(ย้อนอ่าน)…แผ่นดินที่มีกระได

องสามวันก่อนผมมีอันที่จะต้องข้องแวะกับสถานทูตและเรื่องราวเกี่ยวกับระเบียบการเดินทางระหว่างประเทศ นั่นก็คือการไปยื่นขอวีซ่าหรือทำวีซ่าที่แผนกหนังสือเดินทาง สถานทูตอินเดีย (ตั้งอยู่บนชั้น 15 อาคารกลาสเฮาส์ ถนนสุขุมวิทซอย 25)

 

 

ใช่แล้วครับ ฤดูการเดินทางของผมได้มาถึงอีกครั้งแล้ว – คราวนี้ผมจะเดินทางไปเยือนอินเดียเป็นเวลาถึงสามอาทิตย์เศษๆ และเมื่อต้องข้องแวะกับการขอวีซ่าข้ามแดนก็ทำให้ผมคิดถึงบทความที่เคยเขียนเอาไว้ครั้งหนึ่งเมื่อสามปีที่แล้ว (นานถึงเพียงนั้น?)

 

ชวนคุยก็เพื่อจะชวนให้ย้อนกลับไปอ่านบทความต่อไปนี้กันครับ…

 

ไว้พบกันใหม่นะครับเมื่อการเดินทางครั้งที่กำลังจะถึงนี้จบสิ้นลง…

.…………………………….

แผ่นดินที่มีกระได

 

 

 

เพราะคนไม่อาจบินสูงได้ดั่งนก แต่เนื่องด้วยความฝันนั้นอยู่ห่างไกล หนทางที่จะไปถึงจึงต้องใช้การเดินทาง…

และเช่นกัน – การเดินทางของคนไม่อาจเปรียบได้กับการเดินทางของฝูงช้างป่าหรือม้าลายแห่งทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกาที่จะเคลื่อนย้ายผ่านภูมิประเทศอันไพศาลและยากลำบากได้ด้วยลำพังอาศัยสัญชาตญาณ แต่มนุษย์เราเดินทางด้วยเหตุผลร้อยแปด และเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ล้วนห่างไกลจากคำว่าเพราะท้องหิวหรือหวาดกลัว

ในเมื่อการเดินทางกลายเป็นรูปแบบชีวิตหรือวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนเราไปแล้ว เมื่อชีวิตต้องมีการเดินทางจึงดูเหมือนกับว่ามี “ข้อมูลเบื้องต้น” ชุดหนึ่งก่อนการเดินทางที่คนเราต้องเรียนรู้หรือทำใจยอมรับให้ได้เสียก่อน

            สิ่งนั้นอาจจะเรียกว่าพิธีการศุลกากรหรือการเดินทางผ่านแดน – การตรวจคนเข้าเมืองอะไรก็ตามแต่ ซึ่งสองหน่วยงานคือกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะยืดอกเป็นตัวแทนของแต่ละดินแดนหรือราชอาณาจักรต่างๆ ในการปฏิบัติหรือกำหนดกรอบในการปฏิบัติก่อนเดินทางออกและเข้าประเทศให้กับผู้คนทั่วไป (เพราะในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึงอภิสิทธิ์ชน)

            แม้ว่าจะเดินทางผ่านเมืองนอกเมืองนามาแค่หางอึ่ง แต่ผมกลับพบว่า แต่ละแผ่นดินไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน หลายต่อหลายครั้งเมื่อเราเดินทางไปบางประเทศเราต้องการแค่การยกมือขึ้นเคาะประตู เพื่อให้เจ้าบ้านเปิดประตูต้อนรับเราเข้าไป บางประเทศเราอาจจะต้องการสะพานเพื่อที่จะเชื่อมผ่านช่องว่างเดินข้ามเข้าไป แต่ในหลายกรณีแม้เราจะทอดบันไดเพื่อไต่ไปสู่แผ่นดินบางแห่งที่ทำตัวอยู่สูงกว่า ก็กลับดูเหมือนเราในฐานะที่เป็นคนไทยต้องถูกผลักไส ผลักกระไดที่พาดเข้าไปให้ออกห่างจากกำแพงแผ่นดินของเขาโดยไม่รู้สึกรู้สาหรือไม่ยอมเข้าอกเข้าใจ

            ในหลายหัวข้อของการสนทนาหรือบทเรียนที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของคนไทย จึงหลีกไม่พ้นที่จะพูดจาในเชิงปรับทุกข์สองสามเรื่อง ถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกินตัวเมื่อคิดคำนวณบนฐานยูเอสดอลลาร์หรือค่ายูโร กับอีกเรื่องหนึ่งคือ “แผ่นดินที่มีกระได” ซึ่งคนไทยต้องน้อยเนื้อต่ำใจหรือถูกกีดกันในการเข้าประเทศหลายประเทศโดยถูกกลั่นกรองการออกวีซ่า โดยกว่าจะรู้คำตอบว่าจะได้หรือไม่ได้วีซ่านั้นก็เลือดตาแทบกระเด็น เสียทั้งเงินค่าขอวีซ่าที่ส่วนมากเป็นเรือนพัน แม้จะไม่ให้วีซ่าก็ไม่คืนเงินให้ เสียทั้งเวลาที่ต้องวางแผนและออกไปติดต่อ

            ผมมีเรื่องที่เกิดกับตัวเองในการขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเมื่อประมาณปีที่ผ่านมาผมตั้งใจว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่เนื่องจากวันที่คิดจะเดินทางกับวันที่จับจองตั๋วเครื่องบินนั้นห่างกันไม่ถึงหนึ่งเดือนจึงมีเวลาไม่มากนักในการเดินเรื่องทำวีซ่า เมื่อต้องถือสำเนาหลักทรัพย์เท่าที่มี ซึ่งจำเป็นต้องตระเตียมให้ดูดีที่สุด พร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ ตามที่สถานทูตต้องการไปยื่น พอผ่านหลักฐานและจ่ายค่าสมัครขอวีซ่าไปเรียบร้อยซึ่งใช้เวลาต่อแถวต่อคิวเกินครึ่งวันแล้ว มีข้อมูลแจ้งให้ทราบว่าปกติจะต้องรู้คำตอบภายในหนึ่งวันว่าวีซ่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ในรายผมเจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าจะเป็นฝ่ายติดต่อไปให้กลับบ้านรอฟังคำตอบ

            คำตอบสำหรับเรื่องนี้คือ แม้ว่าในภายหลังผมจะได้รับวีซ่าประทับลงไปในสมุดหนังสือเดินทางแต่มันกลับใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือนในการรอคอยโดยไม่รู้คำตอบ ไม่อาจวางแผนการเดินทาง ไม่อาจตระเตรียมตั๋วเดินทางได้อย่างชัดเจน ผลก็เลยปรากฎว่าผมอดปีนกระไดไปชมดอกซากุระและภูเขาไฟฟูจิไปโดยปริยาย (ด้วยความสมัครใจที่จะไม่ไปในที่สุด)

            สหรัฐอเมริกาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีด่านของการออกวีซ่าที่หินที่สุด ราวกับว่าฝุ่นที่ติดอยู่บนรันเวย์สนามบินหรือที่ปลิวว่อนอยู่สองข้างทางในประเทศนี้เป็นทองคำ

            ผมไม่เคยคิดจะเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา แต่ตามคำบอกเล่าของเพื่อนฝูงที่มีอันต้องไปขอวีซ่าเข้าประเทศนี้เห็นว่าได้รับการปฏิบัติไม่สู้ดีนักจากเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ทั้งจากคำพูดและการแสดงออก ซึ่งตามธรรมเนียมทั่วไปเมื่อคนเราต้องออกไปติดต่อกิจธุระที่ใด เราเองไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำพูดไพเราะหวานหูเกินกว่าการพูดจาให้พอรู้เรื่องหรือทำกิจธุระกันให้เข้าใจโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา หรือเหยียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วยรู้สึกเองว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่สูงกว่า

            แต่ตามที่ผมได้ยินมาหลายต่อหลายครั้งการไปยื่นขอวีซ่าเข้าอเมริกาที่บ้านเรา คนไทยหลายคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังหรือแบกตราอภิสิทธิ์ชนไว้บนนามสกุลต้องพบเจอกับคำพูดคำจาหรือความรู้สึกเยี่ยงนี้ แถมจะต้องทำตัวให้ดูดีเข้าตา ต้องไปสัมภาษณ์จากสถานทูตราวกับพวกเขาไม่มีความรักดินแดนนี้อีกต่อไปและไม่คิดจะกลับบ้านหากว่าไปเหยียบแผ่นดินอเมริกาแล้ว

            เพื่อนนักข่าวของผมท่านหนึ่งอุตส่าห์ได้รับวีซ่าเข้าอเมริกาเพื่อไปร่วมรายงานข่าวตามที่บริษัททางไอทีของอเมริกาแห่งหนึ่งเชิญมา ผลปรากฎว่าแค่ไปถึงสนามบินที่อเมริกาเธอกลับถูกซักไซ้ราวกับผู้ต้องหาที่เดินทางตัวเปล่าโดยไม่มีวีซ่ารองรับ ถูกตรวจค้นตัวและข้าวของและในที่สุดถูกกักตัวเอาไว้ในสนามบินและให้เดินทางกลับประเทศไทยภายใน 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีความผิดหรือความผิดปกติใดๆ นอกจากวีซ่าที่เธอได้รับบนพาสปอร์ตนั้นนานเกินไปจนน่าสงสัย (แล้วทำไมทางอเมริกาจึงไม่ตรวจสอบกันเองเล่า!)

            ผมว่าเรื่องแบบนี้ไม่อาจเรียกว่าความทุกข์ร้อน เพราะมันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น และถ้ารักจะเดินทางเข้าไปประเทศพวกเขา (เช่นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศทางยุโรป) เราคนไทยก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหยิบเอาเรื่องแบบนี้มาปรารภหรือแลกเปลี่ยนต่อกันเท่านั้นโดยไม่หวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการทำให้แผ่นดินบนโลกนี้อยู่ในระดับเดียวกันโดยไม่ต้องมีสะพานหรือบันได

 ต่หากเรื่องนี้หากจะมีผลกระทบอยู่บ้าง คงเป็นเพียงมันทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าของการเดินทางและการออกไปดูไปรู้ไปเห็นโลกกว้างที่ผมมีอยู่ ว่า การที่คนเราไม่ว่าเชื้อชาติใดต้องเดินทาง เพราะการเดินทางช่วย “เปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ต่อกัน” ต้องสั่นคลอนและหางจากความเป็นจริงไปอย่างช่วยไม่ได้

…………………………..

 

 

จากคอลัมน์ “ความคิดของคนสวน” ตอนที่ 22 เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ สิงหาคม 2548

 

3 thoughts on “(ย้อนอ่าน)…แผ่นดินที่มีกระได

  1. ขอบคุณครับ จะพยายามครับ แต่ว่าหนนี้ไปไม่ได้และไปไม่ถึงแคชเมียร์ครับ เน้นๆ ลาดัคห์และแคว้นราชสถานครับ

  2. โอ้ โห ราชสถาน

    ท่านอิท เคยดูหนังเรื่อง Hari Om ไหมคะ

    ชอบหนังเรื่องนี้มากค่ะ

    จำได้ว่า เป็นการเล่าเรื่องของราชสถาน ภาพสวยทีเดียวละค่ะ

    ยังไงก็ขอบคุณที่จะไปเก็บเรื่องราวที่อินเดียมาเผื่อแผ่ผู้อ่านนะคะ

    ปล. ก็อยากไปอินเดียสักหน แต่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง (ฮา) ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s