เพื่อนใหม่

บนทางแยกทางผ่านมากมายของชีวิตนี้ มีบางครั้งเราเจอทางที่จะต้องเลี้ยวโดยไม่รู้ตัว อาจจะเจอหนทางเปลี่ยวเหงาแปลกหน้า หลายเส้นทางดุ่มเดิมไปคนเดียว บางเส้นทางในสำนึกนึกถึงความผูกพันและชิดใกล้กับใครบางคน และถนนบางสายก็ชักนำเราให้ได้ไปพบมิตรภาพใหม่ๆ ได้เหมือนกัน

ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้นั่งลงข้างๆ ถ้วยกาแฟลาเต้ร้อนหอมกรุ่นในร้านกาแฟแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ ย่านซอยอารีย์ วันนี้ผมไปตามกำหนดนัดหมายผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ซึ่งบังเอิญว่าติดต่อขอพูดคุยกับผมในเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของผม “ความสุขในสวนหลังบ้าน” มาพอดีในวันที่ผมเพิ่งจะกลับจากการเดินทางท่องเที่ยว ไม่อยู่เมืองไทยไปแรมเดือน

…นานมาแล้วเหมือนกันครับที่ผมอยู่ในบทบาทเช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวคนนี้ คือเป็นนักข่าว มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจหรือสะดุดใจให้คิดออกว่าน่าจะนำเสนอเป็นข่าว เป็นสกู๊ป บทความหรือบทสัมภาษณ์ ก็ติดต่อขอความคิดเห็น ขอสัมภาษณ์จากผู้คนต่างๆ หลายวงการและหลากหลายประสบการณ์วิชาชีพ

ไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งผมจะได้มานั่งในฟากฝั่งตรงกันข้าม ได้กลายมาเป็น “แหล่งข่าว” หรือผู้ให้สัมภาษณ์ และจะมีโอกาสกลายเป็นบุคคลในเรื่องราว ได้รับการตีพิมพ์ลงในบทความเช่นในวันนี้

หลายปีก่อน ผมเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Silence of The Lamps (ภาพยนตร์ในปี 1991 โดยผู้กำกับฯ Jonathan Demme) ซึ่งนำแสดงโดยโจดี้ ฟอสเตอร์ และแอนโธนี ฮอปสกิน โจดี้รับบทเป็นเอฟบีไอที่จะต้องเข้าไปขอชี้แนะเบาะแสคนร้ายจาก ดร.แลคเตอร์หรือ “ฮันนิบาล” ซึ่งถูกคุมขังอย่างแน่นหนาอยู่ในเรือนจำ แต่ประเด็นของเรื่องก็คือว่าก่อนที่ฮันนิบาลจะตอบคำถามของเอฟบีไอสาว เขาได้ตั้งกติกาขึ้นมาข้อหนึ่งคืออีกฝ่ายจะต้องเล่าเรื่องราวที่เป็นความลับหรือความหลังฝังใจของตัวเองให้เขาฟังก่อนเรื่องหนึ่ง

“ไม่มีเรื่องอะไรได้มาฟรีๆ” น่าจะเป็นบทเรียนจากเรื่องราวส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ และในฐานะของนักข่าวที่จะต้องเสาะแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงมาเปรียบเทียบ อธิบายหรือนำเสนออยู่เสมอ ผมจึงมีเหตุให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ของการแลกเปลี่ยนความคิดหรือข้อซักถามอยู่เสมอ – แม้ว่าในตอนนั้นผมจะอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง คือยังเป็นผู้สัมภาษณ์หรือคนที่คอยซักถามอยู่ก็ตาม

ในการได้นั่งสนทนากับผู้สื่อข่าวหนุ่มของโพสต์ทูเดย์ ซึ่งประจำอยู่เซ็คชั่นแมกกาซีน และมาสัมภาษณ์ผมเพื่อนำไปลงในคอลัมน์ที่มีชื่อลงตัวว่า “บันทึกท้ายบรรทัด” นั้น ทำให้ผมมีโอกาสพูดคุยซักถามกลับไปที่เขาบ้างอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติว่าเป็นคนที่ไหน จบจากสถาบันอะไร ทำงานอะไรมาบ้างก่อนที่จะมาประจำอยู่ที่โพสต์ทูเดย์ กระทั่งได้รู้ว่าเขาไม่ดื่มกาแฟเลย แม้ว่าเราจะนัดหมายกันในร้านกาแฟก็ตาม 

เราใช้เวลาสนทนากันอยู่ประมาณชั่วโมงเศษๆ และในระหว่างนั้น ระหว่างการบอกเล่าประสบการณ์การทำงานของตัวเองและความคิดเห็นเกี่ยวกับที่มาของหนังสือความสุขในสวนหลังบ้าน ผมพลันนึกไปถึงตัวเองในวัย 24 เช่นเดียวกับน้องคนนี้ วัยที่เราเพิ่งจะเริ่มต้นการทำงานไม่นาน วัยที่เปี่ยมด้วยพลังและความคิดฝัน แต่ถึงกระนั้น ในความเป็นวัยหนุ่มก็อาจจะมีบางมุมที่สับสนหรือยังต้องไขว่คว้าค้นหาความหมายต่างๆ ให้กับชีวิตอีกมาก

วันนี้การสัมภาษณ์อาจจะเป็นธุระเป้าหมาย แต่ผมก็ได้พบชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีอัธยาศรัยพูดคุยกันได้คล่องคอ เป็นคนที่อ่อนอาวุโสกว่าแต่ก็มีมิตรภาพหยิบยื่นให้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านจากบทบาทอดีตนักข่าวมาเป็นคนให้ข่าวหรือผู้ถูกสัมภาษณ์ผ่านไปอย่างราบรื่น

ก่อนจากกันเขาบอกผมว่า “เรื่องออกวันเสาร์นี้เลยนะพี่ อย่าลืมติดตามล่ะ”

ในหลายเส้นทางที่เราเดินมา อาจจะเจอทางเลี้ยวทางแยกมากมาย บางทีกับหลายเส้นทางเราไม่ได้สนใจกับมิตรภาพ รอยยิ้มที่หยิบยื่นหรือพานพบเพราะมุ่งมองแต่จุดหมาย แต่ต่อมาเราก็ได้เรียนรู้ว่าเมื่อเดินมาถึงจุดจุดหนึ่งแล้วหยุดอยู่ มีโอกาสได้พบเห็นผู้คนใหม่ๆ หรือสนทนาเปิดรับมิตรภาพใหม่ๆ การได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ทำให้เส้นทางที่ยาวไกลของชีวิตไม่ว่างไร้แห้งแล้งจนเกินไป 

………………………….

ป.ล. ไว้ผมมีโอกาสจะนำบทความ “บันทึกท้ายบรรทัด” ที่คุณอินทรชัย พาณิชกุล สัมภาษณ์ผมมาให้ได้ชมกันต่อไปนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s