให้ลอยเสร็จสรรพ แต่ถามว่าผมมีการตั้งจิตระลึกขออภัยแม่คงคาอะไรหรือไม่ในตอนนั้นก็เปล่า มันก็แค่คืนพระจันทร์เต็มดวงที่มีน้ำนองตลิ่งและบรรยากาศดีเหมาะแก่การกินดื่มเป็นพิเศษก็เท่านั้นเอง

ผมว่าแม่น้ำยังไม่ขุ่นข้นหรือถูกกระทำพอหรือไร คนเราจึงหาเรื่องราวไร้สาระไปซ้ำเติมแม่น้ำด้วยการเอาสิ่งแปลกปลอม (แม้แต่ตองหรือหยวกกล้วยก็เถอะ ไม่ต้องพูดถึงกระทงโฟมอีกต่างหาก) ไปทิ้งไปลอยลงแม่น้ำอีก

และก็เช่นกันเราเห็นว่าอากาศและบรรยากาศมันเงียบงันหรือไม่วุ่นวายเพียงพอแล้วหรือไร จึงได้เอาเงินไปเผาทิ้งจุดพลุจุดประทัดและดอกไม้ไฟ โดยเฉพาะสิ่งที่มันส่งเสียงกระแทกหูชนิดสุดจนะทานทน

ผมไม่ไปลอยกระทงและไม่คิดถึงการไปเบียดเสียดผู้คนตามบริเวณท่าน้ำเพื่อลอยกระทง แต่ในเย็นย่ำเช่นนี้ผมเองก็ถูกใครๆ หลายคน (อย่างน้อยก็สองคน) เอื้อนเอ่ยทักถามว่า “คืนนี้ไม่ไปลอยกระทงที่ไหนหรือ” เป็นการย้ำเตือนว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองอยู่จริงๆ

ผมกำลังอยากจะพูดถึง ‘ลมหนาวและยามเย็น’ มากกว่า – ในตอนนี้

หากว่าลมหนาวคือมิตรหรืออาคันตุกะที่เดินทางมาเยือนเมืองกรุง หรือเยี่ยมเยือนขอบเขตดินแดนต่างๆ ของเมืองไทยอย่างตรงเวลาในปีนี้ ยามเย็นอาจคือเพื่อนสนิทที่เราหลงลืมที่เราไม่ได้คิดถึงความรู้สึกหรือสนใจอะไรเขามานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผมหรือคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ

เราหลงลืมที่จะมองยามเย็นว่าคือช่วงเวลาที่แสงแดดค่อยๆ หดหายแล้วส่งท้องฟ้าที่นุ่มนวลผ่อนคลายมาให้เรารู้สึกพักผ่อนหรือสงบจิตสงบใจไปกับแสงตะวันในยามเย็น ก็เนื่องจากยามเย็นคือช่วงเวลาใกล้เลิกงาน ช่วงเวลาแห่งการสะสางการงาน การประชุม หรือการติดอยู่บนท้องถนน นั่งสัปหงกบนรถเมล์เพื่อติดแหง็กจนต้องสลบไสลไปกับสถานการณ์ของการจราจร

เราแทบจะไม่เคยเห็นหรือรู้สึกไปกับยามเย็นที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเย็นในช่วงหน้าหนาวที่ฟ้าจะใสและอากาศจะดี (ไม่ร้อนอบอ้าวมาก) เช่นในเวลานี้

image029เย็นวานนี้ผมนั่งรถเมล์ออกจากบ้านเพื่อออกไปยังปากทางลาดพร้าว และจะต้องเดินต่อไปอีกเล็กน้อยเพื่อเข้าไปทำธุระในห้างใหญ่ย่านนั้น และผมรู้สึกถึงคุณค่าของยามเย็น จึงอยากจะสะกิดเตือนหรือชักชวนให้คนอื่นๆ เลิกว้าวุ่น มองท้องฟ้า ปล่อยจิตปล่อยใจไปกับความสงบ (เท่าที่จะสงบได้) และความเป็นอยู่มีอยู่ของยามเย็น…ของกรุงเทพฯ กันบ้าง…ดีไหมครับ

image032

ผมเก็บภาพเมืองกรุงเวลาห้าโมงเย็นกว่าๆ แถวปากทางลาดพร้าวด้วยอาวุธ (โทรฯมือถือ)ส่วนตัว ไม่สงบผ่อนคลายก็จริงอยู่ แต่ก็มี ‘ยามเย็น’…ให้เราได้สัมผัส

ความฝันกลางเก่ากลางใหม่

e0b888e0b8b1e0b881e0b8a3วันนี้วันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นการทำงานสำหรับใครๆ หลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับผม เพราะผมโบกมืออำลาการเข้างานแบบออฟฟิศมาได้ห้าหกปีแล้ว (และยังคงไม่นึกอยากจะกลับเข้าไปในระบบ)

ตั้งแต่เช้าของวันนี้ผมก็รู้สึกได้ถึงสายลมหนาวที่เดินทางมาถึงเมืองกรุงแล้วในวันนี้ จากความเย็นเอื่อยๆ ที่แผ่ตัวเข้ามาทายทักเมื่อแรกเปิดประตูหน้าตาบ้านออกไปสู่ภายนอก…ยินดีต้อนรับฤดูหนาว…โดยเฉพาะในเมืองกรุง หากจะมี หากจะปรากฏ ก็ขอให้อยู่กันไปนานๆ

ผมชอบฤดูหนาวครับ ชอบสายลมเย็นๆ ที่ปรากฏ อาจจะเข้าตำราที่เคยได้ยินได้ฟังมา ซึ่งไม่รู้จะจริงเท็จแค่ไหนที่ว่า คนที่เกิดฤดูไหนก็มักจะชอบฤดูนั้นเป็นพิเศษ สำหรับผมมันเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ นะครับ

วันนี้ผมรู้สึกว่าอารมณ์ดี มีประเด็นที่นึกออกและอยากจะเขียน Blog ให้ได้ทีเดียวสองเรื่อง แต่ช้าก่อน เอาทีละเรื่องทีละวันน่ะน่าจะพอดีแล้ว

เย็นวันนี้ผมมีอันต้องพาน้องยูก้อน ซึ่งเป็นจักรยานเมาเทนไบค์ยี่ห้อไจแอ้นท์คันโปรดและคันเก่าของผมออกไปควบเล่น จริงๆ ก็เพื่อจะไปตลาดแถวบ้านซื้อผลไม้ซื้อขนมและทำธุระของชีวิตนิดหน่อย แต่นานๆ เมื่อได้เอาจักรยานออกมาขี่จากบ้าน (ระยะทางประมาณสองกิโลฯ) ผมก็รู้สึกดีมากทีเดียว นึกถึงอดีตในช่วงที่เคยใช้จักรยานไปทำงานบ้างในบางวันหรือช่วงที่เคยขี่จักรยานท่องเที่ยวไปตามอุทยานแห่งชาติและเส้นทางธรรมชาติต่างๆ หลายเส้น ร่วมกับพี่ๆ และเพื่อนๆ (เขียนถึงตรงนี้ด้วยความระลึกถึงพี่กุล ปัญญาวงค์และพี่แอ๊ะ สมบัติ แห่งอดีต Camping Bike เป็นพิเศษ)

มาวันนี้ผมควบเจ้าเสือภูเขาเดี่ยวๆ ปั่นลัดเลาะเบียดตัวไปกับรถราคันใหญ่ๆ และมอเตอร์ไซค์ในถนนสายหนึ่งที่ไม่กว้างนักย่านลาดพร้าว บางทีก็ต้องปั่นขึ้นฟุตบาทไปแย่งทางเท้าคนเดินบ้าง แต่ก็รู้สึกสนุกและนึกถึงความฝันเก่าที่ค้างๆ คาๆ โดยไม่แน่ใจว่าวันหนึ่งหรือวันที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้ผมจะได้ทำมันหรือไม่

e0b888e0b8b1e0b881e0b8a3e0b8a2e0b8b2e0b899

เด็กชายขี่จักรยานเริงร่าที่เมืองพุชการ์ ประเทศอินเดีย

ความฝันนั้นก็คือการปั่นจักรยานเที่ยวไปเรื่อยๆ เป็นเส้นทางไกลๆ เอาสมบัติสัมภาระติดตัวไป ปั่นจักรยานไป เหน็ดเหนื่อยเมื่อใดก็หยุดพัก เหงื่อออกก็หยุดซับเหงื่อ พักดื่มน้ำ กินขนมของชาวบ้านที่มีขายตามสองข้างทาง เมื่อรถจักรยานเสียก็เรียนรู้ที่จะซ่อมหรือแก้ไขปัญหาของมันได้ด้วยตัวเอง

ผมไม่กล้าหวังว่าจะปั่นไปทั่วประเทศไทยหรือปั่นข้ามประเทศ ข้ามทวีปหรือปั่นจักรยานเที่ยวรอบโลก รู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่ใหญ่เกินตัวไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำ ผมเคยซื้อหนังสือ “ความฝันไม่มีวันหมดอายุ” (A Bike Ride) ของสำนักพิมพ์มติชน (แปลโดยวิทยา ทองสุข) มาอ่าน เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงอังกฤษวัยห้าสิบปีกว่าแล้ว นามว่า Anne Mustoe เธอลาออกจากงานประจำที่เคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนหญิงล้วนออกมาปั่นจักรยานเที่ยวรอบโลก ผมนับถือความกล้าหาญ การตัดสินใจและการกระทำที่เกิดขึ้นของเธอมากครับ (ซื้อหนังสือเล่มนี้มาได้นานหลายเดือนมากแล้วแต่ก็ยังอ่านไม่จบเสียที)

dscf2521

แต่ความรู้สึกในช่วงบ่ายเย็นวันนี้ที่ผมขี่จักรยานออกไปบนถนน ผมรู้สึกกับตัวเองว่าผมชอบการขี่จักรยานที่สุดในโลกและผมเกือบจะเชื่อด้วยว่าต่อให้ผมต้องปั่นจักรยานไปไกลๆ หรือไปเรื่อยๆ ผมก็น่าจะทำได้หรือว่าน่าจะชอบที่จะทำอยู่ (แต่ผมลืมไปว่าผมปั่นออกจากบ้านตอนสี่โมงเย็นกว่าๆ แล้วและวันนี้ไม่มีแดดร้อน) แต่ผมคงไม่ได้เริ่มปั่นจักรยานเที่ยวทางไกลและมันคงเป็นได้แค่ความฝันกลางเก่ากลางใหม่ที่เกาะตัวผมแจอยู่ต่อไปตามเคย

พบกันบนท้องถนนนะครับ แม้ว่าจะเป็นท้องถนนแห่งความฝันก็เถอะ

อยากจะจดจำรอยก้าวที่เดินไป

ผมเป็นคนชอบถ่ายภาพกำแพงครับ โดยเฉพาะกำแพงที่กระดำกระด่าง มีรอยปะผุ เลอะเปื้อนด้วยริ้วรอย จำได้ว่าไม่มีการเดินทางครั้งไหนที่ผมไม่เคยถ่ายภาพกำแพง ผนัง ฝาบ้านตามที่ต่างๆ กลับมาด้วยทุกครั้ง (ครั้งหนึ่งไปเมืองซัวเถากับผองญาติ ทำเอาพวกเขางงว่าผมและภรรยา ซึ่งยืนหันหลังให้กับกำแพงที่เต็มไปด้วยตัวเลขโทรศัพท์โฆษณาอันเก่าๆ เลอะๆ กำลังถ่ายรูปอะไรกันอยู่)

dscf2520เมื่อวานนี้ (8 พ.ย. 2551) ตอนบ่ายแก่ๆ ที่แดดหลบไปอยู่ที่ไหนไม่รู้และฟ้าเบื้องนอกกำลังมีฝนตั้งเค้าและลมฝนพัดแรง (จะฝนตกอะไรกันจนถึงป่านนี้หนอ) ผมเดินเข้าไปในห้างเกษร ย่านราชดำริอันโก้หรูด้วยสินค้าแบรนด์เนมจากเมืองนอก และค่อนข้างจะเงียบเหงาจากผู้คนเพื่อไปชมนิทรรศการภาพถ่ายของ “ศุภชัย เกศการุณกุล” ในชื่อนิทรรศการว่า a walk to remember (ชื่องานเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด)

เรื่องของเรื่องก็คือว่าทราบว่าคุณศุภชัยเขากำลังมีนิทรรศการภาพถ่ายชุดนี้ก็จากการอ่านสมุดบันทึกใน Hi5 ของคุณพลอย จริยะเวช และผมเองก็พอจะรู้จักชื่อเสียงของคุณศุภชัยมาบ้างจากการเห็นผลงานในนิตยสาร OPEN จนกระทั่งเขามีคอลัมน์และถ่ายภาพขาวดำสวยๆ เอามาลงให้ได้ชมกันในระยะต่อมา

วันนี้จนกระทั่งถึงวันที่ 20 พฤศจิกายนคือระยะเวลาที่นิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้จะมีให้ชมกันอยู่ที่ชั้น G เกษร ชอปปิ้ง เซ็นเตอร์ (ชื่อจริงของห้างนี้เขา)

ผมหยิบเอาโปสเตอร์ขนาด A5 ของงานนี้มาด้วย พร้อมกับเอกสารที่แจกจ่ายอีกสองใบ หนึ่งในนั้นเป็นที่มาที่ไปและการอธิบายว่าทำไมถึงเป็นชื่อ a walk to remember…

“บ่ายวันหนึ่งผมเดินอยู่ในย่านเมืองเก่า และเพลิดเพลินกับการเดินดูรายละเอียดของสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองอันเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ในขณะเดินไปตามซอกซอยเล็กๆ อันคดเคี้ยวของเมือง ผมตระหนักว่าความงามที่ผมพบเห็นกำลังจะเลือนลางไปตามกาลเวลาหรือไม่ก็ถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ จนไม่มีวันจะหวนกลับมาอีก ในวันต่อๆมาผมจึงเริ่มเก็บบันทึกความงามที่ซุกซ่อนอยู่เหล่านี้ในความเข้าใจที่ว่าไม่มีอะไรที่คงทนถาวร และความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก การเดินครั้งนี้จึงเป็นการเดินที่เพลิดเพลินเจริญใจที่ได้ค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่โดยมีความเศร้าปะปนอยู่ด้วย

เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมบันทึกนี้เป็นเพียงรูปธรรมที่มองเห็นได้จับต้องได้ แต่นามธรรมที่เป็นคุณค่าบางอย่างกำลังจะเป็นไปในแบบเดียวกัน”

dscf2519เป็นคอนเสปท์ของงานที่อ่านดูเข้าทีมาก และผมก็ชอบตรงสองประโยคสุดท้าย (เลยถึงกับยอมลงทุนพิมพ์คัดลอกมาให้ได้อ่านกันไงเล่าครับ)

อ่านดูแล้วอดคิดไม่ได้นะครับ ว่าในงานสร้างสรรค์งานหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานศิลปะหรือภาพถ่าย ความคิดอันน่าสนใจที่จุดประกายริเริ่มของผู้สร้างสรรค์นั้นมีความสำคัญเพียงพอกับหรือยิ่งกว่าผลของงานที่จะปรากฏออกมาว่าดีแค่ไหน สวยแค่ไหน…เสียอีก

คราวหน้าเมื่อเดินผ่านกำแพงเก่าๆ ในตรอกซอกซอยริมถนน อย่าลืมมองหาความงามที่ปนความเศร้าแบบคุณศุภชัยว่าไว้ลองดูนะครับ

จากหนังสือเล่มหนึ่งสู่หนังสืออีกเล่มหนึ่ง

จำได้กันไหมครับว่าหนังสือสองเล่มก่อนหน้าที่เพิ่งจะอ่านจบไปคือหนังสืออะไร?

ผมถามถึง “สองเล่ม” ก่อนหน้านะครับ ไม่ใช่เล่มก่อนหน้าที่เพิ่งจะปิดหน้าสุดท้ายไปใหม่ๆ หมาดๆ

ความทรงจำของคนเรามันก็เป็นเรื่องน่าแปลก เราแทบจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองจดจำได้ถึงสิ่งที่เพิ่งจะผ่านไป (เช่นหนังสือที่เพิ่งจะอ่านจบไป) แต่ถ้าหากถามให้ซับซ้อนขึ้นอีกสักนิดว่าเพิ่งอ่านอะไรไปก่อนที่จะถึงเล่มสุดท้าย คนเราก็เป็นต้องหันกลับไปค้นหาคำตอบด้วยการเปิดลิ้นชักความทรงจำค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย

…เราแทบจะไม่รู้ตัวว่าเราไม่เคยจะจดจำอะไรที่มันผ่านไปก่อนหน้าสิ่งที่เพิ่งผ่านไป (งงกันไหมครับ)

เมื่อไม่นานมานี้ผมคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง สิ่งนั้นก็คือ “แผนผังการอ่านหนังสือ” ของตัวเอง…

หน้าตามันเป็นประมาณนี้ครับ

dscf2453

คือผมคิดรูปแบบบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือที่เราเพิ่งจะอ่านจบไป (พร้อมกับลงวันที่ที่อ่านจบ) ไปสู่หนังสือที่กำลังอ่านอยู่ หรือกระทั่งไปสู่หนังสือที่วางแผนว่าจะอ่านต่อไป หรืออ่านค้างๆ คาๆ เอาไว้ (เป็นกันใช่ไหมครับ)

ล่าสุดผมเพิ่งอ่าน “เพื่อนฉันคานธี” โดยนารายณ์ เทสาอี (สนพ. สวนเงินมีมา) จบลงและเริ่มคิดอยากจะบันทึกรูปแบบของการเปลี่ยนผ่านหนังสือจากเล่มหนึ่งไปสู่อีกเล่มหนึ่งในมือเราe0b89be0b881e0b8abe0b899e0b989e0b8b2

เราอาจจะเขียนเพิ่มเติมลงไปด้วยก็ได้นะครับเกี่ยวกับหนังสือที่เพิ่งอ่านเสร็จว่าชอบ ไม่ชอบ หรือคิดเห็นอย่างไร จากนั้นก็เก็บไว้ พออ่านเล่มใหม่เสร็จก็เขียนเป็นวงต่อกันไปเรื่อยๆ วิธีนี้ทำให้เราไม่ต้องจดจดหนังสือสองหรือสามเล่มก่อนหน้านี้ที่เราอ่านจบลงเอาไว้ในสมอง แต่ก็สามารถกลับไปเปิดค้นหรือพลิกดูได้ทุกเมื่อ

มันน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่รักหนังสือและรักการอ่าน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ยกเว้นสำหรับคนที่ไม่เห็นประโยชน์ว่าจะทำไปเพื่ออะไร?

ป.ล. หลังจากการเขียนเรื่องนี้จบลงไม่กี่ชั่วโมง ผมก็อ่านหนังสือจบอีกเล่มนั่นก็คือ “หอมกลิ่นภูเขา” ความเรียง เรื่องสั้น บทบันทึกอารมณ์ของ “สร้อยแก้ว คำมาลา” ขอบันทึกห้อยท้ายการอ่านของผมไว้ ณ ที่นี่

38

ยามเช้า ลมจากภายนอกหน้าต่างพลิ้วเข้ามาไกวไหวผ้าม่านในห้องครัวเป็นจังหวะ…แลดูสงบผ่อนคลาย และคล้ายกับว่าเช้าวันนี้สายลมแห่งฤดูหนาวได้ปรากฏกายขึ้นแล้ว

ทุกเช้าผมจะต้องลงมาเปิดหน้าต่างห้องครัวออกเพื่อรับแสงสว่าง ยกต้นไม้กระถางน้อยออกไปรับแดด เปิดฟืนไฟเตรียมต้มกาแฟเป็นอาหารเช้าให้กับตัวเอง

เช้าวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเช้าวันก่อนหน้าสักเท่าไหร่ ในยามเช้าเช่นนี้บางวันก็มีสายลมเย็น บางวันนอกหน้าต่างที่มองออกไปก็เป็นวันที่ฝนตก โลกห่มคลุมด้วยเม็ดฝน บางวันก็มีแดดจ้าร้อน แดดสายปรากฏตัวออกมาเร็วกว่าปกติ…หมุนวนอยู่อย่างนี้

คนเรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน แต่ก็ไม่วายที่จะหวนกลับไปมองเห็นอดีตและร่ำร้องไขว่หาการเกิดขึ้นของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราอาจจะมองเห็นอดีตได้ ทำความเข้าใจมันได้ แต่เราเข้าไปแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงอะไรมันไม่ได้ ได้แต่เตรียมตัวตั้งรับอนาคตรูปแบบและเรื่องราวต่างๆ ที่ยังมาไม่ถึง

เช้าวันนี้เป็นวันที่ผมมีอายุบนโลกนี้มาได้ครบ 38 ปีเต็ม

เป็นสามสิบแปดปีที่ผ่านอะไรๆ มาพอสมควร บางสิ่งรู้ตัว รู้เท่าทัน บางสิ่งก็ยังใหม่หรือก็ยังโง่อยู่ พร้อมที่จะโดนหลอกลวง(ด้วยความสมัครใจของตัวเอง) อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในวันนี้ชีวิตคล้ายยืนอยู่บนทางแยกอีกครั้งหนึ่ง ทางแยกที่เดินผ่านเส้นทางแห่งความเป็นเด็กมานานแล้ว ทางผ่านที่ได้เดินมาบนเส้นทางของความเป็นคน คนที่เรียกขานกันว่า “เป็นผู้ใหญ่” มาพอสมควร และทางแยกที่จะต้องเผชิญหน้ากับชีวิตและความเป็นไปอีกมากมายมหาศาล (ตราบเท่าที่ชีวิตอนุญาตให้มีลมหายใจ)

กับตัวเลข 38 – ผมพบว่านี่เป็นช่วงวัยเดียวกับวัยของแม่ผม ที่ให้กำเนิดผมตอนที่ท่านมีอายุเท่ากันกับผม และพยายามที่จะสืบรู้ว่าท่านน่าจะรู้สึกเช่นไรที่ได้ให้กำเนิดทายาทอีกคนหนึ่งในวัยนั้นวันนั้น

สามสิบแปดปีก่อนของแม่ โลกและชีวิตก็คงจะแตกต่างออกไปจากวันนี้เมื่อสามสิบแปดปีเดินทางมามากมายพอสมควร หลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน รวมทั้งลูกของท่านคนนี้ที่เปลี่ยนผ่านจากเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ จนกระทั่งอาจเรียกได้ว่าย่างเข้าสู่วัยกลางคน

ผมไม่แน่ใจนักและไม่อาจกล่าวขานได้ว่าตัวเองเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่เพียงไร แต่ก็พยายามเลี้ยงดูและทำชีวิตไม่ให้ท่านต้องใช้คำว่า “ห่วงใย”…เป็นห่วงมัน กลัวว่าจะเอาตัวไม่รอด ผมพยายามที่จะออกไปวัดดวงกับโลกด้วยแขนขาลำแข้งและความฝันของตัวเอง…เสมอมา

ใช่หรือไม่ ไม่ว่าคนเราจะเติบโตแค่ไหน จะอายุสักเท่าไหร่แล้ว แต่เราก็ยังต้องเป็นลูกในสายตาและสายใยของความผูกพันของพ่อแม่เสมอ

เช้าวันนี้โลกอาจจะไม่มีอะไรใหม่ๆ แดดสายค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นตามระยะเวลา กาแฟร้อนแก้วหนึ่งที่ถูกทำขึ้นมาเป็นอาหารเช้าหมดหายไปจนถึงก้นแก้วในเวลาไม่นาน แต่ผมรู้ดีว่าเราจะต้องมีชีวิตต่อไปบนหนทางอีกยาวไกลของชีวิต

ผมสำนึกรับรู้เงียบๆ ขอพรวันเกิดให้ตัวเอง…

“ขอให้เดินทาง(บนชีวิตนี้)โดยสวัสดิภาพ”

e0b8aae0b8b2e0b8a1e0b981e0b89be0b894ผมเนื่องในวันที่มีอายุครบ 38 ถ่ายภาพโดย”หมวยศรี”