(บันทึกคน)เหนื่อยเมือง

สองวันก่อน ตรงกับวันเสาร์ที่ผ่านมา ในช่วงบ่ายผมมีความตั้งใจบางอย่างประการที่จะพาร่างตัวเองออกไปนอกบ้าน เพราะที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ในวันนั้นเป็นวันแรกของการจัดงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ” ครั้งที่ 13 ซึ่งโดยปกติแล้วหากไม่ได้เดินทางห่างจากกรุงเทพฯ และมีการจัดงานมหกรรมหนังสือหรือสัปดาห์หนังสือขึ้นที่ศูนย์ประชุมฯ แห่งนี้พอดี ผมเป็นต้องหาโอกาสไปเดินเล่นที่งานหนังสือครั้งละวันสองวันก็ว่าไปแล้วแต่วาระ

ก่อนจะถึงวันงานผมแอบจดรายการหนังสือเอาไว้ เผื่อมีโอกาสเดินผ่านบูธของสำนักพิมพ์ที่สนใจก็จะได้เข้าไปเลือกดูหนังสือ บ้างก็เป็นหนังสือเก่าซึ่งน่าจะหายาก และเป็นหนังสือกลางเก่ากลางใหม่ มีบ้างบางเล่มที่น่าจะเพิ่งออกให้ตรงกับช่วงงานก็มี ลิสต์หนังสือที่ว่าก็แค่เพื่อจะเป็นไกด์ไม่ให้หลงลืมหรือเพลิดไปกับหนังสือในงานจำนวนมากจนอาจจะหูอื้อตาลายและกระเป๋าเบาโหวงได้ก่อนที่เราจะเจอหนังสือเล่มที่อยากจะอ่านหรือมองหาอยู่ก็เป็นได้

ในที่สุดผมก็ได้ลงรถไฟฟ้าใต้ดินที่มุ่งหน้าสู่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ซึ่งเป็นไปดังคาดว่าจะมีผู้คนเยอะแยะที่พร้อมใจกันลงที่สถานีดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าออกไปที่งานหนังสือฯ ขณะนั้นเป็นเวลาหลังเที่ยงเท่านั้นเอง แต่ผู้คนก็หลั่งไหลไปที่งานกัน โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นหรือเด็กที่เล็กกว่านั้นที่มาพร้อมกับผู้ปกครอง

หากใครเคยไปงานหนังสือที่จัดขึ้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ย่อมคุ้นเคยบรรยากาศของความคึกคักกึ่งโกลาหลของผู้คนที่แห่แหนกันไปเลือกซื้อเลือกชมหนังสือ เช่นเดียวกับผมที่พอโผล่พ้นบันไดเลื่อนของรถไฟฟ้าขึ้นมาก็ได้ยินเสียงประกาศบอกให้เดินขึ้นไปอีกทางหนึ่งเพื่อเข้าสู่งาน (ทางผ่านเข้าประตูมีการตรวจกระเป๋าสัมภาระและสแกนกระเป๋าเหมือนตอนเข้าสนามบิน) มีเต๊นท์ขายอาหารและเครื่องด่มเรียงรายอยู่ตรงด้านหน้าของสถานี มันอาจจะเป็นภาพคล้ายเดิมๆ ซ้ำๆ จนผู้คน(ที่ไปงาน)อาจไม่ได้ให้ความสนใจ (หากไม่อยู่ในอารมณ์หิวกระหายตอนนั้น)

แต่ไม่นานจากการเบียดเสียดและฟันฝ่ากับฝูงชนเพื่อเข้าไปในงาน ผมก็เริ่มเบื่อและเหนื่อยครับที่ต้องพาร่างกายตัวเองถ่อไปถึงสถานที่จัดงานเพื่อพบกับความยุ่งเหยิงและผู้คนจำนวนมาก ไปพบกับสภาพงานที่ไร้ระเบียบและยังคงมีการประกาศ (โดยผู้ประกาศน้ำเสียงไม่ได้มาตรฐาน) ดังอยู่เป็นระยะๆ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยเสียงดนตรีที่ไม่ได้สร้างเสริมหรือช่วยให้บรรยากาศของการเดินเบียดเดินหลบผู้คน ไหนจะต้องหลบบรรดารถเข็นที่เจ้าของพาลากไปบรรทุกหนังสือและไม่ได้สนใจว่าล้อของมันจะมากลิ้งทับเท้าเราอยู่บ่อยๆ ให้ดีขึ้น

การจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 13 ครั้งนี้ มีความคึกคัก จำนวนผู้คนไม่ได้น้อยหรือแตกต่างไปจากการจัดงานก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนเมษายนหรือตุลาคมของปีกลาย แต่บางส่วนที่ขาดหายก็คือการออกบูธของหนังสือหรือสำนักพิมพ์จากต่างชาติ (เช่นการจัดงานในคราวก่อนอย่างน้อยก็ยังมีบูธจากประเทศเยอรมนีนำเอาหนังสือที่มีการพิมพ์สวยงามและการจัดแต่งบูธสว่างสวยงามมาให้เราได้ยล) ถ้าหากการจัดงานหนังสือเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสำนักพิมพ์ให้มีการนำหนังสือจำนวนมากออกมาขายในราคาลดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 ผมพลันรู้สึกว่าไม่อยากจะไปเดินเล่นในงานหนังสือเช่นนี้อีกแล้ว เพราะว่ามันเหน็ดเหนื่อย ที่จะต้องแย่งยื้อแย่งชิง ไม่ค่อยมีอากาศหายใจและไม่ได้ทำให้เราอยากเลือกชมหรือรักหนังสือมากขึ้น เรียกว่าเสาร์นั้นผมกลับบ้านมือเปล่า ไม่ได้หนังสือที่น่าสนใจสักเล่ม และกลับไปด้วยอาการสะบักสะบอมทั้งภายนอก (คือความเหนื่อยล้า)และภายในซึ่งเป็นความรู้สึกท้อแท้ในบรรยากาศการจัดงานหนังสือระดับชาติที่ไม่ได้มีการส่งเสริม นอกจากการกระตุ้นในเรื่องราวอื่นใดเพื่อให้คนรักหนังสือรักการอ่านมากขึ้น แต่รู้สึกได้แค่เพียงต้องการให้คนอยากซื้อหนังสือ (จากในงาน) ให้มากที่สุดเท่านั้นเอง

เป็นความรู้สึกของคนเหนื่อยเมืองที่อยากจะระบายหรือแบ่งปันเรื่องที่ไปประสบพบเจอที่ทำให้ต้องเหนื่อยใจไปกับบรรยากาศของการจัดงานหนังสือแบบที่เป็นอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s