…บอกต่อ…

มีงานดีๆ และน่าจะสนุกมาบอกต่อครับ เป็นการเสวนาและลงไม้ลงมือว่าด้วยหนังสือเด็ก รายละเอียดจะมีเมื่อไร เป็นอย่างไร ขอเชิญทอดทัศนากันได้เลย สนใจก็อย่าลืมติดต่อสำรองที่นั่งและไปร่วมงานได้ตามรายละเอียดที่มีได้เลยครับ สำหรับใครที่จะไปร่วมงานก็เจอกันได้นะครับ…

———————————

 โครงการ รักลูกอวอร์ดครั้งที่ 6  

เชิญชวนสำนักพิมพ์ และคนทำหนังสือสำหรับเด็ก

ร่วม Workshop และฟังเสวนา

ทำหนังสือเด็กอย่างไรให้เข้าถึงใจเด็ก

 

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2551

เวลา 08.30-12.30 น.

ห้องประชุมใหญ่ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด

 

8.30-9.00 น.          ลงทะเบียน พร้อมรับเอกสาร

9.00-9.30 น.          รับฟังแนวทางในการพัฒนามาตรฐานของหนังสือ ภายใต้รางวัล รักลูกอวอร์ด

                                นพ.อุดม เพชรสังหาร ประธานคณะดำเนินงานโครงการ รักลูกอวอร์ดครั้งที่ 6

9.30-10.30 น.        เผยเทคนิคเข้าถึงใจเด็กแต่ละวัย ต้องเข้าใจจิตวิทยาพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร และเข้าใจความต้องการของพ่อแม่ต่อการใช้หนังสือเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คุณหมอนักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลเชียงรายประชา

นุเคราะห์ ผู้เขียนหนังสือ การ์ตูนที่รักและหนังสือแนวจิตวิทยาอีกหลายเล่ม

10.45-11.15 น.    แนะนำองค์ประกอบของการทำหนังสือสำหรับเด็ก หลักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง สวยงาม และทำความเข้าใจกับประเภทของหนังสือ  Picture Book , Story Book, Comic Book , บันเทิงคดี , สารคดี และความเรียงเชิงทัศนะ

รศ.กุลวรา ชูพงษ์ไพโรจน์ อาจารย์สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

11.15-12.30 น.     เข้าใจองค์ประกอบทางศิลปะในหนังสือเด็ก อาทิ ตัวหนังสือที่ใช้ (Font) สี ขนาดของหนังสือที่เหมาะสม  และร่วมกันตามหาคุณค่าของการ์ตูนไทย/ญี่ปุ่น

 อ.ชนิศา ชงัดเวช  อาจารย์ประจำคณะมันฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร  

และคุณศักดา แซ่เอียว  อุปนายกสมาคมการ์ตูนไทย และนักเขียนการ์ตูนมือหนึ่งจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  

 

สำรองที่นั่ง ฟรี!

ภายในวันที่ 31 ตุลาคมศกนี้

ที่ 0 2913 7555 ต่อ 4320, 4534

(เข้าไปดูแผนที่บริษัทรักลูกฯ ได้ในเว็บไซต์wwww.raklukegroup.com)

นอกเมืองกับ’งานหนังสือ’

วานนี้ผมมีเหตุให้ต้องไปเดินเล่นที่ “สวนอนาคต” (ซึ่งก็คือห้าง Future Park) ย่านรังสิต

นอกจากจะไม่ค่อยได้ไปที่ห้างนี้แล้ว เมื่อวานก็ยังเป็นวันอาทิตย์ที่คนทะลักหลั่งไหล เดินกันขวักไขว่ในห้างอีกต่างหาก

ผมไม่แปลกใจนัก เมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่เคยเดินอยู่ในห้างลักษณะเดียวกันในย่าน Sha Tin ของฮ่องกงในช่วงวันหยุดตอนต้นปีที่ผ่านมา แล้วนึกอุทานในใจว่า ทำไมคนมันถึงได้มาเดินห้างกันเยอะนัก (วะ) แล้วผมก็มานึกขึ้นได้ว่าคนไทยชอบไปเดินห้างกันมานานแล้ว (บ้างว่าประหยัดแอร์ที่บ้าน แอร์ที่ห้างเย็นดี)

เมื่อไม่นึกว่าจะต้องไปเดินในห้างก็เลยไม่รู้ว่าจะไปดูหรือไปซื้ออะไร…

พอแยกตัวเองออกมาจากกลุ่มที่เขารู้ตัวว่าจะไปเดินดูอะไร ผมก็แวะซื้อกาแฟร้อนลาเต้แก้วหนึ่ง แล้วทันใดนั้นเองตรงมุมด้านหน้าทางเข้าห้างโรบินสัน (โอ ในห้างมีห้างซ้อนกันอยู่ แล้วยังมีห้างบิ๊กซี กับเซ็นทรัลอีกมุมหนึ่ง) ใกล้ๆ กับละแวกร้านขายทอง ผมก็เห็นว่าตรงลานทางเดินนั้นกำลังมีการจัดงาน “Book Festival” อยู่

อย่ากระนั้นเลย ผมก็เลยเดินถือแก้วกาแฟไปสำรวจดูหนังสือและพฤติกรรมผู้คนที่เลือกซื้อหนังสือที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น

มีแผงหนังสือหลายแผงครับ ส่วนมากเป็นหนังสือที่เสมือว่าพิมพ์ออกมาเพื่อจะขายในราคาลด 50 % เลย เหมือนที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นแผงขายหนังสือแบบนี้ที่อยู่ตามมุมห้างต่างๆ แต่ที่ทำให้ผมใช้เวลาไปได้เยอะก็คือแผงหนังสือเก่าที่เอาหนังสือมากองเป็นตั้งๆ ให้เลือกรื้อกันได้ตามอัธยาศรัย

ปกติเจอเข้าแบบนี้ผมอาจจะไม่เลือกรื้อดูเลยก็ได้ แต่เนื่องจากวานนี้มีเวลาอยู่เยอะ และพอดีเห็นหนังสือบางปกน่าสนใจดีและราคาก็ยังถูกมากๆ ด้วย ผมก็เลยหยุดเลือกดู ก็ทำให้ได้หนังสือเก่าติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยหลายเล่มทีเดียว

หนังสือที่ผมได้มานั้นมี  5 เล่มด้วยกันคือ

จิตสำนึกใหม่แห่งเอเชีย 1

โยคะทางจิต เพื่อชีวิตประจำวัน

ยามเช้าของชีวิต ของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์

หอมกลิ่นภูเขา เรื่องสั้นของสร้อยแก้ว คำมาลา

ตะล็อกต๊อกแต๊ก ของรักษิตา

ที่พิเศษหน่อยก็คือของนักเขียนหญิงสองคนนี้ปรากฏว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักมักคุ้นกันอยู่

สร้อยแก้วนั้นเป็นรุ่นน้องสถาบันเดียวกัน รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทำค่ายทำกิจกรรมด้วยกัน ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อหรือถามข่าวคราวฝากความคิดถึงถึงกันอยู่

ส่วนรักษิตานั้นเองคือ “พี่ดาว” ผู้ร่าเริงและสนุกสนานเฮฮา พูดคุยเป็นกันเอง แม้ว่าเราจะเพิ่งเคยรู้จักกันที่เชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ โดยเพื่อนเป็นคนแนะนำให้รู้จัก (และได้รู้ว่าพี่ดาวเป็นรุ่นพี่คณะและมหาวิทยาลัยของคนใกล้ตัวผม)

เห็นหนังสือของสองคนนี้วางขายในราคาเล่มละ 5 บาท 10 บาท ถูกเหลือเชื่อ แต่ต่อให้แพงกว่านั้นก็ยังจะต้องอุดหนุนกัน (แม้จะเป็นหนังสือมือสองก็ตาม)

เมื่อได้หนังสือมาแล้ว ผมก็มาหยุดยืนดูหนังสือแต่ละปกในมือของตัวเองว่า ถ้าหากดูรายชื่อหนังสือที่มีอยู่ตอนนี้แล้วให้นึกว่าคนอ่านหรือคนเลือกหนังสือเหล่านี้เป็นคนเช่นไรก็คงจะยากที่จะนึกออก เพราะในรายชื่อมีทั้งเรื่องสั้น สารคดีถกชีวิตและสังคมที่จริงจัง การฝึกจิตแบบโยคะ บทกวีใสๆ บทบันทึกหนักหน่วง เรียกว่ามีความหลากหลายมากทีเดียว

…และนั่นเองเป็นเหตุผลหนึ่งของการหยุดดูหยุดเที่ยวงาน Book Frestival แบบจิ๋วๆ ที่มีในห้างเพื่อจะดูว่าแต่ละคนเลือกดูเลือกซื้อหนังสือของพวกเขาอย่างไรกันบ้าง?

ยามเช้าอันแสนสุข

กาแฟร้อนยังไม่ทันหมดถ้วย เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมา

เป็นยามเช้าวันเสาร์ที่มีลมเย็นผะแผ่ว ประหนึ่งว่าลมหนาวเริ่มมาปลุกเมืองกรุงแล้ว หรืออาจจะเป็นแค่ความเย็นของไอฝนที่ตกอยู่ห่างออกไปที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้

ปลายสายกลับคือมิตรเก่าผู้หนึ่งซึ่งห่างหายการติดต่อกันไปนาน แต่เมื่อเริ่มติดต่อกันได้อีกครั้งหนึ่ง เธอก็โทรมาถึงทันใด

“รู้สึกว่าเป็น ‘ยามเช้าที่แสนสุข’ ก็เลยนึกถึงพี่อิท”

คือคำตอบจากที่ผมถามว่าทำไมถึงได้โทรมาได้ และเธอก็กำลังดื่มกาแฟมื้อเช้ายังไม่ทันหมดถ้วยเช่นกัน

เรื่องของเรื่องคือผมไม่ค่อยได้เปิดมือถือขึ้นมาแต่เช้าและเอาลงมาวางไว้ข้างๆ ตัวตอนกินอาหารมื้อเช้าเช่นนี้ หากว่าวันใดอยู่บ้าน ไม่มีธุระจะต้องติดต่อใครหรือออกไปไหนก็โน่นกว่าจะเปิดมือถือ อาจจะสิบโมงหรือสิบเอ็ดโมงไปแล้ว (คล้ายกับ 7 -11ประการหนึ่ง นั่นคือประมาณสี่ทุ่มผมก็ปิดเครื่องเตรียมเข้านอนแล้ว) แต่เช้าวันนั้นนึกยังไงไม่รู้ที่ตื่นขึ้นมาก็มากดเปิดมือถือเอาไว้

ผมชอบคำว่า “ยามเช้าอันแสนสุข” ที่เพื่อนคนนี้เอ่ยขึ้นมา แม้มันจะฟังดูมีสำเนียงของกวีหรือไม่ค่อยจะเป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่หากเรานึกถึงบทสนทนาสักประโยค แต่เมื่อได้ยินกลับรู้สึกได้ว่าจริงและสอดคล้องกับบรรยากาศรอบๆ ตัวตอนนั้นอย่างยิ่ง

ยามเช้าที่เรายังอ้อยอิ่งอยู่กับกาแฟร้อนแก้วโปรด ยามเช้าที่แดดสายยังไม่แผดแสงและมีลมเย็นแผ่วๆ ลูบไล้อยู่อย่างอ่อนโยน

นานเพียงใดแล้วที่เราอาจไม่เคยถามตัวเองว่า เรามียามเช้าที่แสนสุขไปครั้งล่าสุดเมื่อใด หรือว่าตอนนี้เรายังมียามเช้าอันแสนสุขได้อยู่หรือไม่

ผมเคยได้ยินว่าการรับประทานอาหารเช้าเป็นบ่อเกิดแห่งพลังของวัน ทำให้มีแคลอรี่บรรทุกไปผจญกับเรื่องราวร้อยแปดในชีวิต และก็น่าจะจริงที่ว่า “ยามเช้าอันแสนสุข” ซึ่งเป็นความสงบสุข ผ่อนคลาย เรื่อยๆ ไม่รีบร้อนก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวันให้กับคนเราได้เหมือนกัน

“อรุณสวัสดิ์เช้าวันอาทิตย์ครับ” แม้ฝนจะตกโปรยปรายในกรุงเทพฯ แต่หวังว่าคุณจะกำลังมีหรือได้มียามเช้าอันแสนสุขไปกันแล้วนะครับ

Dom’s Art. อาร์ตของ(อุ)ดม

ผมเพิ่งได้หนังสือเล่มหนาขนาดเดียวกับนิตยสารมาเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า DOMCUMENTARY เป็นเรื่องราวของศิลปะโดยอุดม แต้พานิช

จำได้ว่าครั้งแรกเห็นหนังสือของผู้ชายจมูกโต รักศิลปะและแสดงเดี่ยวไมโครโฟนเป็นอาชีพเล่มนี้ที่เชียงใหม่เมื่อประมาณเกือบสองปีที่ผ่านมา จำไม่ได้ว่าทำไมถึงยังไม่ได้ซื้อตอนนั้นก็ไม่รู้

วันนี้ผมไปได้มาจากงานนิทรรศการศิลปะที่เพิ่งเปิดงานไปใหม่หมาดที่ J Avenue (ห้องแสดงศิลปะบนชั้น4) กลางซอยทองหล่อ ชื่องานก็คือ “ขี้เหร่เนะ” โดย คิน ชิโอตานิ (Kin Shiotani) นักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่น กับงานศิลปะทั้งภาพเขียน สื่อผสม ตุ๊กตาไฟเบอร์กลาสเพ้นท์สีของอุดม แต้พานิช หรือ “โน้ต”

ถ้าอยากรู้ว่างานนิทรรศการศิลปะของ “ผู้ชายหน้าตาไม่ดี” สองคนที่ต่างเชื้อชาติกันมาจัดแสดงด้วยกันเป็นครั้งแรกจะเป็นเช่นไร ก็ไปติดตามชมกันได้จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนปีนี้ แต่ที่พอจะหยิบยกมาบอกเล่าได้ก็คงจะเป็นบางส่วนที่ปรากฏอยู่บนสูจิบัตรนั่นเอง

“ขี้เหร่เนะ” คำที่คนไทยฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่คนญี่ปุ่นกลับถือเป็นคำชื่นชม

คนไทยมองขี้เหร่แปลว่า “ไม่สวย” แต่ขี้เหร่ของคนญี่ปุ่นกลับแปลว่า “สวย”

ของที่ใครว่าขี้เหร่ อาจจะสวยสำหรับใครบางคนก็ได้

พูดถึง “โน้ต อุดม” (บางทีผมเคยเห็นบางคนเขียนชื่อโน้ตเป็น “โน้ส” แต่ไม่แน่ใจว่าจะเขียนแบบโน้ตไหนกันแน่) ผมเพิ่งได้ดูวีซีดีการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งล่าสุด (เดี่ยว7) ของเขาไป และต้องยอมรับในฝีไม้ลายมือการแสดง การพูด การเรียกเสียงฮา และความคิดสร้างสรรค์ในการออกมายืนแสดงเดี่ยวบนเวที ซึ่งเป็นความสามารถระดับประเทศและเป็นที่ยอมรับ (แม้จะไม่ได้ “ดูสด” ก็ยังฮาและอินกับมุขตลกหรือมุขแซวได้ปานนั้น…ลำปางหนาวมาก!!!)

แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีความรักและต้องการแสดงออกซึ่งตัวตนของตัวเอง โน้ตได้เลือก “งานศิลปะ” โดยการใช้สี ใช้การออกแบบ การเจาะรู การระบายสี การปาดป้ายสีหรือการหยิบสิ่งของเหลือใช้เป็นสื่อผสมที่มีความเป็นศิลปะแบบป๊อบอาร์ต…

ถึงตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเลือกใช้คำได้ถูกต้องหรือเปล่า “ป๊อบอาร์ต” สำหรับงานศิลปะของโน้ต เอาเป็นว่ามันเป็นภาพลายเส้นที่ดูง่ายๆ สื่อออกมาด้วยรูปร่างรูปทรงง่ายๆ เช่นภาพใบหน้าของคนขนาดใหญ่ ที่มีดวงตากลม หรือลายเส้นโค้งที่ดูออกว่าเป็นรูปจมูก ดูแล้วไม่ต้องตีความ แต่ก็ได้ความรู้สึกด้วยเรื่องราวที่ปรากฏผ่านสีสันอันสดใส จัดจ้าน ฝีแปรงหรือการลากเส้นที่อิสระ หรือแม้แต่กระทั่งการเจาะรูลงไปบนพื้นไม้แล้วแต้มทับร่องรอยด้วยสีสันต่างๆ จนเกิดเป็นเรื่องราวบนภาพใบหน้าของคนขนาดใหญ่

งานชุด “ขี้เหร่เนะ” ของโน้ตไม่ค่อยมีความหลากหลาย และเมื่อได้ดูก็ไม่ได้รู้สึกถึงพลังที่ล้นเหลือ หรือความซุกซนที่ถูกศิลปะปลุกเร้าขึ้นมา แต่คล้ายเป็นงานมองลึกเข้าไปภายในตัวตนของตัวศิลปินเอง เหมือนกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง อยู่กับตัวเองแต่ก็ยังอยากจะพูดถึงภาวะความรู้สึกต่างๆ หรือภาวะสังคม (เช่นงานไฟเบอร์กลาสรูปคนกึ่งไดโนเสาร์เอียงหูคุยโทรศัพท์มือถือ สองมือถือถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรัง)

อาจเป็นความรู้สึกส่วนตัวก็ได้ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่าโน้ตคงจะกำลังอยากจะพักผ่อนและสงบศึกกับภาวะพุ่งพล่านด้วยพลังงานและจินตนาการมากมายของตัวเอง เลยสื่อออกมาเป็นงานศิลปะที่มีความง่ายกว่าแต่เดิมที่ง่ายอยู่แล้ว

ผมคงต้องใช้เวลาเรียนรู้และเข้าถึงศิลปะของ (อุ)ดม ให้มากกว่านี้ได้ก็จากหนังสือ DOMCUMENTARY เล่มที่ได้มาจากบูธขายของที่ระลึกจากงานนี้

และผมเข้าใจดีว่าวิธีการเข้าถึงงานศิลปะที่ดีที่สุด อาจก็คือ การที่ไม่ต้อง (พยายาม) เข้าถึง

‘ลั่นทม’ร่วงหล่นลงที่ข้างๆ หู

ชอบดอก ‘ลั่นทม’ กันไหมครับ…

ดอกใหญ่ๆ บานๆ สีขาวแล้วมีสีเหลืองนวลแซมแทรก บางต้นให้ดอกสีชมพูอมเหลือง แค่เห็นดอกหัวใจก็ชื่นบาน โดยมิต้องพูดถึงกลิ่นหอมๆ ของดอกลั่นทมอีกต่างหาก

ลั่นทมเป็นต้นไม้อาภัพนะครับ เหมือนกันกับดอกซ่อนกลิ่น ที่ผู้คนมักจะคิดถึงเรื่องราวที่เป็นอัปมงคลเมื่อนึกถึงต้นไม้อย่างน้อยก็สองชนิดนี้ เรียกว่าเป็นไม้ที่แค่ได้ยินชื่อบางคนก็ชิงชังเอาไว้ก่อน

แต่ลั่นทมก็ยังมีดี ตรงที่ลำต้นและเรือนต้นมีความงดงามราวกับภาพศิลปะ หรือรอยตวัดของปลายพู่กันในภาพเขียนจีน ต้นโค้งๆ หยักๆ สีค่อนข้างเข้มจึงมีคนหลงรักและนักมาปลูกประดับแต่งตามบ้าน สวนและสำนักงานกันมิใช่น้อย

…และเพื่อให้ลั่นทมดูดีมีคนรัก จึงมีการเรียนขานกันใหม่ว่า “ลีลาวดี”

ชื่อนี้ก็งามดีอยู่หรอกนะครับ แต่ผมว่าชื่อลั่นทมนั้นตรงกว่าและให้ความรู้สึกดีกว่าเป็นไหนๆ

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมเข้าไปที่สำนักงานของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งทำงานด้านหนังสือ เพื่อนชี้พื้นที่ตรงหนึ่งแถวลานโล่งกลางสำนักงานให้ดู แล้วถามว่าสังเกตอะไรไหม มีอะไรหายไป ก็ต้นลั่นทมที่เคยอยู่ตรงนั้นไง (เพื่อนถามราวกับว่าผมเข้าไปที่สำนักงานแห่งนั้นทุกวัน แท้จริงแล้วประมาณปีละครั้งสองครั้งตามแต่จะมีธุระเท่านั้นเอง)

แล้วเรื่องเล่าก็ตามมา เพื่อนบอกว่ามีวิทยากรคนหนึ่งที่พอจะดูฮวงจุ้ยเป็นหรือเป็นซินแส แนะนำว่าให้ล้อมต้นลั่นทมที่อยู่ในบริเวณสำนักงานออกไปที่อื่น เอาไปบริจาคไว้ที่วัดก็ได้ เหตุผลก็คือต้นลั่นทมนั้นเป็นที่เกาะสถิตของบรรดาเหล่าสัมภเวสีหรือวิญญาณทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นลั่นทมจึงปลูกไว้ในวัดได้ เพราะวิญญาณไร้บ้านไร้ญาติเหล่านี้ก็จะได้มาเกาะแล้วได้ยินเสียงพระสวดพระเทศน์ แต่หากนำมาปลูกไว้ในบ้านแล้วจะไม่เป็นมงคล ทำให้คนในบ้านหรือในสำนักงานเจ็บออดๆ แอดๆ

แล้วสำนักงานของเพื่อนแห่งนั้นก็เลยจัดการล้อมเอาต้นลั่นทมทั้งหมดที่มีอยู่ในรั้วกว่าร้อยต้น เอาไปบริจาคที่วัดแห่งหนึ่ง…ร้อยกว่าต้นเชียวนะครับ ได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าเป็นงานที่ไม่ใช่เล็กๆ เลย จากนั้นก็จัดการลงต้นทองกวาวต้นย่อมๆ แทนที่ มิหนำซ้ำเพื่อนผมคนนี้ที่พอดีว่าที่บ้านของเธอมีต้นลั่นทมอยู่ต้นหนึ่งเธอเลยบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้พ่อฟังแล้วจัดการล้อมลั่นทมให้พ้นออกจากรั้วบ้านไป

ได้ยินแล้วก็ให้นึกรู้สึกเห็นใจและสงสารต้นไม้ที่จะต้องมารองรับชะตากรรมตามความคิดความเชื่อของมนุษย์ ถามว่าลั่นทมนั้นงามไหม ลั่นทมมีความผิดอะไรไหมที่เกิดมาในสกุลนี้สปีชีส์นี้เพื่อที่จะเติบโตเบ่งบานก้านกิ่งดอกสวยงามให้คนได้ชื่นชม

อีกด้านหนึ่งผมก็ไม่ได้ดูถูกความคิดความเชื่อถือของคนเรา เพราะความเชื่อถือเป็นเรื่องราวส่วนตนหรือส่วนกลุ่มบุคคลที่เราจะต้องเปิดใจเรียนรู้และรับฟัง แต่จะนำมาใช้หรือเห็นว่าเหมาะกับเราไหมนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมรู้สึกขอบคุณพื้นที่เล็กๆ ในบ้านของผมที่ไม่เปิดโอกาสให้ลงไม้ใหญ่ๆ ที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นดอกปีบหรือลั่นทม เพราะมิเช่นนั้นผมคงจะหวั่นไหวไปกับเรื่องเล่าเรื่องราวของดอกลั่นทมที่ร่วงหล่นมาที่ข้างๆ หูอยู่ไม่น้อย

ฉัน ‘สวนหลังบ้าน’ และรายการวิทยุ

ตั้งแต่ออกหนังสือ “ความสุขในสวนหลังบ้าน” มาประมาณสองเดือน การมีหนังสือพ็อกเก็ตบุ้คเล่มหนึ่งก็ทำให้เราได้เดินไปในพรมแดนหรือเส้นทางใหม่ๆ ได้ลิ้มลองบรรยากาศของการทำงานใหม่ๆ แม้จะไม่มากมายอะไรนัก แต่ก็นับได้ว่าไม่หงอยเหงาจนเกินไปในเสียงตอบรับที่เกิดขึ้น

บ่ายวันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนชื่อ “ก้อย” (สกุณี ณัฐพูลวัฒน์) ซึ่งเคยรู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่ก้อยช่วยกันกับเพื่อนๆ ทำ “ร้านเล่า” ที่เชียงใหม่ (มีใครบางคนที่ร้านเล่ายุคปัจจุบันเขียนบันทึก-ความเคลื่อนไหวในรูปไดอะรี่ไว้ให้อ่านกันที่บล็อก http://totell.exteen.com) ก้อยทำหนังสือโฮมแอนด์เดคคอร์ดูแลในส่วนสวนและต้นไม้ และยังทำนู่นนี่อีกหลายงาน เช่นการจัดสวนหรือปลูกต้นไม้ วันนี้ก้อยไปช่วยเพื่อนจัดรายการวิทยุทางคลื่น 97 FM. ฟัง (ไม่ทันแล้วว่าชื่อรายการอะไร แต่ออกอากาศวันอาทิตย์ตอน 14.30 – 16.00 น.) เป็นรายการเกี่ยวกับการจัดสวนและต้นไม้เช่นที่ก้อยถนัด ก้อยจึงชวนให้โทรเข้าไปคุยในรายการในวาระที่ก้อยจะนำหนังสือ “ความสุขในสวนหลังบ้าน” สองเล่มไปมอบให้กับผู้ฟังในรายการที่โชคดีหรือที่โทรมาแสดงความคิดเห็นในรายการ

เมื่อถึงเวลาผมก็โทรเข้าไปตามที่ได้นัดหมายกันไว้ นอกจากเสียงของก้อยแล้ว ยังมีผู้ดำเนินรายการที่เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผมใช้เวลาตอบคำถามหรือพูดคุยเพียงสั้นๆ น่าจะสักสองสามนาที และสองสามคำถามจากรายการ (และจากก้อย) ที่ผมจำได้ก็คือ

“มีความคิดเห็นอย่างไรกับความสุขในสวนหลังบ้าน…ช่วยเล่าถึงความสุขในสวนหลังบ้านให้ฟังหน่อย…”

ตรงนี้ผมก็ขอคำขยายความจากก้อยว่านี่หมายถึงส่วนที่เป็นหนังสือหรือ “ความสุขในสวนหลังบ้าน” ตามความคิดความรู้สึกของผม

และอีกคำถามหนึ่งก็คือ ในเล่มผมเป็นคนเขียนภาพประกอบซึ่งเป็นภาพสีน้ำเองทั้งหมดใช่หรือไม่…

หากใครก็ตามที่เคย Phone in หรือโทรเข้าไปในรายการทางวิทยุหรือโทรทัศน์เช่นเดียวกับผมในกรณีนี้ ย่อมรู้สึกได้ว่ามันน่าตื่นเต้นที่จะต้องควบคุมตัวเองให้ตอบให้ตรงคำถาม ตอบให้ได้ประเด็นและไม่วกวนเยิ่นเย้อ ต้องพูดจาให้ชัดถ้อยชัดคำและพูดให้ตรงกับสิ่งที่เราคิดไว้ในใจ และเมื่อจะต้องเผชิญกับคำถามที่เราไม่ทันได้ตั้งตัวหรือรู้ตัวมาก่อนว่าจะต้องถูกถามด้วยคำถามเช่นนี้ ก็พึงจะต้องประหยัดเวลา ไม่คิดนานให้อึกอักอึดอัดคุณผู้ฟัง (และคุณผู้ชม) เปล่าๆ

สำหรับคำตอบของผมนั้น ผมตอบว่าความสุขในสวนหลังบ้านของผมไม่ได้หมายถึงการที่เราจะต้องมี “สวน” ที่มีหน้าตาเป็นสวนจริงๆ มีต้นไม้ปลูกประดับตามมุมหรือระเบียงบ้านเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นธรรมชาติและการได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เวลาไปเที่ยวสวนสาธารณะหรือเดินเที่ยวป่า กระทั่งได้ชำเลืองเห็นความงดงามของไม้ดอกไม่ใบของบ้านคนอื่นที่เราแทบจะไม่รู้จัก เราก็สามารถมีความสุขกับธรรมชาติหรือได้รับแรงบันดาลจากสิ่งที่ได้พบเห็นกลับมาเก็บไว้กับตัวก็ได้

ส่วนคำตอบเกี่ยวกับภาพเขียนสีน้ำที่เป็นภาพประกอบในเล่มความสุขในสวนหลังบ้านนั้น ผมบอกว่าผมไม่ได้ร่ำเรียนมาทางศิลปะหรือเขียนรูปเป็นวิสัย แต่ด้วยความที่ชอบบันทึกและชอบวาดรูปก็เลยทำมันออกมา แม้ตอนแรกจะยากเพราะเป็นสีน้ำและความที่ไม่คุ้นเคย สีน้ำนั้นแม้จะเป็นงานศิลป์ที่ดูง่ายและดูสวย แต่สำหรับมือใหม่หรือใครที่ไม่เคยลองเขียนสีน้ำมาก่อนย่อมจะรู้สึกได้ว่ามันยากที่จะควบคุมพู่กันและทิศทางของสีทิศทางของน้ำ ต่อเมื่อทำบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ ก็จะคุ้นและเขียนรูปีน้ำได้ง่ายขึ้น สวยขึ้น ประเด็นก็คือจะต้องมีใจให้และลงมือฝึกปรือหรือทำบ่อยๆ (ซึ่งดูไม่ต่างจากการที่เราฝึกฝนอยากจะเก่งในทางใดทางหนึ่ง)

แม้รายละเอียดที่เก็บมาจะไม่ครบถ้วน แต่ก็ถือว่าเป็นบันทึกบทหนึ่งหรือ “เก็บตก” เอามาฝากในบ่ายจนถึงย่ำเย็นวันอาทิตย์ที่ฟ้าเมืองกรุงขมุกขมัวด้วยเมฆฝนก็แล้วกันนะครับ

ในสมุดบันทึกเล่มเก่า(ไม่อ้างว้าง)

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมเป็นคนชอบ ‘บันทึก’…

เครื่องไม้เครื่องมือในการบันทึกก็คือปากกาเขียนดีๆ คู่มือกับสมุดบันทึกคู่ใจ

สำหรับผม ผมชอบสมุดบันทึกที่เป็นกระดาษเปล่า ไม่ต้องมีเส้น จะเป็นกระดาษขาว กระดาษสีนวลถนอมสายตาหรือสีอื่นใดก็ไม่ว่ากัน (เว้นแต่สีชมพูอ่อนที่หวานเกินไปและผมไม่เคยคิดจะหามาใช้)

ช่วงชีวิตหนึ่งผมเคยนับว่าตัวเองมีสมุดบันทึกที่ถูกบันทึกไปแล้วกี่เล่ม ดูแล้วนับแล้วก็เก็บรวบรวมไว้ตามกล่องตามหีบที่มันเคยอยู่แล้วก็หลงลืมว่าตัวเองมีสมุดบันทึกเก่าๆ อยู่กี่เล่ม แต่ที่แน่ๆ ผมมีอยู่เยอะมากและนอกจากกรณีที่มันจะสูญหายไป- ผมไม่เคยทิ้งบันทึกเล่มเก่าๆ

ไม่นานมานี้บนโต๊ะทำงานของผม มีสมุดบันทึกเล่มเก่าๆ (บางเล่มค่อนข้างจะเก่ามากทีเดียวคือตั้งแต่เมื่อปี 2537) มาปรากฏตัวอยู่หลายเล่ม บางเล่มต้องการนำออกมาค้นหาความคิดหรือเรื่องราวเก่าๆ ที่เคยจดบันทึกเอาไว้ บางเล่มเพิ่งจะผ่านการเดินทางร่วมกันและถูกปลดระวางของการเป็นสมุดบันทึกประจำทริปประจำช่วงเวลาหนึ่ง เรียกว่าเหมือนถูกปลดเกษียณแม้ว่าจะมีหน้ากระดาษว่างที่เหลืออยู่ในเล่มก็ตามที บางเล่มผมจงใจหยิบออกมาดูหน้าตาและเรื่องราวของความเก่า เพราะคิดถึงวัยวันเก่าๆ (เอ…นี่เป็นอาการหนึ่งของคนที่เริ่มจะแก่ตัวใช่หรือไม่)

สมุดบันทึกเล่มเก่าๆ วางปะปนอยู่บนโต๊ะทำงานร่วมกับสมุดบันทึกที่กำลังใช้งาน หนังสือหนังหาที่กำลังอ่านอยู่ในช่วงนี้ เป็นบรรยากาศของความอบอุ่นตามสไตล์ของคนที่มีอดีตและพบว่าแม้วันนี้ก็ไม่อ้างว้างเกินไปหากยังมีสมุดบันทึกเล่มเก่าเอาไว้ช่วยเราให้หันกลับไปมองรอยทางที่ผ่านมาได้ชัดขึ้น

ความคิดเปลือยเปล่า ตัวตน(สิ)ไม่เปลือยเปล่า

รู้จักคำว่า “ตัวตน” ไหมครับ?

ถ้าให้อธิบายแบบนักเรียนนอกที่จะต้องอธิบายคำใดคำหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยภาษาอังกฤษ ในความหมายที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนี้คำว่า “ตัวตน” ก็น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า Ego (อีโก้) แหละครับ

คำว่าอีโก้หรือตัวตนไม่ได้มีความหมายไปในทางลบเหมือนที่คนไทยเราชอบเอาคำคำนี้มาใช้ในการกล่าวถึงคนอื่น (ทำนองว่า-มัน ‘อีโก้’จัด) และอีโก้นี่เองก็มักจะปรากฏหรือผูกพันในตัวของผู้ทำงานสร้างสรรค์หรือวงการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะอยู่เสมอ (เช่นเพราะมี ‘สิ่งนั้น’ จึงทำให้เกิด ‘สิ่งนี้’ เพราะมีอีโก้จึงมีเรื่องราวของตัวเองทำงานสร้างสรรค์ออกมาได้)

ผมไปได้หนังสือภาษาอังกฤษของสำนักพิมพ์ PAGEONE มาเล่มหนึ่ง เป็นเล่มขนาดใหญ่ทีเดียว คือใหญ่กว่าขนาดกระดาษ A4 เสียอีก ชื่อหนังสือว่า “Naked Thoughts” (ความคิดเปลือยเปล่า)

ก็เพราะด้วยชื่อหนังสือเช่นนี้ แถมยังมีคำจั่วบนปกเพิ่มเติมยั่วน้ำลาย(ของผม) อีกด้วยว่า (หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับ) diaries,notebooks+ sketchbooks…สมุดบันทึก สมุดจดและสมุดวาดเส้น

ผมไม่ลังเลที่จะจ่ายเงิน(ค่อนข้างสูง)สำหรับหนังสือเล่มนี้เพื่อเอามาแกะห่อพลาสติกพลิกดูภาพและเรื่องราวภายในซึ่งนับว่าตื่นตาตื่นใจอักโขอยู่ และผมว่าอาการเดียวกันนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตามที่รักการเขียนและการจดบันทึก ชอบที่จะมีสมุดบันทึกซุกซ่อนอยู่ตามก้นกระเป๋าเวลาไปไหนมาไหน หากได้เห็นหนังสือ “ความคิดเปลือยเปล่า” เล่มนี้ก็คงเกิดอาการฮือฮาเช่นเดียวกับผม

ว่าแต่ว่าตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ได้เปิดดูเนื้อหาภายในอย่างละเอียดครบถ้วนหรอกนะครับ ค่าที่หนังสือมันราคาสูง ขนาดหรือก็ไม่ใช่น้อยๆ ค่อยๆ และเล็มละเลียดไปวันละเล็กวันละน้อยให้อิ่มเต็มช้าๆ จะดีกว่า (เคยเกิดอาการเช่นเดียวกับผมไหมครับ)

ที่ผมกล่าวถึง “ตัวตน” ข้างต้นก็คือว่าหนังสือว่าด้วยสมุดบันทึกและวาดเส้นเล่มนี้ได้นำเอาลายมือและเรื่องราว การสร้างสรรค์ การขีดเขียน(หรือขีดเขี่ย)ให้เกิดเรื่องราวจากสมุดบันทึกของบุคคลธรรมดาสามัญ ซึ่งส่วนมากเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์อิสระตัวเล็กๆ อยู่ตามซอกมุมต่างๆ ในโลก ทั้งตะวันตกและตะวันออก มากางให้ดู เอาลายมือ ลายเส้น ภาพเขียน ซึ่งเคยเป็นสมบัติส่วนตัวและเรื่องราวส่วนตัวมาเปิดแผ่ให้ได้ดูได้เห็นกัน…อืมมม นับว่าสร้างสรรค์มากๆ ครับสำหรับความคิดของคนที่คิดว่าจะทำหนังสือชื่อนี้และว่าด้วยเรื่องราวเช่นนี้ออกมาสู่โลกหนังสือ และผมว่าเราได้มีโอกาสเห็น ได้หยิบจับสัมผัส ได้ซื้อหามาดูได้ ก็เพราะว่าหนังสือที่ว่านี้มันเป็นหนังสือหัวนอก จะก้าวหน้า สร้างสรรค์อย่างไร เขาก็น่าจะมี “ตลาด” หรือสามารถหา “ตลาด” ของผู้อ่านของเขาเจออยู่ดี แต่ครั้นจะให้คาดหวังกับวงการสิ่งพิมพ์เมืองไทยหรือสำนักพิมพ์ไทยว่าจะมีใครใจถึงหรือสร้างหนังสือที่มีชื่อและเรื่องราวท้าทายๆ เช่นนี้ออกมาก็อาจจะเป็นได้แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ (แต่เราก็ควรจะต้องหวังต่อไป)

ถ้ามีโอกาสลองเปิดหาดูนะครับ ผมว่า Naked Thoughts เป็นหนังสือ “เปลือย” ที่น่าจะฮ็อตที่สุดและต่อเติมจินตนาการของผู้อ่านไปในทางที่จรรโลงได้อย่างไร้ขอบเขตทีเดียว

(บันทึกคน)เหนื่อยเมือง

สองวันก่อน ตรงกับวันเสาร์ที่ผ่านมา ในช่วงบ่ายผมมีความตั้งใจบางอย่างประการที่จะพาร่างตัวเองออกไปนอกบ้าน เพราะที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ในวันนั้นเป็นวันแรกของการจัดงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ” ครั้งที่ 13 ซึ่งโดยปกติแล้วหากไม่ได้เดินทางห่างจากกรุงเทพฯ และมีการจัดงานมหกรรมหนังสือหรือสัปดาห์หนังสือขึ้นที่ศูนย์ประชุมฯ แห่งนี้พอดี ผมเป็นต้องหาโอกาสไปเดินเล่นที่งานหนังสือครั้งละวันสองวันก็ว่าไปแล้วแต่วาระ

ก่อนจะถึงวันงานผมแอบจดรายการหนังสือเอาไว้ เผื่อมีโอกาสเดินผ่านบูธของสำนักพิมพ์ที่สนใจก็จะได้เข้าไปเลือกดูหนังสือ บ้างก็เป็นหนังสือเก่าซึ่งน่าจะหายาก และเป็นหนังสือกลางเก่ากลางใหม่ มีบ้างบางเล่มที่น่าจะเพิ่งออกให้ตรงกับช่วงงานก็มี ลิสต์หนังสือที่ว่าก็แค่เพื่อจะเป็นไกด์ไม่ให้หลงลืมหรือเพลิดไปกับหนังสือในงานจำนวนมากจนอาจจะหูอื้อตาลายและกระเป๋าเบาโหวงได้ก่อนที่เราจะเจอหนังสือเล่มที่อยากจะอ่านหรือมองหาอยู่ก็เป็นได้

ในที่สุดผมก็ได้ลงรถไฟฟ้าใต้ดินที่มุ่งหน้าสู่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ซึ่งเป็นไปดังคาดว่าจะมีผู้คนเยอะแยะที่พร้อมใจกันลงที่สถานีดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าออกไปที่งานหนังสือฯ ขณะนั้นเป็นเวลาหลังเที่ยงเท่านั้นเอง แต่ผู้คนก็หลั่งไหลไปที่งานกัน โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นหรือเด็กที่เล็กกว่านั้นที่มาพร้อมกับผู้ปกครอง

หากใครเคยไปงานหนังสือที่จัดขึ้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ย่อมคุ้นเคยบรรยากาศของความคึกคักกึ่งโกลาหลของผู้คนที่แห่แหนกันไปเลือกซื้อเลือกชมหนังสือ เช่นเดียวกับผมที่พอโผล่พ้นบันไดเลื่อนของรถไฟฟ้าขึ้นมาก็ได้ยินเสียงประกาศบอกให้เดินขึ้นไปอีกทางหนึ่งเพื่อเข้าสู่งาน (ทางผ่านเข้าประตูมีการตรวจกระเป๋าสัมภาระและสแกนกระเป๋าเหมือนตอนเข้าสนามบิน) มีเต๊นท์ขายอาหารและเครื่องด่มเรียงรายอยู่ตรงด้านหน้าของสถานี มันอาจจะเป็นภาพคล้ายเดิมๆ ซ้ำๆ จนผู้คน(ที่ไปงาน)อาจไม่ได้ให้ความสนใจ (หากไม่อยู่ในอารมณ์หิวกระหายตอนนั้น)

แต่ไม่นานจากการเบียดเสียดและฟันฝ่ากับฝูงชนเพื่อเข้าไปในงาน ผมก็เริ่มเบื่อและเหนื่อยครับที่ต้องพาร่างกายตัวเองถ่อไปถึงสถานที่จัดงานเพื่อพบกับความยุ่งเหยิงและผู้คนจำนวนมาก ไปพบกับสภาพงานที่ไร้ระเบียบและยังคงมีการประกาศ (โดยผู้ประกาศน้ำเสียงไม่ได้มาตรฐาน) ดังอยู่เป็นระยะๆ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยเสียงดนตรีที่ไม่ได้สร้างเสริมหรือช่วยให้บรรยากาศของการเดินเบียดเดินหลบผู้คน ไหนจะต้องหลบบรรดารถเข็นที่เจ้าของพาลากไปบรรทุกหนังสือและไม่ได้สนใจว่าล้อของมันจะมากลิ้งทับเท้าเราอยู่บ่อยๆ ให้ดีขึ้น

การจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 13 ครั้งนี้ มีความคึกคัก จำนวนผู้คนไม่ได้น้อยหรือแตกต่างไปจากการจัดงานก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนเมษายนหรือตุลาคมของปีกลาย แต่บางส่วนที่ขาดหายก็คือการออกบูธของหนังสือหรือสำนักพิมพ์จากต่างชาติ (เช่นการจัดงานในคราวก่อนอย่างน้อยก็ยังมีบูธจากประเทศเยอรมนีนำเอาหนังสือที่มีการพิมพ์สวยงามและการจัดแต่งบูธสว่างสวยงามมาให้เราได้ยล) ถ้าหากการจัดงานหนังสือเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสำนักพิมพ์ให้มีการนำหนังสือจำนวนมากออกมาขายในราคาลดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 ผมพลันรู้สึกว่าไม่อยากจะไปเดินเล่นในงานหนังสือเช่นนี้อีกแล้ว เพราะว่ามันเหน็ดเหนื่อย ที่จะต้องแย่งยื้อแย่งชิง ไม่ค่อยมีอากาศหายใจและไม่ได้ทำให้เราอยากเลือกชมหรือรักหนังสือมากขึ้น เรียกว่าเสาร์นั้นผมกลับบ้านมือเปล่า ไม่ได้หนังสือที่น่าสนใจสักเล่ม และกลับไปด้วยอาการสะบักสะบอมทั้งภายนอก (คือความเหนื่อยล้า)และภายในซึ่งเป็นความรู้สึกท้อแท้ในบรรยากาศการจัดงานหนังสือระดับชาติที่ไม่ได้มีการส่งเสริม นอกจากการกระตุ้นในเรื่องราวอื่นใดเพื่อให้คนรักหนังสือรักการอ่านมากขึ้น แต่รู้สึกได้แค่เพียงต้องการให้คนอยากซื้อหนังสือ (จากในงาน) ให้มากที่สุดเท่านั้นเอง

เป็นความรู้สึกของคนเหนื่อยเมืองที่อยากจะระบายหรือแบ่งปันเรื่องที่ไปประสบพบเจอที่ทำให้ต้องเหนื่อยใจไปกับบรรยากาศของการจัดงานหนังสือแบบที่เป็นอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้

อาวุธ

มือถืออยู่ด้วยกันมานานสองปีกับอีกห้าเดือนแล้วก็มีอันรวนเรแปรปรวนจนใช้งานได้ไม่ปกติเหมือนเคย แม้จะส่ออาการก่อนหน้านี้มาบ้างที่บางทีลำโพงก็ไม่ดัง เป็นเหตุให้ไม่ได้ยินบทสนทนา (นี่ก็อาจจะเป็นข้อตำหนิร้ายแรงของการเกิดมาเป็นมือถือ) อยู่บ้างเป็นระยะ แต่โดยรวมแล้วก็ยังนับว่าพอจะใช้งานกันมาได้ ทั้งๆ ที่แบตเตอรี่ของมันก็เสื่อมเอาๆ แล้วก็ตาม

ฤกษ์งามยามร้ายในวันหนึ่งเมื่อจะต้องอาศัยมือถือติดต่อพูดคุยเรื่องธุระการงานที่ไม่ค่อยจะต้องกระทำบ่อยนัก ก็ปรากฏว่าเจ้ามือถือดันเบี้ยว เกิดไม่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมาอีก เป็นเหตุให้หงุดหงิดและพาลคิดว่าท่าเราจะต้องเปลี่ยนมือถือ ถอยเครื่องใหม่(ราคาไม่แพง) ออกมาใช้เสียแล้วกระมัง

เคยอ่านเจอที่ไหนสักแห่งเขาบอกว่าในยุคนี้เป็นยุคไฮเทคผู้คนเปลี่ยนมือถือกันไปตามแฟชั่นและสเปคใหม่หมาดของเครื่องใหม่ๆ ที่ออกมา ทั้งๆ ที่เครื่องเก่าก็อาจจะยังดีอยู่หรือแม้แต่ผู้ที่ซื้อมาใช้อาจจะยังไม่ได้ใช้งานมันอย่างเต็มที่ตามศักยภาพที่เครื่องมีอยู่ แต่ก็ต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม หรือมีลูกเล่นล่อตาล่อใจกว่าเดิม ซึ่งที่จริงแล้วคนเราควรจะใช้มือถือเครื่องหนึ่งไม่น้อยกว่าสองปีถึงจะเหมาะสม(ต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฮเทคจะต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ในการผลิตหรือเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็จะต้องถูกนำไปย่อยทิ้งทำลายมีเศษสิ่งที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมต่อไปอีกนาน)

มือถือเครื่องเก่าของผมอายุเกือบสองปีครึ่ง ตอนแรกที่ซื้อมาก็ว่าไฮเทคดี มีทั้งกล้องถ่ายรูปสองแสนพิกเซล มีทั้งโปรแกรมเล่นเพลงเอ็มพีสาม มีหน้าจอสีและโปรแกรมเชื่อมต่ออย่างบลูทูธหรือต่อเน็ตก็ได้ ซึ่งอยางหลังนี่ผมแทบจะไม่ได้ใช้งานมันเลย ส่วนมากก็ใช้เพียงโทรเข้าออก รับส่งข้อความเป็นหลัก สนนราคาตอนนั้นแปดพันหน่อยๆ ก็ถือว่าถูกแล้ว

เมื่อตกลงใจว่าจะเปลี่ยนมือถือ ผมไม่รีรอที่จะแวะไปที่ห้างมาบุญครองชั้นสี่ ซึ่งเป็นแหล่งรวมตลาดขายมือถือ กล้องดิจิทัลและอุปกรณ์ดิจิทัลหลากหลายมากเท่าที่จะมากได้ในเมืองไทย วันนั้นไม่ได้ตั้งใจมุ่งไปดูมือถือใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากที่นั่นเป็นทางผ่านของการต่อรถไฟฟ้าเมื่อจะต้องออกไปติดต่องานแถวสีลม เลยถือโอกาสแวะดูเสียไปให้เสร็จเรื่องก็เท่านั้น

เพื่อนของผมคนหนึ่งปักหลักทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนเกาะเสม็ดมีอันต้องเข้ามากรุงเทพฯ และส่งข่าวผ่านมาทางคนใกล้ตัวผมเมื่อรู้ว่าผมกำลังจะเปลี่ยนมือถือใหม่ว่ามือถือแบบที่เพื่อนใช้อยู่เวิร์คมาก ราคาก็ลงมาเยอะแล้ว น่าจะลองดูรุ่นนี้ เมื่อไปแย้มหน้ามองดูตามเคาน์เตอร์ขายมือถือในห้างมาบุญครองดูแล้วก็ติดใจขนาดความบางของเครื่องรุ่นใหม่นี้และฟังก์ชั่นใช้งาน (ซึ่งผมจะต้องพยายามบอกตัวเองว่าเมื่อซื้อไปแล้วจะต้องหาทางใช้ฟังก์ชั่นเหล่านี้ให้จงได้)เพียบพร้อมเหมาะสมกับยุคสมัย เห็นเครื่องเล็กบางเช่นนี้มีกล้องถึงสองล้านพิกเซลเชียวนา

ว่าแล้วก็ถอยมือถือรุ่นใหม่แกะกล่อง(ของผมคนเดียว เพราะรุ่นนี้ออกมานานแล้วคนอื่น- อย่างเพื่อนผมก็ใช้มาร่วมปีแล้ว)มาในราคาหกพันบาทนิดๆ พอเงินออกจากกระเป๋า และได้มือถือเล็กๆ บางๆ บางๆ มาเครื่องหนึ่งก็รู้สึกถึงความเสียดายเงินขึ้นมาตะหงิดๆ (แม้จะเป็นที่รู้ก่อนหน้าแล้วว่าผมสามารถเลือกมือถือเครื่องนี้ได้เพราะมีคนจะซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดที่กำลังจะมาถึง)

ผมนึกถึงเหตุการณ์ในบ่ายวันจันทร์ในย่านตลาดมือถือบนห้างมาบุญครองที่ผมแวะไปดูโทรศัพท์มา ผมพบว่าที่นั่นมีผู้คนมากมายและเนืองแน่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้คนให้ความสนใจมาเลือกดูเลือกซื้อมือถือหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมือถือและสินค้าไฮเทคกันมากมายเหลือเกิน จนผมรู้สึกได้ว่าจะมีคนไทยสักกี่คนที่จะไม่มีมือถือใช้ นอกเสียจากคนที่สมัครใจที่จะไม่ใช้ ไม่ใช่เพราะไม่สามารถหามาใช้แม้จะต้องจ่ายผ่อนส่งหรือเป็นหนี้เป็นสิน แต่ก็ขอให้มีมือถือสักเครื่อง

เย็นวันนั้นขณะผมโดยสารรถไฟฟ้ากลับบ้านก็เป็นเวลาเลิกเรียนของนักเรียนมัธยมฯ พอดี ผมเห็นเด็กผู้หญิงบนไฟฟ้าเล่นเกมบนมือถือไฮเทครุ่นใหม่ราคาแพงของเธอ (รุ่นที่ผมเห็นมีร้านค้าจำหน่ายกันหลายร้านบนมาบุญครอง) ผมพลันนึกถึงหลานๆ ที่ต่างจังหวัดแม้จะอายุอานามเพ่งจะผ่านเลขสิบกันมาได้ไม่กี่ปี เพิ่งจะเข้าเรียนมัธยมต้น แต่หลานๆ หลายคนก็มีมือถือติดตัวเป็นของตัวเองเสียแล้ว แม้มันจะไม่ไฮเทคหรือราคาไม่ได้แพงเหมือนของเด็กผู้หญิงบนรถไฟฟ้าคนนั้นก็เถอะ

คนไทยเกือบจะทุกคนมีมือถือเป็นของตัวเองอย่างน้อยคนละเครื่อง…คือความจริงของปัจจุบัน และแน่นอนที่เราย่อมเคยรู้เคยเห็นว่ามีคนใช้มือถือติดตัวมากกว่าหนึ่งเครื่องก็มี นั่นแสดงว่าต่อไปคนเราก็อาจจะเหมือนหุ่นยนต์หรือสินค้าดิจิทัลที่จะมีโค้ตนัมเบอร์หรือมีรหัส (ก็เบอร์มือถือของเรายังไงล่ะครับ) ของตัวเองคนละเบอร์

มือถือไม่ใช่เครื่องมือเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นหลักแล้ว แต่ยังเป็นเกมเอาไว้เล่นแก้เหงาหรือฆ่าเวลา เป็นกล้องถ่ายรูปหรือวิดีโอเพื่อถ่ายคลิปเอาไว้ให้เกิดความอื้อฉาวของตัวเอง เป็นนู่นนี่สารพัด แต่อาจจะไม่ใช่อาวุธที่คนเราจะเอาไว้ปกป้องตัวเองออกจากความไม่รู้ ไม่ใช่ ‘ปัญญา’ โดยเฉพาะปัญญาในความหมายที่เคยมีคำพูดว่า ปัญญาคืออาวุธ