เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับลงมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯได้แค่วันสองวันก็มีอันให้ต้องระเห็จไปชมไร่จิมทอมป์สันที่ตอนนั้นกำลังเปิดให้เข้าชมฟาร์มฯ ประจำปีที่อำเภอปักธงชัย โคราชต่ออีกสองวัน
อากาศและท้องฟ้าในยามนั้นไม่ค่อยจะมีแสงแดดและมีความเย็นที่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกดีทีเดียวเพราะว่าเป็นคนที่ชื่นชอบหน้าหนาวและอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นจนเกินไป แทบไม่น่าเชื่อว่าอากาศที่กรุงเทพฯ ในบางเวลาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะลดลงไปถึง 21- 22 องศาเซลเซียสในตอนเช้าๆ และมีความเย็นอยู่เกือบตลอดทั้งวัน
น่าเสียดายว่าตอนที่นอนค้างคืนที่ไร่จิมทอมป์สันหลังจากนั้นอากาศที่โคราชกลับไม่เย็นอย่างที่คิด และพอได้มีโอกาสกลับขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนส่งท้ายปลายปีและในวันแรกของปีใหม่ อากาศที่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีความหนาวเย็นเอาเสียเลย ทำเอาไม่สนุกพอประมาณเพราะคิดว่าจะได้เที่ยวเมืองเหนือในความหนาวสมฤดูกาลสักหน่อย
แต่ก็ยังดีที่ในตอนนี้ซึ่งแม้จะผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่รับศักราชใหม่แห่งการหัวร่อ (555) เข้ามาแล้วก็ตาม อากาศเย็นในกรุงเทพฯ ในตอนเช้าๆ ก็ยังเย็นอยู่ อย่างในวันนี้แทบจะไม่มีแสงแดดในตอนสายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอยู่ในใจว่าความหนาวเย็นในระดับไม่มากเช่นนี้จะอยู่กับเรา โดยเฉพาะกับคนกรุงไปได้อีกนานกี่วัน
ความหนาวที่เป็นอยู่และผ่านเข้ามาแม้สักเล็กน้อย แต่ก็บอกกับเราว่าโลกควรทีหลากฤดู จะร้อนก็ร้อนให้สมกับที่เป็นหน้าร้อน หรือจะฝนก็ตกเสียให้เข็ดในหน้าฝน พอเข้าหน้าหนาวอย่างไรเสียการที่มีลมหนาวหรือความเย็นมาปลุกถึงบ้าน แม้จะทำให้เราตื่นด้วยความสลัวงัวเงียไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการทำงานและการเปลี่ยนแปรของสภาพฤดู มิใช่มีแต่ความร้อนๆ หรือน้ำท่วมทะลักล้นเหมือนช่วงเดือนตุลาฯ- พฤศจิกาฯ ไปทั่ว
เป็นเสมือนความเร้าใจเมื่อได้สัมผัสความหนาว เพื่อปลอบประโลมใจชาวโลกในยุคปัจจุบันว่ามิใช่แค่ว่าโลกนี้จะอยู่และเป็นไปภายใต้อิทธิพลของลานินญาและเอลนินโญให้เราผวากลัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากและเป็นผลเพราะน้ำมือของคนเราแทบทั้งนั้น