‘ร้อยปอนด์’ราคาเท่าไร?

สองวันก่อนผมมีเหตุให้ต้องใช้กระดาษร้อยปอนด์ขึ้นมา แม้ไม่ใช่ความจำเป็นเสียเลยทีเดียว แต่กระดาษอื่นๆ มากมายที่มีอยู่ก็ไม่อาจทดแทนกระดาษร้อยปอนด์ได้

…เพราะผมต้องเขียนสีน้ำ และสมุดวาดเขียนที่บรรจุไว้ด้วยกระดาษที่จะซึมซับรับสีน้ำก็บังเอิญหมดไปในช่วงเวลาที่จะต้องใช้พอดี…

ออกไปเดินเล่นยามเย็นแถวซอยอารี ถ.พหลโยธิน อันเป็นย่านตลาดและร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาพลุกพล่านในยามย่ำเย็นนั้น ผมเห็นแต่ร้านที่มีแผงหนังสือปกคลุมหน้าร้าน ไม่มีร้านใดที่มีหน้าตาบ่งบอกว่าพอจะมีกระดาษขาวๆ ร้อยปอนด์ซุกซ่อนอยู่ในร้าน แม้กระทั่งสหกรณ์พระนครที่อยู่แถวๆ ใต้สถานีรถไฟลอยฟ้าตรงนั้น ดูท่าแล้วก็ไม่น่าจะมี แต่ถึงยังไงก่อนกลับก็น่าจะลองแวะถามดู

ในที่สุดหลังอาหารมื้อค่ำ ร้านรวงก็ปิด ความคิดที่จะสอบถามว่ามีกระดาษร้อยปอนด์ขายไหมก็เป็นอันจบสิ้นลง ผมกลับบ้าน รื้อค้นหาด้านหลังของกระดาษขาวเนื้อที่รองรับสีน้ำได้เอามาขีดเขียนอะไรขยุกขยุยตามที่คิดไว้และจะต้องเอาไปส่งให้สำนักพิมพ์

อาจจะไม่ใช่เพราะกระดาษที่ใช้ไม่ใช่กระดาษใหม่ แต่เมื่อทำงานชิ้นนั้นเสร็จลง…ผมกลับไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์เท่าใดนัก ยังดีว่าสิ่งที่ทำเสร็จออกมาและถ่ายรูปส่งเข้าไปให้สำนักพิมพ์ทางอีเมล์นั้น ใช้ไม่ได้ พอขยายใหญ่แล้วมันแตก ทางนู้นให้ความเห็นมา บอกว่าผมมีเวลาอีกวันนึงในการทำใหม่แล้วขอให้เอาต้นฉบับจริงเข้าไปส่ง

บ่ายของอีกวันถัดมา นั่งรถเมล์ไปลงปากทางลาดพร้าว เดินข้ามสะพานลอย ก่อนที่จะเดินเข้าห้างยูเนี่ยนมอลล์เพื่อเดินผ่านทางเชื่อมต่อและสะพานลอยเข้าห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ผมก็ได้คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องซื้อกระดาษร้อยปอนด์ในแผนกเครื่องเขียนหรือร้านหนังสือและสเตชั่นเนอรี่ใหญ่อย่างบีทูเอสก็ได้นี่นา เพราะว่าตรงฝั่งตรงข้ามของสะพานลอยที่ผมเดินข้ามฟากมานั้นเป็นร้านเครื่องเขียนรุ่นเก่า น่าจะลองถามดู คิดว่าน่าจะพอมี

“มีกระดาษร้อยปอนด์ไหมครับ?” ผมถามคนขายที่เป็นหญิงสูงวัยนั่งอยู่ในร้าน

“เอาแบบเรียบหรือไม่เรียบ” แสดงว่ามี…

“แบบไม่เรียบครับ แผ่นหนึ่ง…ราคาเท่าไร?” ผมตอบกลับไปและถามต่อ

“สิบเจ็ดบาท”

อาซ้อเอ่ยพร้อมกับหยิบกระดาษร้อยปอนด์สีขาวตุ่นเนื้อหนาม้วนกลมๆ เอากระดาษบางๆ แผ่นหนึ่งมาห่อรอบแล้วยื่นส่งให้กับผม

…นานแล้วที่ผมไม่ได้ซื้อกระดาษร้อยปอนด์เป็นแผ่นๆ ทีละแผ่น ไม่เหมือนสมัยที่ยังเป็นเด็กหรือเป็นนักศึกษาที่จะต้องทำงานศิลปะส่งครู

วันนี้กระดาษร้อยปอนด์หนึ่งแผ่น ซื้อตามร้านเครื่องเขียนรุ่นเก่า ราคาแผ่นละ 17 บาท ผมไม่รู้ว่าในห้างจะขายแผ่นละกี่บาท ถูกหรือแพงกว่าแค่ไหน

…แต่ผมสุขใจเงียบๆ กับการมีม้วนกระดาษขาวหนึ่งแผ่นที่สอดลงไว้ถุงผ้าพกพาอยู่ข้างตัว พากลับบ้านไปขีดๆ เขียนๆ ให้สมใจ

…Turn off for turn on…

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือของสำนักพิมพ์โกมลคีมทองจบลงไปเล่มหนึ่ง…

นั่นคือหนังสือที่มีชื่อว่า “ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง” (Life Lesson) (เขียนโดย อลิซาเบธ คืบเลอร์-รอสส์และเดวิด เคสเลอร์ แปลโดยนุชจรีย์ ชลคุป) เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมองคุณค่าของชีวิตจากองค์ประกอบหลายๆ ด้านทั้งความกลัว ความโกรธ ความสยบยอม ความทุกข์ ความสุข ซึ่งผู้เขียนทั้งสองเก็บประสบการณ์และตัวอย่างชีวิตของผู้ที่ใกล้ตายและป่วยด้วยโรคร้ายแรง จนทำให้ได้คิดและมีมุมมองที่มีต่อชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนับว่าเป็นหนังสือที่หนักหน่วงใช้ได้ และอ่านไม่ง่ายเลย ผมใช้เวลาอ่านอยู่แรมเดือนทีเดียว นับแต่หยิบยืมหนังสือมาจากพี่คนหนึ่ง (ที่อ่านแล้วและบอกว่าหนังสือมันดี อิทควรจะอ่าน ผมเลยได้ทียืมเมื่อพี่เขาอ่านจบลง)

ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาหรือคุณค่าของหนังสือเล่มนี้โดยตรง แต่ในขณะวันท้ายๆ สองสามวันก่อนที่ผมจะอ่านบทท้ายๆ ของหนังสือเล่มนี้จบลงได้โดยสมบูรณ์และมีสมาธินั้น ผมพบว่าตัวเองใช้เวลานั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือเปิดเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตน้อยลงมาก ชนิดที่ว่าแค่เปิดเครื่องเมื่อจะต้องทำงานหรือเช็คข้อความ พอเสร็จงานหรือธุระที่จะต้องใช้ ก็ปิดเครื่องแล้วหันหน้าให้กับหนังสือต่อไปอย่างสงบและมีความสุข

การที่คนเราใช้เวลากับคอมพิวเตอร์น้อยลง ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้เรามีเวลามากมายที่จะอ่านหนังสือดีๆ ที่อยากจะอ่านให้จบหรือไปทำอะไรอื่นๆ ได้อีกมากมาย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ตื่นนอน ผมไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ เพราะว่างและไม่มีอะไรจะทำเหมือนเมื่อก่อน แต่คว้าหนังสือมาอ่านแทน และวันนั้นตลอดทั้งบ่ายและเย็นผมก็ไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอีก แม้ในใจจะรู้สึกขัดกับความเคยชินเล็กน้อย แต่เมื่อทำใจ… ทำเป็นไม่สนใจ การหยุดเข้าอินเตอร์เน็ตหรือเปิดเครื่องคอมพ์สักวันหนึ่งก็ให้ความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง โล่งสบาย และรู้ว่าแท้จริงแล้วแม้เราจะปิดคอมพ์แต่เรากลับได้เวลากลับคืนมาและได้อะไรๆ ลึกๆ อีกหลายอย่าง

อย่างงี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการ ‘ปิด’เพื่อ’เปิด’ หรือ Turn off for turn on ได้เหมือนกัน…

วันที่ไม่อยากไปโรงเรียน…

ตื่นสาย…

แต่แดดก็ไม่ยอมส่อง ห้องในบ้านยังอยู่ในแสงมัวซัว กระทั่งหลังตื่นได้เวลาลงไปเปิดหน้าต่างห้องครัวเพื่อเตรียมต้มกาแฟและอุ่นอาหารเช้า ได้เห็นเม็ดฝนเทลงมาในจังหวะไม่หนักแต่ก็ไม่เบา เห็นเม็ดฝนหล่นลงไปบนพื้นถนนที่เฉอะแฉะฉ่ำฝน ทุกอย่างอยู่ภายใต้บรรยากาศของฤดูฝนและพายุดีเปรสชั่น

ในยามฝนตก การใช้ชีวิตก็น่าจะยุ่งยากขึ้นสำหรับผู้ที่จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าทำงานในออฟฟิศ หรือตื่นเช้าไปให้ทันเวลาเข้าเรียน

เห็นภาพฝนตกเช่นนี้ทำให้นึกถึงเมื่อก่อน ถ้าหากเจอฝนตกแบบเดียวกับเช้าวันนี้ ทำให้ผมแทบจะอยากเบี้ยว ไม่อยากออกจากบ้านไปโรงเรียน…

หรือว่าจริงๆ ผมไม่ชอบการไปโรงเรียน ไม่อยากไปโรงเรียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

โรงเรียนคืออะไร?

มีใครบ้างรักการไปโรงเรียน (โดยเฉพาะตอนเราเป็นเด็ก และโดยเฉพาะเด็กๆ) หรือว่ามีโรงเรียนไหนน่ารักน่าไปเหมือนในหนังสือ “โต๊ะโตะจัง” เด็กหญิงข้างหน้าต่างบ้าง

แค่ต้องนอนไม่ดึก ต้องตื่นนอนแต่เช้า ต้องทำการบ้านให้เสร็จก็ดูเป็นอุปสรรคนักหนาแล้ว แต่นี่ไหนจะมีวันที่ฝนตกพรากๆ จนทุกอย่างดูอืดอาดน่าอึดอัด เปียกฉ่ำและไม่น่าออกจากบ้านไปไหนมาไหน (อย่าว่าแต่การตื่นลุกจากเตียงให้ทันออกจากบ้านไปโรงเรียนเลย)

ถ้าเจอฝนตกแบบนี้เมื่อก่อน โปรดรับรู้ว่ามีเด็กคนหนึ่ง (ในอดีต) ที่คิดอยากจะหนีเรียนหรือบอกว่าผมขอลาป่วยเฉพาะกิจนะครับคุณครู!

(บุก)มติชน

…ไม่ใช่การม็อบหรือบรรยากาศกลุ่ม ‘พันธมิตร’ อย่างที่กำลังฮิตกันอยู่ ที่จั่วหัวอย่างงี้

เรื่องของเรื่องคือว่าผมมีเหตุจะต้องไปสำนักงานมติชน ย่านวัดเสมียนนารี ประชาชื่นในวันนี้เพื่องานบางชิ้นที่กำลังทำอยู่กับสำนักพิมพ์มติชนนั่นเอง

พอเสร็จจากการติดต่องาน ตรงมุมด้านในหลังเคาน์เตอร์กลางสำนักงานด้านล่างนั้นเองที่มี “ของดี” ที่ไม่น่าพลาด หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่แห่งนี้ ซึ่งก็คือ “ร้านหนังสือมติชน” ซึ่งมีหนังสือพ็อกเก็ตบุ้คส์มากหน้าหลายตาให้เลือกอ่านเลือกชม ที่แน่ๆ ก็คือมีหนังสือลดราคาของทางสำนักพิมพ์มาวางจำหน่ายในราคาถูกเหลือเชื่อ คือราคาเล่มละ 20 บาท 30 บาท ไปจนถึง 50 บาท ซึ่งนับว่าถูกเหลือเกินเมื่อเทียบกับความใหม่ของหัวหนังสือ สภาพ และราคาปกที่ตั้งแต่ร้อยบาทเศษไปจนถึงสองสามร้อยบาทต่อเล่ม

ผมกวาดหนังสือที่ชอบครึ่งไม่ชอบครึ่ง ชอบปก ชอบชื่อเรื่อง หรือบางทีแค่อยากจะลองอ่านเพราะประเด็นหรือมีความน่าสนใจสะกิดอะไรนิดหน่อยก็ไม่ยากที่จะตัดสินใจซื้อหนังสือในราคาเท่าก๋วยเตี๋ยวชามนึงในยุคนี้

หนังสือหลากหลายที่ผมได้มาจากการไปบุก (ร้านหนังสือ)มติชนวันนี้ก็คือ

หมา หมา พาเหรด, บันทึกคนเดินช้า โดยเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย , หนังสือแปลหลายเล่ม เช่น จากต้นสู่ปลายขนบแห่งชีวิต โรสแมรี่และต้นส้ม  อาหารว่างจานรัก คนวาดภาพประกอบ โดยเทพศิริ สุขโสภาSweet Lover’s Book ,The Girl inthe picture (สารคดีคิมฟุก บาดแผลแห่งสงคราม แต่เล่มนี้ทางสำนักพิมพ์มอบให้มาอ่านฟรี เป็นหนังสือใหม่) Stop Dying amd start Living โดย ต้นกล้า นัยนา

หนังสือดีๆ ชื่อที่น่าสนใจเหล่านี้เปรียบแล้วก็เหมือนอาหารและของว่างมากหน้าหลายตา…ช่างเย้ายวนและเชิญชวนจริงๆ ครับ

ห้าเล่มเท่าไร?

…ถึงจะเก่า แต่ก็ยังเร้าใจอยู่…

สองสามวันก่อนผมไปเดินเล่นที่ตลาดนัดกลางคืนย่านถนนรัชดาภิเษก ซึ่งมีการรวมตัวขายของกันทุกคืนวันเสาร์ ถ้ามีโอกาสหรือว่างๆ ตอนเย็นผมมักจะไปเดินดูสิ่งของน่าสนใจต่างๆ อยู่เป็นประจำ แต่เสาร์ที่ผ่านมาเป็นวันพิเศษ เพราะผมได้หนังสือมือสองติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยถึงห้าเล่มด้วยกัน หนังสือทุกเล่มลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์และสภาพดี ปกหนังสือแต่ละเล่มยังใหม่ (หมายถึงหนังสือเพิ่งหลุดจากแผงไม่นาน) น้องๆ ผู้หญิงที่นั่งขายใจดีสุดๆ พวกเธอมีหนังสืออยู่ราวๆ สิบกว่าเล่ม แต่ผมก็เลือกมาเสียเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด เป็นเงินสี่ร้อยบาท เธอยังลดราคาให้อีกยี่สิบบาท เหลือสามร้อยแปดสิบบาท

หนังสือห้าเล่มที่ได้มาจากการเดินตลาดของเก่าคืนนั้นคือ

1ปริศนาในสายลมร้อน หนังสือแปลโดยงามพรรณ เวชชาชีวะ

2 อย่างน้อยที่สุด ประวัติเป็นเอก รัตนเรือง โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

3 รักเดินทาง…20 นักเขียน…นักเดินทาง

4 นกของพระเจ้า นราวุธ ไชยชมภู

5 แมงกะพรุน ถนัดซ้าย ประภาส ชลศรานนท์

เห็นรายชื่อหนังสือไหมครับ น่าสนใจและไม่เก่าเลย การซื้อหนังสือมือสองของผมวันนั้นทำให้ผมนึกหวนไปถึงสมัยก่อนที่เวลาลงต่อรถเมล์เที่ยวค่ำๆ มืดๆ ดึกดื่นแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ กับแถวสนามหลวง ย่านนั้นมักจะมีผู้คน (พ่อค้า) เอาหนังสือเก่ามาแบกะดินขาย และเวลาที่หยุดมองหยุดเลือกดู ก็มักจะได้หนังสือเก่าติดไม้ติดมือกลับไปวันละเล่มสองเล่มหรือคราวละหลายๆ เล่มตามแต่กำลังซื้อที่มีในตอนนั้น แล้วอย่างนี้เองทำให้หนังสือที่มีในบ้านเต็มไปหมด เพราะผมชอบเลือกดูหนังสือทั้งหนังสือใหม่และหนังสือเก่า

การเลือกดูหนังสือเก่านั้นบางทีทำให้เราได้พบกับหนังสือที่เกือบๆ จะลืมไปแล้วว่าชอบหรือเคยอยากได้อยากซื้อมาอ่าน หรือบางเล่มเราก็แค่อาจจะสนใจนิดหน่อย ไม่อยากจะซื้อเต็มราคาหรือส่วนลดนิดหน่อยตอนที่เป็นหนังสือใหม่ คอยเอาไว้เจอกันเมื่อชาติต้องการตอนพวกเธอมาแบกะดินก่อนก็ได้

หนังสือเก่าบางทีก็ทำให้นึกหวั่นๆ ใจแทนคนเขียนอยู่เหมือนกันว่า ถ้าหากคิดแทนอกเขาอกเราว่าถ้าหากวันหนึ่งบังเอิญเราไปเจอหนังสือที่ตัวเองเขียนถูกระเห็จออกจากแผงลงมาวางกอง ขายลดครึ่งราคา เราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่คิดในแง่หนึ่งขอแค่ให้มีคนเลือกซื้อเลือกหยิบหนังสือที่เราเขียนเอาไปอ่าน ไม่ว่าจะสนนราคาเท่าไรก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว

มีโอกาสเดินตลาดคราวหน้า หยุดเลือกดูหนังสือมือสองบ้างนะครับ!

ว่าด้วยหนังสือ…หนังสือ(ของผม)

มีหนังสืออยู่หลายเล่ม นับจากปี 2547 ถึงปัจจุบันนี้ที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะคนเขียน เป็นบรรณาธิการ เป็นคนพิสูจน์อักษร หรือแม้แต่วาดภาพประกอบให้…ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะต้องการเรียนรู้ขั้นตอนกระบวนการการออกแบบผลิตหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กส์นั่นเอง

รายชื่อและหน้าตาของหนังสือที่ผมเคยเข้าไปมีส่วนร่วม ได้แก่

1. สะพานความคิด สู่ธุรกิจค้าปลีก

สัมภาษณ์พิเชษฐ์ เวชสุภาพร ผู้ก่อตั้งห้างโรบนิสันและทีวีไดเร็ค

เขียน ตุลาคม 2547 สำนักพิมพ์ Bear Business ราคา 155 บาท

2. ร้อยใจ รักษ์ไทย

ร้อยเรื่องราว หลากมุมมองของคนรักษ์ไทย

จัดพิมพ์เนื่องในวาระ “ที่นี่…ประเทศไทย” ครบรอบ 4 ปี

บรรณาธิการ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) เผยแพร่ฟรี

3. คนอยู่วัด ไมตรี ลิมปิชาติ เขียนภาพประกอบ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี (ผมยังไม่มีหนังสือเล่มนี้อยู่ติดตัวสักเล่มเลยครับ)

4. รวมผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 8 “วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน คน น้ำ ป่า” ประจำปี 2549 พิสูจน์อักษรและเรียบเรียงต้นฉบับ

5. บินเดี่ยว…ไม่เกี่ยวกับใคร  Pilot’s Project เขียน โดยใช้นามปากกา “Indian Roller” สำนักพิม์เลซี่เดย์ เมษายน 2551ราคา 165 บาท

หากมีโอกาสมองเห็น แวะชมตามแผงหนังสือ ในห้องสมุดแล้วยังพอแลเห็นหนังสือรายชื่อเหล่านี้ กรุณาให้ความสนใจด้วยนะคร้าบ!

 Attention Please!!

…สองเรื่องควบ…

จากวรรณกรรมสู่ละครเวทีและจอภาพยนตร์

มีวรรณกรรมที่น่าอ่านอยู่สองเรื่องครับ คือ ดอนกีโฮเต้ แมน ออฟ ลามันช่า

(Don Quixote:Man of La Mancha) ซึ่งเป็นวรรณกรรมอายุหลายร้อยปีของสเปน ประพันธ์โดย เดล วาสเซอร์แมน กับอีกเรื่องหนึ่งคือ ชุดนักประดาน้ำและผีเสื้อ (Le scaphandre et le papillon) โดยชายที่ชื่อ Jean-Dominique Bauby (ชอง โดมินิค โบบี้…จริงๆ น่าจะสะกดตัวคำว่าชองด้วย ช กระเชอ มากกว่าแต่ผมหาตัวนี้บนแป้นคีย์ไม่เจอ)

ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ผมมีโอกาสได้ทัศนาวรรณกรรมสองเรื่องนี้ที่ถูกแปรมาเป็นศิลปะบันเทิงสองสาขาคือเล่มแรกแปรมาเป็นละครเวทีภาคภาษาไทย โดยผู้กำกับยุทธนา มุกดาสนิท ที่หวนกลับมากำกับละครเวทีเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากครั้งแรกนำเสนอโดยคณะละครสองแปดไปเมื่อปี 2530 ส่วนวรรณกรรมเล่มสองของนักเขียนฝรั่งเศสได้มีการนำไปทำเป็นภาพยนตร์ออกฉายให้ชม (เพียงวันเดียว) ในเทศกาลฝรั่งเศส “ลา แฟ็ต 2008” (La Fête 2008) ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือและวรรณกรรมชั้นดีอันมีชื่อเสียงในระดับโลก (เช่นวรรณกรรมแปลทั้งสองเล่มที่กล่าวถึง) ย่อมจะต้องสนใจและตั้งตารอคอยที่จะมีโอกาสได้เสพศิลปะบันเทิงในรูปแบบอื่นๆ ที่ได้แปรเปลี่ยนตัวหนังสือจากงานวรรณกรรมที่เคยอ่านผ่านมาให้มาโลดแล่นมีชีวิตเป็นตัวละครขับกล่อมบทเพลงหรือกล่าวบทสนทนาที่เคยอ่านมาในโลกหนังสือให้ปรากฏบนแผ่นฟิล์มหรือบนละครเวทีก็ตามแต่

การได้ชม “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” หรือแมน ออฟ ลามันช่าภาคภาษาไทยในเวลาประมาณสองชั่วโมงกับอีกสิบนาทีนั้นถือได้ว่าคณะละครสองแปดที่หันมาจับมือกับผู้กำกับละครเวทีแนวป๊อบ อย่างบอย ถกลเกียรติ ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงละครเมืองไทยรัชดาลัย สอบผ่านและทำให้ผู้คนสนุกไปกับเนื้อหาของละครได้ดี จากน้ำเสียงและการแคสติ้งตัวละครนำอย่างเรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ซึ่งมารับบทนำ (เซรบานเตสและอัศวินดอน กีโฮเต้) และเบน ชลาทิศ, เมย์ ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ในบทของซานโช่และอัลดอนซ่า ตามลำดับ ความติดใจสงสัยส่วนตัวน่าจะอยู่ที่ตรง “การถูกทำให้ง่าย” เพราะเข้าใจว่าเนื้อหาของเรื่องลุ่มลึกหรือยากเกินไปกว่าผู้ชมจะรับได้ เลยกลายเป็นเหมือนการพยายามเล่าเรื่องหรือนำเสนอเรื่องให้ง่าย ขาดอรรถรสของความลึกและการปล่อยให้ผู้ชมตีความได้เองอยู่บ้าง

ส่วนภาพยนตร์เรื่องชุดนักประดาน้ำและผีเสื้อที่มีโอกาสได้ชมนั้น ถือว่าน่าประทับใจและทำได้ดีมาก เราแทบจะลืมเนื้อหาหรือรสชาติของหนังสือที่เคยอ่านมา เพราะภาพยนตร์นำเสนอในลักษณะของกึ่งสารคดี เล่าตามหนังสือด้วยควมเข้าใจในบทประพันธ์ ซ้ำยังให้ภาพก่อนและหลังกว่าจะเป็นหนังสือทีเกิดจากการเปิดเปลือกตาและกะพริบตาทีลำตัวหนังสือของผู้เขียนที่ชื่อชองโดคนนี้

เป็นผลงานวรรณกรรมสองเล่ม ต่างรส ต่างยุคสมัย ต่างกาลเวลาที่นำพาเนื้อหาที่ดีและรสชาติมาสู่การเสพศิลปะในปัจจุบันสมัยของผม!

Quote เก็บตกจากเว็บไซต์ http://www.lafete-bangkok.com/thai/bangkok-french-film-festival.html:

เกี่ยวกับภาพยนตร์ “ชุดนักประดาน้ำและผีเสื้อ”

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 อาการเส้นเลือดแตกอย่างฉับพลันได้ทำให้ Jean-Dominique Bauby นักหนังสือพิมพ์และพ่อลูกสอง ตกอยู่ในอาการโคม่าขั้นรุนแรง เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา อวัยวะทุกส่วนที่ใช้เพื่อการเคลื่อนไหวถูกทำลาย เขากลายเป็นโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ล็อค-อิน-ซินโดรม” ไม่สามารถเคลื่อนไหว พูด และแม้แต่หายใจโดยไม่มีเครื่องช่วย ภายในร่างที่แน่นิ่งนั้น มีเพียงดวงตาข้างหนึ่งเท่านั้นที่เคลื่อนไหวได้ ดวงตาข้างนั้นได้กลายมาเป็นสิ่งที่เชื่อมเขากับโลก กับผู้คนทั้งหลาย และกับชีวิต เขาขยับตาหนึ่งครั้งเพื่อบอกว่า “ใช่” สองครั้งเพื่อบอกว่า “ไม่” เขาหยุดความสนใจของคนที่มาเยี่ยมด้วยการให้คนมาเยี่ยมเขียนตัวอักษรให้ โดยเขาจะใช้ตาบอกตัวสะกดและประกอบเป็นคำ เป็นประโยค และเป็นถ้อยคำเป็นหน้าๆ ในที่สุดเขาได้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อว่า “ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ” ทุกเช้า เป็นเวลาหลายอาทิตย์ เขาได้ท่องจำประโยคต่างๆ ก่อนจะบอกให้คนบันทึกตาม…นักแสดง: Mathieu Amalric, Emmanuelle Seigner, Anne Consigny, Marina Hands, Emma de Caunes, Jean-Pierre Cassel, Marie-Josée Croze, Jean-Philippe Ecoffey, Niels Arestrup and Patrick Chesnais

 

Pusan International Film Festival 2007, Cannes 2007 Official Competition, Golden Globes 2008 : Best Foreign Language Film, Best Director, César 2008 Best Achievement in editing and Best Actor