(ย้อนอ่าน)…แผ่นดินที่มีกระได

องสามวันก่อนผมมีอันที่จะต้องข้องแวะกับสถานทูตและเรื่องราวเกี่ยวกับระเบียบการเดินทางระหว่างประเทศ นั่นก็คือการไปยื่นขอวีซ่าหรือทำวีซ่าที่แผนกหนังสือเดินทาง สถานทูตอินเดีย (ตั้งอยู่บนชั้น 15 อาคารกลาสเฮาส์ ถนนสุขุมวิทซอย 25)

 

 

ใช่แล้วครับ ฤดูการเดินทางของผมได้มาถึงอีกครั้งแล้ว – คราวนี้ผมจะเดินทางไปเยือนอินเดียเป็นเวลาถึงสามอาทิตย์เศษๆ และเมื่อต้องข้องแวะกับการขอวีซ่าข้ามแดนก็ทำให้ผมคิดถึงบทความที่เคยเขียนเอาไว้ครั้งหนึ่งเมื่อสามปีที่แล้ว (นานถึงเพียงนั้น?)

 

ชวนคุยก็เพื่อจะชวนให้ย้อนกลับไปอ่านบทความต่อไปนี้กันครับ…

 

ไว้พบกันใหม่นะครับเมื่อการเดินทางครั้งที่กำลังจะถึงนี้จบสิ้นลง…

.…………………………….

แผ่นดินที่มีกระได

 

 

 

เพราะคนไม่อาจบินสูงได้ดั่งนก แต่เนื่องด้วยความฝันนั้นอยู่ห่างไกล หนทางที่จะไปถึงจึงต้องใช้การเดินทาง…

และเช่นกัน – การเดินทางของคนไม่อาจเปรียบได้กับการเดินทางของฝูงช้างป่าหรือม้าลายแห่งทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกาที่จะเคลื่อนย้ายผ่านภูมิประเทศอันไพศาลและยากลำบากได้ด้วยลำพังอาศัยสัญชาตญาณ แต่มนุษย์เราเดินทางด้วยเหตุผลร้อยแปด และเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ล้วนห่างไกลจากคำว่าเพราะท้องหิวหรือหวาดกลัว

ในเมื่อการเดินทางกลายเป็นรูปแบบชีวิตหรือวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนเราไปแล้ว เมื่อชีวิตต้องมีการเดินทางจึงดูเหมือนกับว่ามี “ข้อมูลเบื้องต้น” ชุดหนึ่งก่อนการเดินทางที่คนเราต้องเรียนรู้หรือทำใจยอมรับให้ได้เสียก่อน

            สิ่งนั้นอาจจะเรียกว่าพิธีการศุลกากรหรือการเดินทางผ่านแดน – การตรวจคนเข้าเมืองอะไรก็ตามแต่ ซึ่งสองหน่วยงานคือกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะยืดอกเป็นตัวแทนของแต่ละดินแดนหรือราชอาณาจักรต่างๆ ในการปฏิบัติหรือกำหนดกรอบในการปฏิบัติก่อนเดินทางออกและเข้าประเทศให้กับผู้คนทั่วไป (เพราะในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึงอภิสิทธิ์ชน)

            แม้ว่าจะเดินทางผ่านเมืองนอกเมืองนามาแค่หางอึ่ง แต่ผมกลับพบว่า แต่ละแผ่นดินไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน หลายต่อหลายครั้งเมื่อเราเดินทางไปบางประเทศเราต้องการแค่การยกมือขึ้นเคาะประตู เพื่อให้เจ้าบ้านเปิดประตูต้อนรับเราเข้าไป บางประเทศเราอาจจะต้องการสะพานเพื่อที่จะเชื่อมผ่านช่องว่างเดินข้ามเข้าไป แต่ในหลายกรณีแม้เราจะทอดบันไดเพื่อไต่ไปสู่แผ่นดินบางแห่งที่ทำตัวอยู่สูงกว่า ก็กลับดูเหมือนเราในฐานะที่เป็นคนไทยต้องถูกผลักไส ผลักกระไดที่พาดเข้าไปให้ออกห่างจากกำแพงแผ่นดินของเขาโดยไม่รู้สึกรู้สาหรือไม่ยอมเข้าอกเข้าใจ

            ในหลายหัวข้อของการสนทนาหรือบทเรียนที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของคนไทย จึงหลีกไม่พ้นที่จะพูดจาในเชิงปรับทุกข์สองสามเรื่อง ถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกินตัวเมื่อคิดคำนวณบนฐานยูเอสดอลลาร์หรือค่ายูโร กับอีกเรื่องหนึ่งคือ “แผ่นดินที่มีกระได” ซึ่งคนไทยต้องน้อยเนื้อต่ำใจหรือถูกกีดกันในการเข้าประเทศหลายประเทศโดยถูกกลั่นกรองการออกวีซ่า โดยกว่าจะรู้คำตอบว่าจะได้หรือไม่ได้วีซ่านั้นก็เลือดตาแทบกระเด็น เสียทั้งเงินค่าขอวีซ่าที่ส่วนมากเป็นเรือนพัน แม้จะไม่ให้วีซ่าก็ไม่คืนเงินให้ เสียทั้งเวลาที่ต้องวางแผนและออกไปติดต่อ

            ผมมีเรื่องที่เกิดกับตัวเองในการขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเมื่อประมาณปีที่ผ่านมาผมตั้งใจว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่เนื่องจากวันที่คิดจะเดินทางกับวันที่จับจองตั๋วเครื่องบินนั้นห่างกันไม่ถึงหนึ่งเดือนจึงมีเวลาไม่มากนักในการเดินเรื่องทำวีซ่า เมื่อต้องถือสำเนาหลักทรัพย์เท่าที่มี ซึ่งจำเป็นต้องตระเตียมให้ดูดีที่สุด พร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ ตามที่สถานทูตต้องการไปยื่น พอผ่านหลักฐานและจ่ายค่าสมัครขอวีซ่าไปเรียบร้อยซึ่งใช้เวลาต่อแถวต่อคิวเกินครึ่งวันแล้ว มีข้อมูลแจ้งให้ทราบว่าปกติจะต้องรู้คำตอบภายในหนึ่งวันว่าวีซ่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ในรายผมเจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าจะเป็นฝ่ายติดต่อไปให้กลับบ้านรอฟังคำตอบ

            คำตอบสำหรับเรื่องนี้คือ แม้ว่าในภายหลังผมจะได้รับวีซ่าประทับลงไปในสมุดหนังสือเดินทางแต่มันกลับใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือนในการรอคอยโดยไม่รู้คำตอบ ไม่อาจวางแผนการเดินทาง ไม่อาจตระเตรียมตั๋วเดินทางได้อย่างชัดเจน ผลก็เลยปรากฎว่าผมอดปีนกระไดไปชมดอกซากุระและภูเขาไฟฟูจิไปโดยปริยาย (ด้วยความสมัครใจที่จะไม่ไปในที่สุด)

            สหรัฐอเมริกาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีด่านของการออกวีซ่าที่หินที่สุด ราวกับว่าฝุ่นที่ติดอยู่บนรันเวย์สนามบินหรือที่ปลิวว่อนอยู่สองข้างทางในประเทศนี้เป็นทองคำ

            ผมไม่เคยคิดจะเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา แต่ตามคำบอกเล่าของเพื่อนฝูงที่มีอันต้องไปขอวีซ่าเข้าประเทศนี้เห็นว่าได้รับการปฏิบัติไม่สู้ดีนักจากเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ทั้งจากคำพูดและการแสดงออก ซึ่งตามธรรมเนียมทั่วไปเมื่อคนเราต้องออกไปติดต่อกิจธุระที่ใด เราเองไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำพูดไพเราะหวานหูเกินกว่าการพูดจาให้พอรู้เรื่องหรือทำกิจธุระกันให้เข้าใจโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา หรือเหยียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วยรู้สึกเองว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่สูงกว่า

            แต่ตามที่ผมได้ยินมาหลายต่อหลายครั้งการไปยื่นขอวีซ่าเข้าอเมริกาที่บ้านเรา คนไทยหลายคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังหรือแบกตราอภิสิทธิ์ชนไว้บนนามสกุลต้องพบเจอกับคำพูดคำจาหรือความรู้สึกเยี่ยงนี้ แถมจะต้องทำตัวให้ดูดีเข้าตา ต้องไปสัมภาษณ์จากสถานทูตราวกับพวกเขาไม่มีความรักดินแดนนี้อีกต่อไปและไม่คิดจะกลับบ้านหากว่าไปเหยียบแผ่นดินอเมริกาแล้ว

            เพื่อนนักข่าวของผมท่านหนึ่งอุตส่าห์ได้รับวีซ่าเข้าอเมริกาเพื่อไปร่วมรายงานข่าวตามที่บริษัททางไอทีของอเมริกาแห่งหนึ่งเชิญมา ผลปรากฎว่าแค่ไปถึงสนามบินที่อเมริกาเธอกลับถูกซักไซ้ราวกับผู้ต้องหาที่เดินทางตัวเปล่าโดยไม่มีวีซ่ารองรับ ถูกตรวจค้นตัวและข้าวของและในที่สุดถูกกักตัวเอาไว้ในสนามบินและให้เดินทางกลับประเทศไทยภายใน 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีความผิดหรือความผิดปกติใดๆ นอกจากวีซ่าที่เธอได้รับบนพาสปอร์ตนั้นนานเกินไปจนน่าสงสัย (แล้วทำไมทางอเมริกาจึงไม่ตรวจสอบกันเองเล่า!)

            ผมว่าเรื่องแบบนี้ไม่อาจเรียกว่าความทุกข์ร้อน เพราะมันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น และถ้ารักจะเดินทางเข้าไปประเทศพวกเขา (เช่นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศทางยุโรป) เราคนไทยก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหยิบเอาเรื่องแบบนี้มาปรารภหรือแลกเปลี่ยนต่อกันเท่านั้นโดยไม่หวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการทำให้แผ่นดินบนโลกนี้อยู่ในระดับเดียวกันโดยไม่ต้องมีสะพานหรือบันได

 ต่หากเรื่องนี้หากจะมีผลกระทบอยู่บ้าง คงเป็นเพียงมันทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าของการเดินทางและการออกไปดูไปรู้ไปเห็นโลกกว้างที่ผมมีอยู่ ว่า การที่คนเราไม่ว่าเชื้อชาติใดต้องเดินทาง เพราะการเดินทางช่วย “เปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ต่อกัน” ต้องสั่นคลอนและหางจากความเป็นจริงไปอย่างช่วยไม่ได้

…………………………..

 

 

จากคอลัมน์ “ความคิดของคนสวน” ตอนที่ 22 เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ สิงหาคม 2548

 

ในฐานะของ ‘ผู้แต่ง’

สวัสดียามบ่ายวันอาทิตย์ครับ…

ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อเข้าอินเตอร์เน็ต เพื่อเช็คข่าวสารอีเมลหรือเขียนอะไรนู่นนี่อีกแล้ว

วันอาทิตย์อยากให้เป็นเช่นวันว่างๆ สบายๆ อ่านหนังสือ โดยไม่ต้องเข้าใกล้เครื่องคอมพ์จะดีที่สุด

แต่แล้วก็เหมือนกับหักห้ามใจไม่ได้ ยังรู้สึกว่ามีอะไรต่างๆ ที่จะต้องจัดการหรือส่งอีเมล และในระหว่างนี้ยังคอยส่งข่าวบอกเพื่อนฝูงญาติมิตรที่มีอีเมลอยู่ด้วยว่าหนังสือเล่มใหม่ของผมเพิ่งออกวางแผง (ก็ “ความสุขในสวนหลังบ้าน” เล่มนั้นแหละครับ) อย่าลืมไปดูหรือช่วยกันอุดหนุนสักคนละเล่มสองเล่ม

……………………………………

อีกเรื่องที่อยู่ในความคิดของผมมาหลายวันเช่นกันก็คืออยากจะเล่าถึงความรู้สึกในฐานะของผู้แต่ง (Author) หนังสือว่ากว่าจะมีผลงานหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คสักเล่มออกมามันใช้เวลานานหรือใช้ความวิริยะอุตสาหะเพียงไร (เพื่อจะหนีจากคำว่า ‘ฟลุ๊ค’ หรือมีเส้นสายคนรู้จักทำสำนักพิมพ์หรอกถึงออกหนังสือได้)

ผมปะคำว่า Author ซึ่งเป็นคำฝรั่งไว้ด้วยในย่อหน้าที่แล้ว เพราะผมไม่เคยคิดถึงคำนี้มาก่อน จนกระทั่งเมื่อมีหนังสือเล่มใหม่แล้วเพื่อนคนหนึ่งส่งข้อความแซวมาทาง SMS แล้วเขียนถึงผมว่าคือ Author (แล้วนะ) ที่ผ่านมาผมคิดถึงแต่คำว่า ‘นักเขียน’ แต่ก็ไม่เคยคิดหรืออาจเอื้อมจะเรียกขานตัวเองว่าเป็นนักเขียนแล้วหรือเป็นนักเขียนคนหนึ่ง…

ทำไมและเพราะอะไรนั้นผมว่าเราน่าจะมาแลกเปลี่ยนกันอีกทีวันหลังนะครับ

……………………………………

กว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มน้อย – ความสุขในสวนหลังบ้าน ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนวันนี้ พูดได้ว่า “ต้นฉบับ” งานชุดนี้ (ข้อเขียนและภาพประกอบ) มันใช้เวลาเดินทางระหกระเหินนานพอดู แรกทีเดียวเมื่อคอลัมน์ “สวนหลังบ้าน” ซึ่งเคยอยู่ในเซ็คชั่น “เสาร์สวัสดี” จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจสิ้นสุดลงในช่วงเวลาปีเศษ (2547 – 2548) ของการเขียนคอลัมน์มาอย่างต่อเนื่องนั้น ผมได้นำเสนอต้นฉบับให้สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์พิจารณา แต่ก็ไม่ผ่าน และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นสำนักพิมพ์ DMG ก็ได้ติดต่อมาว่าอยากจะตีพิมพ์งานชุดสวนหลังบ้านของผม แต่เมื่อเข้าไปคุยในรายละเอียดก็รู้สึกไม่ลงตัวในเงื่อนไขและค่าต้นฉบับที่ฝ่ายนู้นเสนอมา ผมจึงหอบงานชุดนี้เอาไปฝากไว้ที่สำนักพิมพ์วงกลม เพราะรู้จักกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์วงกลมทั้งสองท่านมาตั้งแต่เมื่อครั้งผมเคยเขียนคอลัมน์ให้กับนิตยสาร SUMMER และที่วงกลมนี่เองที่ผมแอบมีความหวังว่าจะได้ออกงานชุดสวนหลังบ้านฉบับรวมเล่มออกมาเสียที แต่ก็ปรากฏว่าเป็นระยะเวลาสองปีที่ว่างเปล่าและเงียบหาย

เมื่อถอนต้นฉบับคืนกลับมาจากสำนักพิมพ์วงกลมแล้ว ผมก็งงๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับงานเขียนชุดนี้อยู่พักหนึ่ง แต่หากมีเวลาว่างครั้งใดก็จะหยิบออกมาอ่านดูและรู้สึกว่าเมื่อคอลัมน์นี้หลายๆ เรื่องอยู่รวมกัน มันมีอารมณ์ มีเรื่องราวในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งน่าจะให้ผู้อ่านได้มีโอกาสอ่าน ผมจึงฮึดสู้อีกครั้งด้วยการรวบรวมต้นฉบับอีกทีส่งไปให้สำนักพิมพ์รักลูกบุ๊คส์ ซึ่งมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งทำงานอยู่พิจารณา (รวมทั้ง Bear Books Publishing ซึ่งเป็นของรุ่นน้องคนหนึ่งด้วย) เมื่อได้คำตอบว่าไม่สนใจ ผมก็เดินหน้าต่อโดยส่งต้นฉบับไปที่สำนักพิมพ์บ้านและสวน…จนกระทั่งเกือบจะถึงป้ายสุดท้ายผมก็ลองส่งไปให้สำนักพิมพ์ Prima และสำนักพิมพ์มติชนพิจารณา ซึ่งหลังจากส่งต้นฉบับไปทางไปรษณีย์กว่าจะถึงมือบรรณาธิการ กว่าจะมีอีเมลตอบรับจากสำนักพิมพ์มติชนว่าต้นฉบับของผมผ่านการพิจารณาและยินดีจะจัดพิมพ์หนังสือออกตอนปลายปี 2551 นั้นเวลาก็ผ่านไปร่วมสามเดือนด้วยกัน

……………………………………

จากเดือนมีนาคมล่วงมาจนกระทั่งปลายมิถุนายนปีนี้เป็นช่วงเวลาของความเงียบและลุ้นว่าเมื่อไรจะมีการทำงานเพื่อให้หนังสือ “สวนหลังบ้าน” ฉบับรวมเล่มปรากฏออกมา เมื่อเงียบหายไปหลายเดือน ผมจึงตัดสินใจเขียนอีเมลเข้ามาถามทางสำนักพิมพ์ถึงความคืบหน้าและก็ได้ยินข่าวดีว่ากำลังมีการจัดอาร์ตเวิร์คและตรวจแก้ต้นฉบับกันอยู่ ผมจึงขอดูต้นฉบับก่อนพิมพ์เผื่อว่าจะมีข้อเสนอแนะหรือแก้ไขคำและข้อความบางส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนตอนที่พิมพ์เป็นคอลัมน์ออกมา พร้อมกับวาดภาพประกอบใหม่ในบางเรื่อง ตั้งชื่อหนังสือและเขียนคำนำส่งไปให้สำนักพิมพ์ฯ จนในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคมตอนปลายๆ เดือนก็มีโทรศัพท์จากบรรณาธิการสำนักพิมพ์ว่าหนังสือเสร็จแล้วให้ผมเข้ามารับหนังสือได้ที่สำนักพิมพ์ในวันเวลาที่สะดวก

……………………………………

ตอนนี้ “ความสุขในสวนหลังบ้าน” ก็ออกมาเป็นรูปเล่มแล้ว ถามว่าตอนแรกที่ผมเห็นหนังสือและได้รับหนังสือมาเปิดดูอยู่ในมือผมรู้สึกเช่นไร เพราะผมรอคอยและคาดหวังไว้มาก กระทั่งตัวเองยังแอบคิดถึงความรู้สึกแรกของการเห็นหนังสือของตัวเองว่าจะตื่นเต้น ดีใจเพียงใด (ในอารมณ์ที่ประมาณว่าพ่อแม่รอคอยที่จะได้เห็นใบหน้าลูกตัวเองคลอดออกมาหลังจากระยะเวลาเก้าเดือน)  แต่จริงๆ แล้วผมกลับรู้สึกอึ้งๆ และเฉยๆ ไม่ได้ดีใจหรือตื่นเต้นอย่างที่คิดไว้มาก่อน…

นับว่าเป็นอีกอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งและผมรู้สึกว่านี่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันของหลายๆ ฝ่าย นอกจากผู้แต่งอย่างผม จนหนังสือสำเร็จออกมาเป็นรูปเล่มพร้อมจะให้คนหยิบดู เลือกหาและซื้อนำไปอ่าน

“ความสุขในสวนหลังบ้าน”

มาแล้วครับหนังสือเล่มใหม่ของผม “ความสุขในสวนหลังบ้าน” ความสุขกับธรรมชาติในพื้นที่เล็กๆ กับความคิดคำนึงในดวงใจ (อันว่าคำโปรยหลังชื่อหนังสือนี้ทางสำนักพิมพ์เป็นคนเขียนให้นะครับ รวมทั้งตั้งชื่อหนังสือให้ด้วย)

หนังสือเล่มน้อยขนาด 142 หน้าเล่มนี้เป็นการรวมบทความหรือข้อเขียนในลักษณะความเรียงที่ได้รับแรงดลใจจากธรรมชาติและเรื่องราวต่างๆ ในการใช้ชีวิตของผม ซึ่งเขียนขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2547 – 2548 และตีพิมพ์ครั้งแรกลงในคอลัมน์ “สวนหลังบ้าน” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย “เสาร์สวัสดี” ทั้งหมด 60 เรื่อง แต่ที่มีการคัดเลือกนำมารวมเล่มตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มสวย สะอาด น่ามองน่าจับต้องครั้งนี้มีทั้งหมด 56 เรื่อง พร้อมภาพประกอบสีน้ำที่ผมเป็นคนเขียนเองด้วย

ขอฝากฝังหนังสือ “ความสุขในสวนหลังบ้าน” ด้วยนะครับ ถ้าหากมีโอกาสแวะดูแผงหนังสือหรือไปร้านหนังสือก็อย่าลืมหยิบจับมาอ่านกันด้วย รับรองอ่านคุ้ม ดูเพลิน ถ้าหากไปดูแล้วแต่หาไม่เจออย่างไรก็บอกมาได้นะครับ

สำนักพิมพ์มติชน ราคา 140 บาท ตีพิมพ์ครั้งที่ 1,กรกฏาคม 2551

โค้งของรุ้งสองสายจรดกันที่ขอบฟ้าไหน?

านเพียงใดแล้วที่ไม่ได้เห็นสายรุ้ง?

อย่าว่าแต่สายรุ้งในกรุงเลยครับ บางทีแม้แต่ยามเดินทางไปในต่างจังหวัดที่มีความเป็นธรรมชาติห่างไกลก็ใช่ว่าจะเห็นสายรุ้งได้ง่ายดาย

สายรุ้งนั้นเกิดจากความลงตัวของช่วงเวลาและปรากฏการณ์ กล่าวคือจะต้องมีฝนตก ถึงจะมีม่านละอองน้ำ และหลังฝนตกเองแสงแดดก็จะต้องสาดส่องไปในทิศทางตรงกันข้ามพอดี ม่านเม็ดน้ำจึงจะกรองแสงให้เกิดเป็นฉากสายรุ้งอันสดสวยได้

เมื่อวานนี้เอง ผมออกจากบ้านไปด้วยธุระปะปังอันมีความจำเป็นแค่ครึ่งเดียว (จำเป็นจะต้องออกไปแต่ไม่มีความจำเป็นสำหรับผมเอง) เพราะพี่ๆ เพื่อนๆ ที่นัดรวมตัวกันวางแผนเรื่องการเดินทางไปเที่ยวอินเดีย – แคชเมียร์ – ลาดักห์ในอีกประมาณสองสัปดาห์ที่จะถึงชวนกันกินข้าวเย็นเพื่อวางแผนลงรายละเอียดของการเดินทางทริปที่จะถึงนี้ให้มากขึ้น

ห้าโมงเย็นกว่าๆ ขณะก้าวเดินบนสะพานลอยเพื่อข้ามถนน ผมเดินสวนกับผู้หญิงสองคนที่พยักเพยิดบอกกันให้เหลียวมองดูท้องฟ้า พร้อมกับเอ่ยถ้อยคำบางถ้อยเบาๆ บอกสิ่งหนึ่งสิ่งใดกัน ปกติแล้วผมไม่ได้ให้ความสนใจที่จะเหลียวมองตาม แต่เมื่อวานนี้หลังจากหญิงสาวทั้งสองเดินพ้นไปผมได้ลองหันไปมองยังทิศทางนั้น แล้วผมก็ได้พบกับฉากอันตระการและสีสันของความงามจากธรรมชาติ

ภาพที่เห็นนั้นคือสายรุ้งสองสายพาดโค้งจากตึกสูงสีขาวขึ้นไปบนท้องฟ้า รุ้งตัวแรกที่อยู่ด้านหน้าสีเข้มจนไล่เรียงสีทั้งเจ็ดได้ชัดเจน รุ้งตัวน้องที่อยู่ถัดออกไปไม่ห่างมีลักษณะบางเบา แต่ทั้งสองรุ้งก็พาดโค้งเป็นวงในรัศมีเท่าๆ กัน

ผมนึกอยากขอบคุณผู้หญิงที่เดินผ่านกันบนสะพานลอยนั้นที่ทำให้ผมได้พบภาพสายรุ้งสองสายกลางกรุงเทพฯ ที่พาดซ้อนกัน มันเป็นภาพที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ ทว่ามีความเรียบง่าย แต่ไม่ได้เห็นหรือไม่เคยเกิดขึ้นง่ายดายนัก

ผมนึกขอบคุณการออกจากบ้านที่แต่แรกภายในผมรู้สึกอิดออดไม่อยากออกมา รู้สึกขี้เกียจและรั้งรอจนเกือบได้เวลานัดหมายจึงได้ลุกขึ้นออกมา และเป็นช่วงเวลาที่ทันได้เห็นสายรุ้งสองสายพอดี

จากตึกหนึ่งโค้งขึ้นไปครอบเมืองแล้วลับหายที่ปลายสายอีกข้างหนึ่ง…

บางทีผมนึกอยากรู้ว่าโค้งของสายรุ้งสองสายจะมีโอกาสได้พบเจอหรือบรรจบกันไหม…ที่ขอบฟ้าไหนกันนะ…

จิ้งหรีดกับจักรกล

เมื่อยามสายวันนี้ขณะที่กำลังล้างรถอยู่หลังบ้าน มองลงไปที่พื้นก็บังเอิญเห็น “จิ้งหรีด” ตัวหนึ่งคลานต้วมเตี้ยมเหมือนกำลังหนีน้ำ มุดเข้าไปใต้ท้องรถจนละสายตาจากไป ทำให้นึกถึงเสียงกรีดปีกเบาๆ เนียนๆ ที่ได้ยินตอนก่อนนอนเมื่อหลายเดือนก่อนและหลายคืนก่อน (แต่แปลกที่เมื่อคืนที่ผ่านมากลับไม่ได้ยิน)

เคยเห็นจิ้งหรีดตัวเป็นๆ กันไหมครับ? โดยเฉพาะใครก็ตามที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ จะมีโอกาสสักกี่มากน้อยที่จะมองเห็นหรือบังเอิญเห็น ได้สัมผัสชีวิตน้อยๆ ที่เป็นธรรมชาติของเหล่าแมลงอย่างจิ้งหรีด หิ่งห้อยหรือแมลงเม่า (ผมเคยเห็นหนอนตัวหนึ่งที่บังเอิญหลุดรอดเข้ามาในบ้านได้อย่างไรก็ไม่รู้)

ก่อนจะเขียนถึงเรื่องราวของเจ้าจิ้งหรีดเจ้าของเสียงกรีดปีกหวานๆ ที่มากล่อมนอน ผมขออนุญาตบันทึก ณ บรรทัดนี้ถึงผีเสื้อหนอนใบรักคู่ (เข้าใจว่าเจ้าจะชื่อนี้ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งมีปีกสีนวลอ่อนเบาบางสดใส และมีจุดสีส้มสดและน้ำตาลแต้มไว้บนปีก ที่เมื่อหลายวันก่อนขณะเดินซื้ออาหารที่ตลาดแถวบ้านริมถนนลาดพร้าว ผมก็บังเอิญเห็นผีเสื้อน้อยตัวนี้บินชมเมืองอย่างโซซัดโซเซ

…หวังว่าเจ้าจะโชคดีและหาที่ทางเจอบนความรุ่มร้อนวุ่นวายของมหานครแห่งนี้นะ

…เสียงจิ้งหรีดท่ามกลางเสียงต่างๆ อันอึกทึกครึกโครมของกรุงเทพฯ เสียงรถวิ่ง เสียงการก่อสร้างอันเกิดจากเครื่องจักรกลไร้ชีวิตแต่คำรามเสียงได้อย่างน่าเกลียดและทุรนทุราย ไม่เว้นแม่แต่ยามค่ำคืนหรือใกล้จะเข้านอน จนเราไม่เข้าใจว่าจะเสียงดังกันไปถึงไหนและดังได้ตลอดเวลาอย่างไม่รู้จักเกรงใจผู้คน มีแต่เสียงจิ้งหรีดกรีดเสียงเบาๆ ที่บังเอิญได้ยินที่แว่วเข้ามา ที่ช่วยทำให้ค่ำคืนนั้นดูสุขสงบและผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ เป็นเสียงที่น่ารักและสบายใจ

ผมชอบที่จะได้ยินเสียงจิ้งหรีดเมื่อตอนที่ล้มตัวลงนอน ปิดไฟจนมืด และค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงสู่ห้วงแห่งการพักผ่อนมากกว่าที่จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์หรือจักรกลใดๆ ที่แทรกเข้ามาแผดเสียงใส่อย่างไม่สนใจไยดีและเหมือนจะจู่โจมจนสมาธิและหัวจิตหัวใจแตกกระเจิง

จิ้งหรีดและจักรกลอยู่ตรงข้ามกันของสิ่งมีชีวตและสิ่งไร้ชีวิต ความสงบผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติกับการรุกรานและทำลายความสงบอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเองและเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เล็ก แต่น่าประทับใจ ขณะที่อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นและทำให้เป็นไปโดยคนเราที่เอาแต่มุ่งหวังจะขยายเมืองและสิ่งที่ครอบครองให้ใหญ่ขึ้นจนเบียดเต็มทุกห้วงลมหายใจของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่

…ขอบคุณเสียงจิ้งหรีดบางเบา ขอบคุณผีเสื้อที่ผลัดหลงเข้ามาบินวนในเมือง…หวังว่าเจ้าจะมีความสุขและไม่หลงสำราญไปกับจักรกลบนวิถีของมนุษย์

ฝากบทความไว้ให้อ่านกัน

ช่วงนี้มีประเด็นที่อยากนำมาพูดคุยหรือเขียนถึงอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนสักที พอดีวันนี้เข้าไปเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (www.bangkokbiznews.com) ยังคงมีเรื่องราวและบทความดีๆ ให้อ่านผ่านทางหน้าเว็บฯ ได้อยู่ (เช่นบทความของ “กาแฟดำ” และหนึ่งในนั้น ที่วันนี้ขออนุญาตคัดลอกมานำเสนอ (ขัดตาทัพ) ณ พื้นที่นี้ไปก่อนก็คือ...

หน้าที่และความรับผิดชอบของคนทำหนังสือ

อ่านหัวเรื่องแล้ว มันเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญนะครับ….ซึ่งความจริงผมก็หมายความตามนั้น หน้าที่และความรับผิดชอบของคนทำหนังสือ รวมไปถึงคนขายหนังสือ ก็คือ ทำเพื่อคนอ่านหนังสือเป็นสำคัญ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทำอย่างไรให้หนังสือไปถึงมือคนอ่าน ทำให้นอกจากคนทำหนังสือเสร็จแล้ว คนเชียร์หนังสือหรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสำนักพิมพ์ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในยุคสมัยนี้

สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือสายสัมพันธ์กับคนที่อยู่ในวงจรธุรกิจเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน สายส่ง ร้านหนังสือ ฯลฯ

ผมว่าเมื่อรู้จักมักคุ้นกันแล้วสิ่งอื่น ๆ ที่ตามมาก็ทำให้ง่ายขึ้นอย่างเช่นการส่งหนังสือไปให้กับสื่อมวลชนให้เขียนถึง เพราะการเลือกหนังสือหรือคอลัมน์ที่ตรงกับหนังสือที่จัดพิมพ์ แล้วส่งหนังสือและย่อเนื้อหาหนังสือไปให้ เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุดสำหรับการประชาสัมพันธ์หนังสือ เพราะเคยมีบางสำนักพิมพ์ส่งไปให้เฉพาะปกทำให้ไม่รู้ว่าจะลงให้ได้อย่างไร กลยุทธ์สำหรับสำนักพิมพ์ก็คือต้องให้คำแนะนำไปพร้อมกับหนังสือด้วย   หรือหาช่องทางแนะนำตัวนักเขียน เช่น การให้สัมภาษณ์ หรือการเปิดตัวหนังสือให้สื่อมวลชนรู้จัก และอยากให้คนที่ทำธุรกิจสำนักพิมพ์ที่จัดพิมพ์หนังสือนั้นแยกให้ออก ระหว่างการทำตามความฝันของตนเองกับการทำธุรกิจ

มองกระแสของการตลาดให้ออกว่าแนวโน้มในแต่ละช่วงนั้นผู้อ่านกำลังต้องการอ่านหนังสือแนวใด  เพราะพฤติกรรมการอ่านของคนไทยนั้น จะว่าไปแล้วสำหรับบางกลุ่มบางคนเป็นการอ่านตามกระแสเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างถึงหนังสือที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างสูงนั้น ส่วนหนึ่งผู้ซื้อไม่ได้อ่านอย่างจริงจัง เป็นเพียงต้องการเกาะกระแสของความนิยมเท่านั้น

อีกปัญหาหนึ่งที่สำนักพิมพ์พบคือร้านหนังสือไม่ยอมวางหนังสือให้เด่นชัด ในบางครั้งไม่ได้แกะห่อด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน สำนักพิมพ์ที่มีหน้าร้านของตนเองก็มักวางแต่หนังสือในสำนักพิมพ์ในเครือ จึงทำให้สำนักพิมพ์อื่นไม่สามารถวางหนังสือได้ รวมทั้งการอันดับหนังสือขายดีที่มักมีแต่ของสำนักพิมพ์ในเครือเสียเป็นส่วนใหญ่

ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือพนักงานในร้านไม่รู้จักหนังสือ เมื่อมีลูกค้ามาถามก็ไม่ได้รับข้อมูลที่พอเพียง

ดังนั้นร้านหนังสือควรให้มีการจัดอบรมพนักงานให้มีความรอบรู้มากขึ้น ให้ความเห็นเกี่ยวกับธุรกิจหนังสือพูดถึงร้านหนังสือว่า   ควรสร้างบรรยากาศให้ดี พนักงานมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือ โดยการจัดทดสอบประเมินความรู้ความเข้าใจบ้าง

สำหรับการคาดหวังกับบรรณาธิการในการคัดสรรและวิเคราะห์ต้นฉบับนั้น บางแห่งก็เป็นไปได้ยากเพราะว่ามีสถานะเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง ที่ต้องอยู่ในกรอบมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ค่าตอบแทนก็ไม่สูงมากนัก จึงเป็นการยากที่จะฝากความหวังไว้ตรงนั้น

ถึงอย่างไรก็ตามสำนักพิมพ์ต้องพยายามค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ออกมา เพื่อให้แตกต่างจากคนอื่นนอกจากเนื้อหาแล้วสิ่งแรกที่ให้ความสำคัญคือ หน้าปก  เพราะคิดว่าเป็นสิ่งแรกที่ผู้อ่านสัมผัส เหมือนกับการโฆษณาในทีวีหรือหน้าปกของแมกาซีน ต้องทำให้สวยงามสะดุดตาเพื่อดึงดูดผู้ชมก่อนเป็นอันดับแรก และใช้เวลาน้อยที่สุด

สถานการณ์การอ่านของคนไทยเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีผู้อ่านเพิ่มมากขึ้นก็มีคู่แข่งมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อมองภาพรวมของการจัดพิมพ์หนังสือออกมาของสำนักพิมพ์นั้น ถ้ามองย้อนไปในข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 จะพบว่า เฉลี่ยเดือนละ ประมาณ 300 ปกต่อเดือน พอในปี 45 ประมาณเดือนละ 600 ปก สำหรับปี 2546ประมาณเดือนละ 900 ปก และในปี 2550 มีประมาณ 1,000 ปี

ในขณะที่มีหนังสือออกมาเพิ่มขึ้น แต่ว่าพื้นที่ของร้านหนังสือไม่สามารถขยายออกมารองรับได้ จึงทำเกิดการแข่งขันกันในการโชว์หน้าร้าน การเกิดใหม่ของหนังสือที่ออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้วงจรของหนังสือค่อนข้างสั้น

ยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่ไม่ตรงกับความต้องการก็ถูกเก็บออกจากร้านเพื่อส่งคืนสำนักพิมพ์อย่างรวดเร็ว และยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันมีสื่ออื่นที่มาแย่งเวลาของผู้อ่านไปอีก เช่น ทีวี, อินเทอร์เน็ต ฯลฯ รวมไปถึงการทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิมของแต่ละครอบครัว ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาในการอ่านหนังสือ ทำให้ผู้อ่านเองก็ต้องการหนังสือที่ตรงกับความต้องการของตนเองให้มากที่สุด และนอกจากนี้ยังมีการแบ่งเป็นหนังสือผู้หญิงผู้ชายแล้ว ยังแบ่งรายละเอียดลงลึกอีกว่าเป็นคนกลุ่มใดอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตามบอกว่าผู้อ่านหนังสือพอคเก็ตบุ๊คนั้นให้ความสนใจหนังสือที่ออกใหม่ที่มีเนื้อหาตรงใจมากกว่าให้ความสำคัญกับชื่อสำนักพิมพ์ หรือผู้เขียน การเลือกซื้อเป็นเล่ม ๆ ซึ่งแตกต่างจากหนังสือแมกาซีน

และสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การให้ความสำคัญกับการออกแบบปก เพราะจะทำให้มองเห็นชัดว่าหนังสือเล่มนั้นต้องการผู้อ่านประเภทใด และควรพยายามหาวิธีการสื่อสารกับผู้อ่านให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อเรื่อง ชื่อรองให้เข้าใจได้ง่ายหรือท้าทายกลุ่มเป้าหมายด้วย

สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของคนทำหนังสือทั้งสิ้น!!

โปรดเล่มใด…วานบอก

มาว่าด้วยหนังสือเล่มโปรดกันสักวัน…
เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับคนสนใจและรักตัวอักษรที่จะมีโอกาสได้เห็นหรือรับรู้ว่ามีหนังสือดีๆ ที่น่าสนใจที่เราเคยรู้จักบ้างไม่เคยรู้จักบ้าง รายชื่อใดบ้างที่ตกอยู่ในข่ายเป็น “หนังสือเล่มโปรด” แม้ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเพราะเหตุใด หนังสือรายชื่อเหล่านั้นถึงได้กลายมาเป็นที่รักใคร่และเล่มโปรดของพวกเราได้…ก็ตาม
มาดูรายชื่อ “หนังสือเล่มโปรด” ของคุณๆ ที่ผมแอบคัดลอกรวบรวมออกมาจาก Profile – Hi5 ของเพื่อนๆ หลายคนที่ผมรู้จักกันดีกว่า…หนังสือเล่มโปรดของท่านอยู่ตรงรายชื่อไหนนะ?
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (FF)
พันธุ์หมาบ้า (TF)
บึงหญ้าป่าใหญ่ (TFY)
ตัวกู-ของกู (RB)
เหมืองแร่ (TF)
Walden(FD)

The Prophet (FP)

Into the wild(FD)

The Alchemist (FF)

บันทึกของหม่าเอี้ยน
เดินสู่อิสรภาพ
โต๊ะตังจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง
แมวน้อยอยากนิพพาน
ชีวิต 150 CM.

สี่แผ่นดิน

ยิว

ถกเขมร
กาเหว่าที่บางเพลง
หญิงสาวกับต่างหูมุก
โสดจอมแสบ
กบเหลาดินสอ
น้ำหอม
คนโซ – คนุท แฮมซุน (แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง)
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว – กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (แปลโดย ร.จันทร์เสน)
แม่ – แมกซิม กอร์กี (แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์)
คนขี่เสือ – ภาวนี ปัฏฏาจารย์ (แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์)
เศษทรายในกระเป๋า – วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และงานหลายเล่มของเขา
บนเส้นลวด/ด้วยรักแห่งอุดมการณ์ – วัฒน์ วรรลยางกูร
หลายเล่มของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
Little tree
วอลเดน
“บึงหญ้าป่าใหญ่”
Winnie the Pooh
“หลังอาน” โดยบินหลา สันกาลาคีรี
Thus Spoke Zarathustra,Nietzsche
The Alchemist
The God of Small Thing
ผมการสำรวจ (ผลการสำรวจโดยผมเอง) พบว่ามีหนังสือไม่กี่รายชื่อที่เป็นเล่มโปรดของหลายๆ คนซ้ำกัน ซึ่งมีดังนี้คือ
The Alchemist
วอลเดน
บึงหญ้าป่าใหญ่
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

ทำไมในรายชื่อหนังสือเล่มโปรดที่เข้าตาตรงกันถึงได้มีหนังสือไทยน้อยเล่มนัก (แค่บึงหญ้าป่าใหญ่เล่มเดียว)

…นักเขียนนักอ่านไทยน่าลองตรองดู

……………………………………..

หมายเหตุ ในรายชื่อตอนต้นๆ ผมได้ใส่โค้ดใส่รหัส เช่น (FF) หมายถึง นักเขียนต่างประเทศแนวนวนิยาย (TFY) หมายถึงนักเขียนไทยนวนิยายสำหรับเยาวชน (RB) สารคดีพุทธศาสนา (FD) หนังสือต่างประเทศแนวสารคดี (FP)หนังสือต่างประเทศแนวบทกวี แต่ไม่ได้ทำทุกเล่มหรอก เพราะไม่รู้จัก…และที่สำคัญเบื่อทำแล้ว 

ความ(ไม่)เจ็บป่วยเป็นลาภอันประเสริฐ

เกิดเป็นสัตว์โลก มีผู้ใดบ้างที่ไม่เรียนรู้หรือรู้จัก “ความเจ็บป่วย”

และไม่ใช่เพชรพลอยหรือทรัพย์สินศฤงคารมูลค่ามากล้ำแต่อย่างใดที่คนเราเสาะแสวงหา จริงแท้เราต้องการเพียงความปกติสุขของชีวิต…ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือเฉียดใกล้ความตายก่อนถึงวัยอันควรจะละจากโลกนี้ไป

ดังพุทธพจน์ที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” – ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ผู้ใดจะเข้าใจและเข้าถึงประโยคนี้หากไม่เคยเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

…………………………………..

ล่าสุดผมใช้เวลาไปเกือบสองสัปดาห์เต็มๆ ในการเยียวยาฟื้นฟูตัวเองให้มีสุขภาพดีปกติสุขกลับคืนมา หลังจากมีอาการเจ็บคอ มึนหัว อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว จับไข้หนาวสั่นและร้อนเหงื่อไหลผิดเวล่ำเวลา กระทั่งมีอาการไอ

หมอวินิจฉัยว่าผมเป็นทอนซิลอักเสบและจ่ายยามาให้กินในรอบแรก การกินยาแก้อักเสบจะต้องกินอย่างต่อเนื่องวันละสองเวลาห้ามขาดและห้ามลืม กินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่ายาจะหมด แต่แล้วอาการก็ไม่หายขาด พอยาหมด เหมือนจะดีขึ้นสองสามวันแล้วก็ต้องพาตัวเองกลับไปพบหมอใหม่ พร้อมกับอาการไข้ตัวร้อน ไอมีเสมหะ หมอคนที่สองบอกว่ายังเป็นโรคเดิมและมันกำเริบ จะจ่ายยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้นกว่าเดิมให้ รับรองกินยาครบโดสหายแน่ๆ (หมอบอก)

…………………………………..

คนเราควรจะรู้สึกอย่างไรและทำตัวอย่างไรเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย…

หรือว่าจริงๆ แล้วเราไม่ควรจะทำอะไร พักผ่อนให้มากที่สุด ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการรับฟังความรู้สึกจากภายในของตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ ใช้เวลาเยียวยาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ถึงเวลากินยาก็กินยา ปวดหัวก็หยุดพัก นอนพัก และพยายามใช้ร่างกายหรือทำกิจกรรมให้น้อยๆ

แม้จะเบื่อกับความไม่ปกติของสุขภาพร่างกายจนทำให้ทำภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ไม่เหมือนเคย ผมกลับพบแง่งามเมื่อยามเจ็บป่วยว่าเราค่อยๆ เรียนรู้และเข้าถึง “ข้อจำกัด” ของตัวเอง และยอมรับว่าคนเราไม่ใช่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กลไก (แม้เครื่องจักรกลก็เจ็บป่วยเป็นเหมือนกัน) มันมีการป่วยไข้ได้ จงเข้าใจและทำใจยอมรับ ดูแลตัวเองดีๆ พยายามเข้าใจตัวเอง พักผ่อน ทำกิจกรรมอยู่กับบ้านเพื่อฟื้นฟูตัวเอง ทำงานบ้านเบาๆ เมื่อมีแรง และออกกำลังกายเบาๆ (เช่นการทำโยคะในท่าที่ไม่หนักหรือฝืนจนเกินไป) เมื่อใดที่สมองปลอดโปร่งไม่มึนหัวมากก็อาจจะหยิบหนังสือบางเล่มมานอนอ่านไปเรื่อยๆ ได้ จนกว่าไข้จะกำเริบอีกครั้งหรือจนกว่ายาจะหมดฤทธิ์และได้เวลากินยารอบใหม่

…………………………………..

จริงอยู่ที่ว่า การไม่มีโรคย่อมเป็นลาภอันประเสริฐกว่าทรัพย์สินนอกกายทุกประการ แต่มนุษย์เรายามที่ปกติดีเรามักจะใช้เรี่ยวแรงความคิดจินตนาการและพลังงานไปอย่างมากมายเพื่อไล่ล่าหรือไขว่คว้าหาทรัพย์สินทางวัตถุมาเพื่อความมั่นใจของการใช้ชีวต ทำงานไปๆ ทุ่มเทเรี่ยวแรงกายใจไป จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดน็อตหลวมหรือแบตฯ หมด…จนกระทั่งป่วยไข้ จนกว่าจะได้คิด

วันนี้หายป่วยจนเกือบจะปกติดีแล้ว ออกจากบ้านไปฝึกโยคะที่สตูดิโอ ครูฝึกคนสวยใจดีที่มีนามว่าป้าจิ๊บอกว่า ขอให้เราชื่นชมตัวเองและให้กำลังใจตัวเองที่เราออกมาฝึกโยคะร่วมกันที่นี่ได้ เพราะมีคนอีกหลายคนที่เขาอยากจะฝึกโยคะแต่กลับฝึกไม่ได้เพราะสุขภาพไม่ดี

เมื่อเราดูแลร่างกาย ดูแลสุขภาพได้ ก็จงมีความสขุกับความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของชีวิต และทำให้สุขภาพจิตใจมีคุณภาพขึ้นมาด้วย

…ผมดีใจที่ลุกขึ้นจากความป่วยไข้และได้ออกไปฝึกโยคะได้แล้ววันนี้

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง (หรืออย่างไร)

…ตัดสินใจหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาบอกเล่า ไม่ได้ต้องการจะประณามหรือต่อว่าต่อการบริษัท การไปรษณีย์แห่งประเทศไทย จำกัด– มหาชน แต่อย่างไร เป็นแต่เพียงความหงุดหงิดประหลาดใจและไม่น่าเชื่อในกระบวนการจัดส่งพัสดุไปรษณีย์ของประเทศไทยเรานี้ว่าจะล้าหลังและไม่ได้เรื่องได้ราวจนน่าหมั่นไส้ (และก่นด่าเอาเอง…ในใจ)

คุณจะรู้สึกอย่างไรถ้าหากว่าข้าวของที่เราอุตส่าห์เลือกอุตส่าห์ห่อลงซองหรือกล่องพัสดุปิดผนึกอย่างดี เขียนจ่าหน้าซองถึงผู้รับ (ในกรุงเทพฯ เหมือนกันด้วยซ้ำ) ถูกจัดส่งไปผ่านไปร่วมเดือนกว่าแล้วยังเดินทางไปไม่ถึงมือผู้รับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง… เมื่อบ่ายวันเสาร์ธรรมดาๆ ตอนปลายเดือนพฤษภาคมล่วงมา ผมพบ “สิ่งของ” ชิ้นหนึ่งซึ่งเหมาะสมจะส่งไปเพื่อสร้างความบันเทิงและตื่นใจให้กับพี่คนหนึ่งซึ่งรักใคร่กันดี แต่ตอนนี้กำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดนอนอยู่ที่บ้าน เลยเลือกใช้บริการจัดส่งไปรษณีย์อนุญาตเอกชนที่มีบริการปกติในห้างสรรพสินค้าเพราะง่ายและใกล้ตัว (ทำไมการไป “ไปรษณีย์ของจริง” แถวบ้านนั้นจึงได้กลายเป็นเรื่องไกลและยากเย็นนักก็ไม่รู้) ส่งไปแม้จะเป็นการส่งแบบลงทะเบียนธรรมดาก็ตาม แต่ผมก็ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงกว่าการส่งปกติมากจนยากจะกลับตัวกลับใจ ได้แต่คิดว่าช่างมันเถิดจะได้ส่งของไปเยี่ยมพี่เขาก็เท่านั้นเอง

เหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์จนมีโอกาสถามไถ่กันผ่านทางการ chat MSN กับพี่ท่านนั้นว่ามีพัสดุตกไปถึงมือหรือยัง (ทั้งๆ ที่ในใจผมไม่อยากจะถาม เพราะอยากจะให้เป็นความประทับใจอันเกิดขึ้นจากการไม่รู้ตัวมากกว่า) ผลก็คือ ความประหลาดใจของผมเอง เพราะไม่ปรากฏว่ามีพัสดุชิ้นนั้นถูกส่งไปเลย ไม่มีใบแจ้งให้ไปรับที่ไปรษณีย์ฯ ด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ต่อมานานอีกหลายสัปดาห์ก็คือการโทรตามโทรทวงด้วยหลักฐานและหมายเลขพัสดุที่ได้รับมาว่าพัสุดชิ้นนั้นตกลงอยู่ที่ใดกันแน่ ทั้งการตรวจสอบผ่านบริการอัตโนมัติ ผ่านเว็บไซต์ คอลเซ็นเตอร์ จนกระทั่งถึงที่ทำการไปรษณีย์คลองกุ่มในที่สุด เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเดือนกว่า ทางโน้นบอกว่าได้ทำการจัดส่งไปแล้วสองรอบ ไม่มีผู้รับและออกใบแจ้งไว้ แต่ไม่มีคนไปเอา เลยบอกผมว่าขอให้เจ้าของพัสดุ (ผู้รับ) เอาหลักฐานไปรับพัสดุได้เอง ถึงตรงนี้ผมก็ชักโกรธว่าเราจะใช้บริการไปรษณีย์ทำไมกัน ในเมื่อทั้งชักช้าและไม่ถึงมือผู้รับก็ปานนั้น ก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ไปว่าไม่เป็นไร ถ้างั้นก็จงจัดการส่งมันกลับคืนมาให้ผมซะดีๆ และโดยเร็วเสียด้วย…เพราะอารมณ์เสียแล้วจริงๆ (ตอนนั้น)

โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณนะครับ เพราะบอกแล้วไม่ได้ต้องการจะประณามหรือต่อว่าใคร แค่นำมาบอกเล่าว่านอกจากการรถไฟไทยจะมีสำเนียงเสียงเรียกขานว่า “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” แล้ว

…(ระบบ)การไปรษณีย์ไทยก็ชักอยากจะเอาอย่างบ้างเหมือนกันก็เท่านั้นเอง

ป.ล. ขณะนี้พัสดุชิ้นนี้ถูกประทับตราเปรอะเปื้อนบอกว่าส่งคืนผู้ฝาก พร้อมลายมือสำทับ “ให้คืนต้นทางด่วน”สมใจผมและมานอนรอผู้รับเดินทางมารับพัสดุชิ้นนี้ด้วยมือของผู้รับเองในอนาคตอันใกล้นี้