หนังสือ…เดินทาง

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางไกลและนานครั้งหนึ่งในชีวิต…

แม้จะนานแต่ผมก็ติดหนังสือไปอ่านด้วยเพียงแค่เล่มหรือสองเล่ม

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ก่อนหน้านั้นไม่นานผมเพิ่งจะเขียนบทความสำหรับคอลัมน์ “คนคือการเดินทาง” เรื่อง “ก้นกระเป๋า” ส่งไปให้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ – เสาร์สวัสดีเอาไว้ลงตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่ผมอาจจะกำลังเดินทางหรือกลับมาแต่ก็อาจจะยังง่วนกับสิ่งต่างๆ จนไม่ได้เขียนหรือส่งบทความได้ทันเวลา (หาอ่านบทความ “ก้นกระเป๋า” ที่ได้ที่หน้า Recent Article นะครับ)

ในบทความที่ว่านี้ตอนแรกผมให้ชื่อบทความว่า “หนังสือ…เดินทาง” เพื่อต้องการจะสื่อถึงการที่คนเราควรจะหาหนังสือติดไม้ติดมือติดตัวหรือหย่อนลงกระเป๋านำไปอ่านด้วยในระหว่างการเดินทางสักเล่มสองเล่มที่ตรงกับใจ ตรงกับอารมณ์และจุดหมายที่กำลังจะไป

พอเขียนในรายละเอียดมากเข้าๆ ก็ทำให้ผมนึกเกร็งอยู่เหมือนกันกับการคัดเลือก “เพื่อนเดินทาง” เล่มจ้อยว่าควรจะนำเอาหนังสือเล่มใดติดตัวไปอ่านในระหว่างท่องอินเดียหลายๆ สัปดาห์ครั้งที่แล้วมา

หนังสือหลายเล่มเสนอหน้าออกมาจากชั้นหนังสือหรือกองหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ในบ้านพลางยื่นหน้ายื่นตามาบอกทำนองว่า “ขอฉันไปด้วย” “นำฉันหย่อนลงไปในเป้ของท่านเถิด” ผมเลือกหยิบเลือกวางหนังสือหลายเล่มอยู่ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง แล้วไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่เข้าวิน ที่ผมตัดสินใจเลือกหยิบติดตัวไปในครั้งนี้จะกลายเป็นม้ามืดหรือม้านอกสายตา เพราะผมไม่เคยคิดเอาไว้ก่อนว่าจะเป็นหนังสือเล่มนี้

“วิหารที่ว่างเปล่า” โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คือหนังสือเล่มเดียวที่ผ่านเข้ารอบ กลายมาเป็นหนังสือ(สำหรับการ)เดินทางในครั้งนี้ของผมแต่เพียงเล่มเดียว (นอกจากไกด์บุ๊คส์อีกสองเล่มและหนังสือโยคะอีกเล่มหนึ่งที่ขนาดไม่ใหญ่โตมาก เพื่อที่ผมจะนำไปอ่านทบทวนการฝึกโยคะของตนเอง แต่ในที่สุดกระทั่งกลับถึงบ้านแล้วผมก็ไม่ได้เปิดหนังสือเกี่ยวกับโยคะเล่มที่ว่านี้เลย)

ผมตัดสินใจเลือกวิหารที่ว่างเปล่าซึ่งไม่ใช่หนังสือเล่มล่าสุดของเสกสรรค์ ไปเป็นหนังสืออ่านเล่นระหว่างเดินทางก็เพราะเหตุผลชักจูงใจหลายๆ ข้อ เช่น คำจั่วหัวใต้ชื่อหนังสือน่าสนใจและตรงกับความต้องการของผม เขาว่าไว้ว่า “บันทึกการเดินทางและการอ่านหนังสือ” สอง ขนาดรูปเล่มที่ไม่หนามากแต่ก็ไม่บางเกินไปขนาดอ่านจบเร็วเกินไป ข้อสุดท้าย ผมไม่ได้อ่านงานเขียนของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งเป็นงานทำนองบทความแต่ก็มีรสชาติของวรรณกรรมเจืออยู่ในลีลาน้ำเสียงและการเล่าเรื่องไม่น้อยตามสไตล์ของเขามานานพอดู หนังสือเล่มนี้ก็ซื้อหาเอาไว้ตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือฯ ที่จัดขึ้นในช่วงต้นๆ ปี 2551 ถ้าหากยังไม่ได้อ่านก็มีหวังอาจจะโดนหนังสือเล่มใหม่หรือความสนใจใหม่ๆ ที่เข้ามากลบทับจนเลือนหายจากความสนใจไป

ในที่สุด “วิหารที่ว่างเปล่า” ก็ออกเดินทางไปในเป้ใบย่อมที่ผมพกพาระหกระเหินได้อ่านบ้างไม่ได้อ่านบ้าง แต่ผมก็ยังอุ่นใจที่ตัวเองจะมีหนังสืออ่านได้ตลอดเวลาที่นึกอยากจะอ่าน และเมื่อลงมืออ่านก็พบว่าข้อเขียนของเสกสรรค์ทั้ง 7 ตอนไม่ว่างเปล่า มีความหมายและมีความรู้ซุกซ่อนอยู่ตลอดเรื่องเล่าที่เขาเล่าถึงเรื่องราวการเดินทางและการอ่านหนังสือของตัวเอง

ในคืนสุดท้ายที่เมืองเดลี (New Delhi) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศอินเดีย ผมใช้เวลากับการอ่านบทความบทสุดท้าย (“สายพันธุ์ที่ถูกสาป”) ของหนังสือเล่มนี้และรู้สึกดีที่คิดไม่ผิดที่ได้เลือกหยิบหนังสือเล่มนี้นำติดตัวมาอ่านด้วย

ในเมืองเดียวกันนี้ผมได้ซื้อหนังสือภาษาอังกฤษตามที่หมายตาหมายใจเอาไว้ก่อนอีกหลายเล่ม เช่น Like the Flowing River, The Alchemist ของ Paulo Coelho และ Into Thin Air, Three Cups of Tea ซึ่งเล่มหลังนี้เป็นเล่มใหม่ที่ผมเพิ่งเคยเห็นหน้าปกที่โน่นแต่ก็น่าลองซื้อมาอ่านดู โดยเฉพาะ “Like the Flowing River” นั้นก่อนหน้านี้ผมได้รับการแนะนำว่าน่าอ่านจากพลอย จริยะเวช ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่มีความลงตัวตามสไตล์หนังสือที่อ่านเวลาเดินทางอย่างที่ผมคิด คือเรื่องไม่ยาวเกินไป เป็นบทความ (ไม่ใช่เรื่องที่แต่งหรือวรรณกรรม) เนื้อหาน่าสนใจ

ชนิดที่ว่าพออ่านวิหารที่ว่างเปล่าที่อินเดียจบลงปุ้บ ผมก็เลยถือโอกาสได้เปลี่ยนไม้ผลัดมาอ่าน Like the Flowing River ต่อได้อีกบทสองบทแรกก็ถึงเวลามาแกร่วรอเวลาเครื่องบินออกที่สนามบินนานาชาติอินธิราคานธีในกลางดึกวันหนึ่งพอดีเลยครับ

เล่มนี้จะสนุกน่าอ่านหรือน่าเล่าถึงอย่างไรหรือไม่นั้น…ไม่มีใครรู้

รู้แต่ว่าผมกำลังจะออกเดินทางสายสั้นๆ อีกครั้งและคิดว่าคงจะเอาเล่มนี้แหละครับติดตัวไปเป็น “หนังสือเดินทาง”ด้วย

………………………..

“หลายคนคงนึกอยากจะรู้ว่าหนังสือได้กลายมาเป็นสิ่งของที่มีความสำคัญในการเดินทางแต่ละครั้งสำหรับผมและคนอีกหลายคนได้อย่างไร ผมพบว่าคำตอบที่แท้จริงนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้ชื่นชอบหนังสือเล่มนั้นมากหรืออ่านสนุกถึงกับติดพันเข้าไปในเนื้อหาจนไม่เงยหน้าเงยตา แต่หนังสือสักเล่มก็มีประโยชน์มากเวลาที่เราจะต้องรอคอยก่อนถึงเวลารถโดยสาร (กระทั่งเรือหรือรถไฟ) จะเคลื่อนออกจากท่าหรือเกิดออกผิดเวลา และในระหว่างการเดินทางที่ไม่ทุลักทุเลเกินไปหากระยะทางยาวไกลหรือระยะเวลาที่รู้สึกว่านานโข อาจจะถูกย่นย่อจนไม่รู้สึกทรมานกับการเดินทางมากมายนักหากเรามีหนังสือดีๆ ที่ถูกใจอ่านในมือ”

– จาก “ก้นกระเป๋า” –

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s