ตอนนี้ใครๆ ทั่วประเทศคงรู้จัก “ครูน้อย” นวลน้อย ทิมกุล เจ้าของประเด็นเรื่องกู้หนี้ยืมสินนอกระบบเพื่อมาเลี้ยงดูและส่งเสียเด็กกำหร้าและเด็กด้อยโอกาสในชุมชมแออัดหรือแหล่งก่อสร้างในนามมูลนิธิบ้านครูน้อย (ถ้าผมจำไม่ผิกด) แต่ตัวเองกลับกำลังประสบภาวะไม่อาจจะเคลียร์หนี้สินที่พอกพูนไปถึงยอดหลายๆ ล้านบาท (ประมาณ 3- 8 ล้านบาท) ได้ในตอนนี้กันแล้ว

คืนวานนี้ผมเองก็เพื่งจะได้ดูข่าวข่าวนี้ พอดูเสร็จแล้วก็บังเกิดความรู้สึกมากมายหลายสิ่งระคนกัน ทั้งไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคนที่ชื่อครูน้อยในการไปกู้เงิน (ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบ) เพื่อมาทำงานการกุศลเยี่ยงนี้ ทั้งรู้สึกทะแม่งๆ กับวิธีการนำเสนอหรือรายงานข่าวๆ นี้ ผมเชื่อเสมอว่าคนเราจะต้องไม่ทำอะไรเกินตัว หรืออย่าทำตัว “เตี้ยอุ้มค่อม” ทำตัวเองให้ดี อยู่ให้รอด ไม่เป็นภาระแก่คนอื่นหรือต่อสังคม

แล้วเมื่อเช้านี้เองรายการหลายรายการทั้งโทรทัศน์และวิทยุที่ผมได้ยินได้ฟังก็นำเอาเรื่องของหนี้สินของครูน้อยมาเป็นประเด็นในการให้ความเห็นและให้ผู้ชมผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็น กลายเป็นประเด็นข่าวระดับชาติขึ้นมา…

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าการรายงานข่าวของสื่อมวลชนยังไม่ได้ทำอย่างเต็มที่หรือนำเสนอในเบื้องลึกเบื้องหลังของข่าวนี้ก็คือ พอครูน้อยบอกว่าตัวเองจะต้องไปกู้เงินจำนวนหลักล้านๆ บาท (ในช่วงเวลาหลายปีที่ทำงานมา) เพื่อมาช่วยเหลือเด็ก แต่ที่ต้องติดหนี้เพราะว่าไม่มีการทำบัญชีหรือตัวเองนั้นไม่เก่งด้านการบริหารเงิน แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ทำไมจึงไม่มีการไปขุดคุ้ยหรือทำความจริง (มากกว่านี้) ให้ปรากฏ ให้ผู้ชมหรือสังคมแจ้งกระจ่างใจ ว่าเรื่องนี้มีเค้ามูลเช่นไร ครูน้อยนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวหรือไม่ หรือครูน้อยนำเงินไปช่วยเหลือเด็กอย่างไม่เหมาะสมเช่นไร ฯลฯ ก็ควรจะมีการนำเสนอให้รอบด้านและลึกมากกว่าประเด็นที่ว่าครูน้อยติดหนี้ เจ้าหนี้บางรายไม่ยอมรับการปรนีประนอมหนี้ หรือครูน้อยควรทำ-ไม่ควรทำ (ในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส) เช่นไรในสถานการณ์นี้

ผมเองนั้นคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น หรือกลายเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องมาแบกรับ มารับรู้ ควรจะมีหน่วยงานหรือกลไกใดกลไกหนึ่งของสังคมไปหยุดการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้วใจ) ของตัวคนที่เรียกตัวเองว่าครูน้อย แต่ทำงานเช่นที่ผ่านมาแล้วก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ก็ย่อมแสดงว่าความรักที่มีให้ต่อเด็กๆ ที่เรียกว่าเด็กด้อยโอกาสหรือเด็กกำหร้านั้นเป็นความรักที่ไม่ได้ทำให้เด็กคนนั้นหรือสังคมโดยรวมดีขึ้น

ผมคิดว่าคนที่ชื่อครูน้อยน่าจะมีทางเลือกทางออกอื่นๆ อยู่อีกในสถานการณ์นี้นอกจากการพาตัวเองไปติดบ่วงหนี้สิน หรือจมไม่ลง ไม่ยอมปล่อยวางบทบาทการทำงานของตัวเองลง

เราอาจจะยังไม่มีคำตอบว่ารัฐบาลหรือสังคมโดยรวมจะช่วยเหลืออะไรได้ในกรณีนี้ แต่ผมเห็นว่าความรักที่จะจีรังและแก้ไขปัญหาหลายๆ สิ่งได้นั้นนอกจากความจริงใจแล้ว ยังต้องเป็นความรักที่มีให้น้อยๆ แต่ขอให้รักจริงและรักนานๆ ย่อมจะดีกว่ารักที่หวือหวา ทุ่มทุน เอาเงินเข้าว่านะครับ

จากการเดินทางออกนอกเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งธรรมชาติ ซึ่งทุกวันนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก นั่นก็คือ “วังน้ำเขียว” ผมพบว่าด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบบ้านๆ ที่วังน้ำเขียวเป็นอยู่ ไปดูฟาร์มปลูกผัก เพาะเห็ด

ไม่น่าเชื่อว่าวังน้ำเขียวในวันนี้จะเป็นกระแสของการท่องเที่ยวกระแสหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจและไปเยือนกันมากพอดู

ในระหว่างเสาร์ – อาทิตย์ที่ผมไปอยู่วังน้ำเขียวนั้น นอกจากจะพบบรรยากาศของผู้คนที่พาครอบครัวของตัวเองไปท่องเที่ยวที่นั่นด้วยยวดยานพาหนะส่วนตัวแล้ว ผมยังได้เห็นรถตู้ตลอดจนรถทัวร์คันเขื่องๆ หลายต่อหลายคันบรรทุกนักท่องเที่ยว (ชาวไทย) ไปเต็มคันรถ ทุกคันมุ่งหน้าไปสู่อำเภอเล็กๆ แห่งนครราชสีมา (ค่อนไปทางปราจีนบุรี) ที่มีชื่อว่าวังน้ำเขียว และมีที่พักผุดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวมากมายจนน่าแปลกใจ

สำหรับผมเองนั้น โฉมหน้าที่แท้จริงของวังน้ำเขียวกลับแห้งแล้ง (หรือจะพูดให้ถูกให้แห้งโกร๋น) กว่าที่คิดเอาไว้ ทำเลที่ตั้งก็สวยงามในความเป็นหุบเขาสลับซับซ้อนดีอยู่หรอก เพียงแต่ว่าอดที่จะคิดไม่ได้ว่าป่าไม้และต้นไม้ที่น่าจะเคยมีอยู่นั้นหายไปไหน หายไปได้อย่างไร และหายไปตั้งแต่เมื่อใด เพราะน้ำมือใคร

แต่ไม่ว่าวังน้ำเขียวจะดูโปร่งโล่ง มองไม่เห็นผืนป่า ที่นั่นก็มีอากาศบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้ผู้ไปเยือนได้สูดหายใจได้อย่างเต็มปอด และเป็นอากาศที่เรารู้สึกได้ว่าช่างเป็นอากาศดีเสียจริงๆ และดูท่าแล้วอากาศที่ว่าดีนั้นก็น่าจะมาจากป่าเขาใหญ่และป่าทับลานที่อยู่บริเวณโดยรอบของวังน้ำเขียว

ผมนึกแปลกใจอยู่ครามครันว่าอะไรทำให้การท่องเที่ยววังน้ำเขียวดูได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเราๆ ขึ้นมาได้ และเป็นการท่องเที่ยวที่ฮือฮาไม่น้อย ดูได้จากปริมาณการเลือกซื้อเลือกชมข้าวของการเกษตรที่มีการวางขายโดยกลุ่มชาวบ้านหรือกลุ่มผู้ผลิต ที่มีผัก เห็ด ดอกไม้และผลไม้หลายชนิดวางจำหน่าย

แม้จะเป็นการท่องเที่ยวในวันร้อนที่มาถึงอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ และไม่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย (ในการเที่ยวกลางแจ้งกลางแดดร้อน) แต่ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยววังน้ำเขียวที่ผมได้เห็น จะลบกลบคำกล่าวปรามาสที่เคยว่ามา ไปเสียเกือบจะหมดสิ้น

แทบไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านไปไวราวกับติดปีก นี่ก็ผ่านเดือนมกราคมมาถึงสามสิบเอ็ดวันแล้ว ปีใหม่ที่เราเพิ่งจะฉลองกันไปหยกๆ ตอนนี้ก็เหลือให้นับนิ้วมือได้เพียงแค่สิบนิ้วกับอีกหนึ่งนิ้ว แค่นั้นเอง

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก หรือ “เดือนรัก”

ซึ่งแม้เราจะไม่อยากกล่าวถึงคำว่าวาเลนไทน์ส เพราะบริบทของความเป็นไทยไม่เอื้อให้และผมเองก็ไม่ค่อยอินกับวันวาเลนไทน์สนัก แต่เราก็อดที่จะรู้สึกถึงความรักที่อบอวลอยู่รายรอบในความเป็นกุมภาพันธ์มิได้

ผมพยายามจะหาภาพที่สื่อถึงความรัก ก็เลยเจอภาพเก้าอี้สองตัวที่เก็บมาจากโตเกียวนี้แหละครับที่พอจะสื่อในความเป็น “เดือนรัก” ได้บ้าง – กระมัง

กุมภาพันธ์นั้นเป็นเดือนที่แสนจะพิเศษ เพราะจะมีเดือนใดในหนึ่งปีที่จะสั้นได้เพียงยี่สิบแปดวัน และทุกกุมภาพันธ์ในสี่ปี วันของเดือนนี้ก็จะงอกขึ้นมาโดยปราศจากคำท้วงติงกังขาเป็นยี่สิบเก้าวัน

ผมว่าในการเป็นเดือนรักนี่เองกระมังจึงทำให้กุมภาพันธ์มีความพิเศษหรือได้รับสิทธิพิเศษที่จะทำอะไรก็ได้ (เช่นอยากทำตัวเป็นเดือนสั้นๆ ที่มีวันเพียงแค่ 28 – 29 วันต่อหนึ่งเดือน)

ขณะเดียวกันในความเป็นกุมภาพันธ์หรือเดือนรักนั้นก็มีนัยยะอะไรซุกซ่อนเอาไว้ เช่น ความรักน่าจะเป็นสิงหนึ่งซึ่งไม่จีรัง เป็นช่วงเวลาความสุขอันแสนสั้น ไม่อยู่กับเราได้นานๆ เช่นการปรากฏอยู่ของเดือนอื่นๆ ที่มีเวลายามนานกว่าถึงสามสิบหรือสามสิบเอ็ดวัน

แม้จะมีวันสั้น แต่กุมภาพันธ์ก็ไม่ต่างจากเดือนอื่นๆ ที่ในที่สุดก็จะผ่านไป แล้วเดือนในหนึ่งปีเราก็จะมีแค่นับนิ้วมือ (แค่สิบนิ้ว) ก็จะหมดปีไปอีกหนึ่งปี ถ้าเร็วเสียอย่างนี้คนที่ไม่มีความรักคงใจเสียแย่ หรือคนที่กำลังมีสุขในความรัก พอกะพริบตา รักที่ว่าสุขก็อาจจะสุกงอมเร็วเกินคาด

…ก่อนจะผ่านเดือนกุมภาพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเดือนเล็กๆ สั้นๆ ผมขอฝากให้ทุกคนระลึกถึงความรักกันเอาไว้ด้วยเถิด

หลายวันก่อนผมได้กระทำการที่ขัดต่อศีลธรรมในยุคที่ผู้คนกำลังตื่นตัวต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลกว่าด้วยโลกร้อนอย่างมากถึงมากที่สุด

สิ่งนั้นก็คือผมได้ตัดฟันต้นไม้ลงอย่างแทบจะไม่เหลือหลอ

ที่ว่าตัดฟันนั้นแท้จริงแล้ว อาจจะไม่ใช่การ “ทำลาย” (แต่อาจจะทำให้เกิดโลกร้อน เพราะสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้าน้อยลง เกิดเศษซากกิ่งไม้ใบหญ้าทำให้เกิดการปลดปล่อยของก๊าซมีเธน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้นโดยใช่เหตุ) เพราะมันคือการช่วยยืดชีวิต…

ที่หลังบ้านผมมีพื้นที่แต่เพียงน้อยนิด และที่ว่างที่ว่านั้นก็วางต้นไม้ลงไปได้สักสิบต้นไม่เกินกว่านี้

วันดีคืนดีที่นานวันเข้าแต่ละกิ่งก็ยืดขยาย กิ่งใบพันยกย้ายไปหากันดูพัลวันจนยากจะดูออกว่าต้นไหนเป็นต้นไหน ที่มากไปกว่านั้นก็คือความรกเรื้อจนน่าเกรงไปว่ามันอาจจะเป็นที่อยู่ของแมลงหรือสัตว์ที่ไม่ได้รับเชิญ เช่น หนู อีกต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้เข้าไปตัดฟัน ริดกิ่ง ตัดใบ เอาก้านออก ทำให้เกิดความโล่งของสวนเล็กๆ หลังบ้านดูสบายตาขึ้นมากทีเดียว (ในลักษณะเดียวกันกับเวลาที่ตัวเองตัดผมเกรียนๆ ดูสะอาดหัว) ในระหว่างการตัดกิ่งชำแหละก้านจนสำเร็จลงเป็นกองเศษซากใบไม้กองใหญ่นั้น ผมก็พบว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอซ่อนตัวอยู่ในกอไม้ใบหญ้าที่ปราศจากการเอาใจใส่มาหลายเดือน สิ่งมีชีวิตสองชนิดนั้นก็คืออึ่งอ่างตัวใหญ่ที่ซุกตัวอยู่ในกระถางดินเปล่าๆ กับหอยทากตัวใหญ่มากตัวหนึ่ง

คงจะจริงที่ว่ามีต้นไม้ที่ใด ก็มีชีวิตก่อเกิดที่นั่น โดนไม่เว้นแม้แต่สถานที่เล็กๆ น้อยๆ แม้ในที่ว่างหลังบ้านแห่งนั้น…สินะ

 ความเหงามีโฉมหน้าหรือไม่ หรือถ้ามีมันจะมีใบหน้าเช่นไร คุณเคยนึกถึงความเหงากันบ้างไหม

(ภาพนี้ผมดึงมาจากอินเตอร์เน็ตครับดูแล้วมันเวิ้งๆ ว้างๆ เหงาๆ งงๆ ดี)

เช้าวันหนึ่งที่มีฝนหลงฤดูตกลงมาหนักหน่วง เป็นเช้าวันที่ในหัวผมมีแต่เรื่องครุ่นคิดถึง “ความเหงา” …

เปล่า ผมไม่ได้กำลังเหงา แต่ผมแค่คิดถึงความเหงา (จะอนุญาตกันได้ไหม)

…และแล้วผมก็ตอบตกลงปลงใจกับตัวเองง่ายๆ ว่าจะเพิ่มความเหงาเข้ามาในหน้าเว็บบล็อก Bytheway แห่งนี้ โดยกำหนดให้มีหน้าที่ชื่อว่า “หน้าเหงา” หรือ Face of Loneliness ขึ้นมา โดยผมคิดว่าจะนำเสนอเรื่องราวชวนเหงา (แต่ไม่ทำให้เหงาแน่นอน)

ส่วนที่ว่าพอนำเสนอแล้วจะน่าติดตามหรือมีรายละเอียดเป็นเช่นไรนั้น ขออนุญาตให้ติดตามกันเอาเองนะครับ

…ว่าหน้าเหงาที่ว่ามันจะน่าเหงาเปล่าว้าเหว่เปลี่ยวเอกาถึงเพียงไหน

สองสามวันก่อน ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสานเพื่อเยี่ยมเยียนแม่และพี่ๆ หลานๆ ตามปกติธรรมดาที่ผมมักจะหาเวลาเดินทางกลับบ้านสักสาม- สี่เดือนครั้ง (ถ้าหากทำได้ดังที่ตั้งใจ)

เดินทางไปในคราวนี้ผมใช้รถทัวร์เป็นพาหนะและพบว่ารถที่พาเข้าสู่ตัวจังหวัดในยามรุ่งสางของเช้าวันใหม่หลังคืนเดินทางนั้นจะทำให้ผมได้เห็นโฉมหน้าของตัวเมืองที่ผมเคยคิดว่าตัวเองคุ้นเคยดี เพราะใช้เวลาอยู่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือความเปลี่ยนแปลงในทางกายภาพ ที่ผมรู้สึกว่าเมืองอันกว้างใหญ่แสนใหญ่ในวัยเด็กของผมนั้นกลับดูเล็กลง อาจเป็นเพราะการมองเห็นในช่วงเช้ามืดที่ยังไม่มีชีวิตชีวาหรือความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นก็เป็นไป

แต่ในความจริงแล้วเมืองเล็กลงจริงๆ ได้ด้วยหรือ ในขณะที่วันเวลาเดินทางไป ผู้คนหลายคนที่เรารู้จักเปลี่ยนแปลงไป มีทั้งเติบใหญ่ขึ้นและแก่ตัวลง ขณะที่บ้านเมืองที่ไม่เคยเคลื่อนย้ายไปไหนเลยและรอเราอยู่ที่เดิมและเท่าเดิม กลับดูเล็กลงๆ (อย่างน้อยก็ในมุมมองและความรู้สึกของผม)

เป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความคุ้นเคยหรือไม่คุ้นก็ตาม ไม่วันหนึ่งวันใดมันก็จะต้องแปรเปลี่ยนไปในทางหนึ่ง ชอบมากขึ้น ชอบน้อยลง เติบโตขึ้น หรือว่าลดน้อยลง

กับความรู้สึกถึง “บ้านเกิด” ของผมเองในวัยนี้และวันนี้ ผมขอบอกว่าในความจริงก็คือเราก้าวเดินออกมาห่างจากบ้าน (เกิด) มามากแล้ว เราเติบโตขึ้น แก่ตัวลง และความผูกพันที่เคยคิดว่าเคยคุ้นและเคยมี ก็ลดลงและเล็กลงไปตามระยะห่างและระยะทางที่ชีวิตพาเราก้าวออกมาจากบ้านเกิด…แห่งนั้น

หน้าหนาวปีนี้แสนจะงง หากผมจะกล่าวว่ามันเป็นความหนาวที่มาถึงไวไปหน่อย

จริงๆ แล้วหลายคนอาจจะรู้สึกว่าเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงความหนาวของปีนี้หรือว่าเพิ่งจะหนาว ลมหนาวมาช้าไปสักหน่อย แต่เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนแรกของปีใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ถูกก็ควรจะพูดว่าปีนี้หนาวเร็วถึงจะถูก (จริงไหมครับ)

คืนนี้ผมกำลังจะเดินทางออกไปต่างจังหวัดและที่ปลายทาง พี่สาวบอกว่าให้เตรียมเสื้อหนาวกลับมาด้วย ต้องบอกก่อนเพราะกลัวว่าผมจะหนาว
แต่ถ้าถามว่าจริงๆ ผมกลัวหนาวไหมน่ะหรือ ผมไม่กลัวความหนาวนะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นความหนาวแต่เพียงพอดีๆ หนาวตามฤดูกาลและตามสภาพอากาศที่ควรจะเป็น ไม่ใช่หน้าหนาวกลับฝน หรือหน้าฝนกลับร้อน อันนั้นสิถึงจะทำให้ผมรู้สึกว่าหนาวจริง (ว่าทำไมอากาศของโลกถึงได้แปรผันมากมายขนาดนี้)
และเมื่อเร็วๆ นี้เหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่เฮติก็ทำให้ผมหนาวๆ ไปพักหนึ่งกับชะตากรรมอันโศกสลดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ของเพื่อนมนุษย์

เรื่องสภาพอากาศเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบกับคนเรามหาศาลครับ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนเรามักจะหลงลืม ไม่ค่อยเห็นความสำคัญ จนกว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนใกล้ชิด เกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่เราคาดไม่ถึง

เมื่อนั้นแหละเราจึงจะเกิดอาการหนาวไปถึงข้างใน ที่ไม่ว่าเสื้อหรือผ้าหนาแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เราอุ่นใจขึ้นได้เลย

…จนกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ และหัดมองโลกในแง่ดี- ด้วยความปรารถนาดีที่มีให้โลกอย่างแท้จริง

เมื่อนั้นหนาวของเรา หนาวของโลก หนาวของฤดูกาลก็น่าจะเคลื่อนไหว เป็นไปในแง่ที่สอดคล้องต้องกัน- จริงไหมครับ

เมื่อกลับมาคิดๆ ดู ผมก็พบว่าในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว (ฟังดูเหมือนนาน แต่จริงๆ แล้วเพิ่งผ่านมาเดือนที่แล้วเอง) ผมไปใช้เวลาที่เมืองเชียงใหม่ไม่น้อย

นับแล้วก็ร่วมสามอาทิตย์เลยครับ…

นัยว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ จากเมืองร้อนดงคอนกรีตแบบกรุงเทพฯ ไปตามล่าหาลมหนาวที่เชียงใหม่ (ซึ่งนับวันเป็นเมืองใหญ่ตึกสูงปีนป่ายอากาศขึ้นทุกที…ใครก็ได้ช่วยหยุดเชียงใหม่หน่อย) เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาฯ ซึ่งที่ถนนนิมมานเหมินทร์มีการจัดงาน NAP (ถนนคนเดินในซอยนิมมานเหมินทร์ 1) เป็นครั้งที่ 10 แล้ว ผมไปหยุดฟังเสียงจุดพลุวันพ่อดังเปรี้ยงปร้างลั่นฟ้าเชียงใหม่ก็ตอนเดินอยู่แถวๆ ถนนเส้นนั้น

แต่แล้วในช่วงเวลานั้นก็ไม่มีลมหนาว ผมได้แต่หวังว่าอาจจะมีลมเย็นๆ โชยมาสร้างบรรยากาศอีกครั้งหนึ่งก็ได้…หากว่าได้กลับขึ้นไปเยือนเชียงใหม่อีกหน

แค่คิดยังไม่ทันจะเสร็จก็บังเอิญเจอคุณพี่ท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมงานในสำนักงานเดียวกันมาก่อน คุยกันถามไถ่ทุกข์สุขแล้วก็ได้คุยแลกเปลี่ยนกันว่าพี่คนนี้กำลังจะขึ้นมาอบรม “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรฯ ม.ช. อีกครั้งในระหว่างวันที่ 20 กว่าๆ ของเดือนธันวาฯ ผมรีบถามว่าพอจะมีที่ว่างเหลือพอให้แทรกตัวเข้าไปสมัครเรียนได้อีกไหม เพราะชอบและสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

งานนี้โชคดีครับ เพราะว่ายังมีที่ว่าง แถมยังเป็นคอร์สการเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอีกต่างหาก (ไว้ถ้ามีโอกาสและลูกขยันผมจะนำความสนุกและบรรยากาศของการเรียน “วิชากาแฟ” มาเขียนสู่กันฟังนะครับ)

หน้าที่ของผมคือการพาตัวเองกลับขึ้นไปเชียงใหม่อีกครั้งในช่วงวันที่ 20 กว่าๆ ดังนั้นก็เลยคิดว่าน่าจะอยู่ Countdown ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันที่เชียงใหม่ท่าจะดีกว่า เป็นการฉลองเอาเคล็ดเอาฤกษ์เอาชัยอะไรก็ว่าไป เพราะการมีคำว่า “ใหม่” ของเชียงใหม่น่าจะเป็นฤกษ์งามยามดีของการเริ่มต้นปีใหม่

ผมไม่ค่อยได้มาฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในต่างเมืองหรอกครับอย่าว่าแต่ที่เชียงใหม่เลย เพราะไม่ค่อยอยากจะเบียดเสียดผู้คนเดินทางกันไปตามจุดหมายปลายทางต่างๆ กันอย่างว้าวุ่นในช่วงเวลาแห่งความสุขเช่นนั้น หลายปีที่ผ่านมา ผมจึงสมัครใจที่จะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ อยู่กับฟ้าที่ใสอากาศที่เย็นลง (เล็กน้อย) ของเมืองกรุงเสียทุกปีมา

แต่ปีนี้แตกต่างออกไป ทำให้ผมได้ไปใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ร่วมสามอาทิตย์ กลายเป็นพลเมืองเชียงใหม่ เพราะไปนอนพักที่บ้านของเพื่อนรุ่นน้องแถวซอยวัดอุโมงค์ หลัง ม.ช. เป็นเวลาหลายคืน ไม่ได้เสียสตางค์จ่ายค่าที่พักเหมือนในทุกครั้ง แต่ก็เป็นบรรยากาศที่ดี แถมยังได้ฉลองปาร์ตี้ปีใหม่ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่อยู่อาศัยเป็นพลเมืองเชียงใหม่ตัวจริงเสียงจริงกันอีกด้วย

ไม่รู้จะบอกว่าอะไร รู้แต่ว่าผมชอบช่วงเวลาที่ค่อยๆ คืบ ค่อยๆ คลานกับการไปใช้เวลาเป็นพลเมืองเชียงใหม่เช่นช่วงที่ผ่านมา มันทำให้เราไม่ได้ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่จะขึ้นไปฉกฉวยบรรยากาศแค่ช่วงเวลาวันหยุดยาวหรือเทศกาลของเมืองเชียงใหม่ที่กลายเป็นเมืองรถติดไปทันตาเห็น (ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่) ในช่วงวันหยุดวันพ่อและวันปีใหม่

แม้จะอยู่เสียหลายวันแต่ผมก็ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศของลมหนาวและความหนาวเย็นอย่างที่ควรจะเป็นของเมืองเชียงใหม่ เมื่อไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแล้วผมก็ร่ำลาเชียงใหม่กลับลงมากรุงเทพฯ อย่างเงียบๆ เมื่อล่วงเข้าปีใหม่ไปได้แล้วสองวัน…

ไม่นานหลังจากวันนั้นไม่กี่วันมีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ว่าผู้คนกำลังทยอยเดินทางกลับคืนสู่เมืองกรุงจนมีผลทำให้การเดินทางในหลายเส้นทางโดยเฉพาะเส้นที่กลับจากทางเหนือถึงกับรถติดอย่างหนัก…เช่นทุกครั้งในยามนี้ของทุกปีที่ผ่านมา

“หน้าประตูมีต้นต้าง ต้นซ่าน ต้นโพธิ์สามหางยืนเฝ้า
ปากทางเข้าป่าต้องห้าม
ฤดูหนาวไม่ได้หายไปไหน แอบมาอาศัยอยู่ที่นี่
เมฆฝนหายจากฟ้า มาพักหลบลมในป่านี้
เมฆหลับ แดดขยับแทรกหลังคาป่าสูงลงมา”

“กิ่วแม่ปาน” เป็นชื่อสถานที่สถานที่หนึ่งของป่าอินทนนท์อันกว้างใหญ่และสูงส่ง ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยที่สุดของเมืองไทย ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 42 ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

กิ่วแม่ปานมีความสูงประมาณ 2,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่เป็นป่าดิบเขา ตลอดเส้นทางมีความหลากหลายทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์เฉพาะถิ่น มีพืชพันธุ์ไม้เมืองหนาวหายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุหลาบพันปี ลักษณะใกล้เคียงกับเทือกเขาหิมาลัย ยุโรป และอเมริกา ซึ่ง “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” ได้นำมาเป็นชื่อของสมุดบันทึกเล่มใหม่ต้อนรับปี 2552 ฝีมือเขียนเรื่อง (เป็นลำนำคำสวยงามและให้ภาพได้ดี) และยังมีภาพประกอบสวยงาม น่าชื่นชมเช่นเคยผลงานของศิลปินที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ขั้นเซียนคนหนึ่งของประเทศที่มีนามว่า “เทพศิริ สุขโสภา” เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและสร้างความสนใจให้ผู้คนได้สัมผัสเรื่องราวของป่าและสายสัมพันธ์ของสรรสิ่งในธรรมชาติ

ปลายปี 2552 ที่ผ่านมาซึ่งผมขึ้นไปเยือนเชียงใหม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสมุดบันทึกลำดับที่ 2 ของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า (เล่มแรกก็เป็นเรื่องราวของป่าอินทนนท์โดยเทพศิริ สุขโสภาเช่นเดียวกันชื่อว่า “รักษ์ป่า”) และต้องขอขอบคุณคุณกุล ปัญญาวงค์ ผู้จัดการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ผู้เป็นทั้งเพื่อนและพี่ที่รักและเคารพยิ่งไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ในปีนี้มูลนิธิไทยรักษ์ป่าจัดให้ใครก็ตามที่สนใจสมุดบันทึก “กิ่วแม่ปาน” ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของได้ด้วย ถ้าสนใจอยากจะเป็นเจ้าของ ขอให้รีบติดต่อแจ้งความประสงค์ได้ตามรายละเอียดง่ายๆ ดังนี้ครับ

บริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ ในจำนวนเงิน 150 บาทต่อหนึ่งเล่ม และโทรฯ สอบถามได้ที่มูลนิธิฯ สำนักงานเชียงใหม่ 053 – 328 206 หรือโทรสาร 053 – 810 442 อีเมล์ thairakpa@hotmail.com

หน้าร้านเล่าริมถนนนิมมานเหมินท์ที่เชียงใหม่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อบอวลด้วยบรรยากาศแปลกใหม่

วันนั้นเวลานั้นไม่ได้มีบรรยากาศของการเล่นดนตรีสด การเสวนาเรื่องวรรณกรรม หรือการเปิดตัวหนังสือดั่งเคย หากแต่มีผู้คนวนเวียนและเวีนวนมาด้อมๆ มองๆ แล้วในที่สุดก็ออกปากสั่งไปว่า

“ขอข้าวไข่เจียวที่หนึ่ง”

…………………………………..

จ๋า แป้มและออฟ ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันและชักชวนกันว่าเราน่าจะมาเปิดขายข้าวไข่เจียวกันดีไหมในบรรยากาศของลมหนาวที่ไม่ค่อยหนาวสักเท่าไร และความคึกคักของผู้คนที่ขึ้นมาเยือนเชียงใหม่ในช่วงเทศกาลตอนนั้นพอดี

ว่าแล้วก็ต้องช่วยการหาอุปกรณ์ประกอบฉาก กระทะใบเล็ก เตาแก๊สปิคนิคสีส้ม ตะหลิว ที่พักรองน้ำมัน หม้อใบเล็กๆ ใส่น้ำมัน ไข่ไก่ ข้าวสาร ซอสปรุงรส ซอสพริกและซอสมะเขือเทศ น้ำปลา ผักสด อาทิ ต้นหอม ผักชี ผักกาดขาว ฯลฯ หลายอย่างเอามาจากบ้านแป้มผู้ซึ่งรับบทแม่ครัวหลักทำหน้าที่เจียวไข่ แต่จานชามนั้นไม่ต้อง เพราะจะใช้กระทงจากใบตองแห้งรองก้นด้วยใบตองสดอีกที

รายการอาหารมีง่ายๆ…ไข่เจียว ข้าวไข่เจียว ยำไข่เจียว…

สนนราคาสิบห้าบาทต่อกระทง พอผ่านการขายไปคืนหนึ่ง ในวันต่อๆ มาก็ต้องขยับราคาขึ้นมาหน่อยเป็นกระทงละยี่สิบบาท เพราะหากขายเท่าเดิมก็แทบจะไม่ได้กำรี้กำไรอะไร

สามสี่วันที่เปิดหน้าร้านตรงริมฟุตบาทหน้าร้านเล่าที่กว้างขวางพอให้ยืนเจียวไข่และตั้งโต๊ะได้สองตัว จัดมุมเปิดหน้าร้าน ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด วันสุดท้ายขายหมดเร็วกว่าที่คิดและไข่ไก้สดก็ต้องไปซื้อมาเพิ่ม เพราะไม่พอขาย

ผมร่วมสังเกตภาพของความเคลื่อนไหวของเหล่าแม่ค้าข้าวไข่เจียวตราสามแม่ครัวตรงหน้าร้านเล่าด้วยใจที่สนุกสนาน ก็พวกเขาทำ (งาน) กันอย่างสนุกสนานและน่ารักมากจริงๆ

แต่ไข่เจียวที่ได้ก็รสชาติดีทีเดียว ที่สำคัญคือฝากท้องให้เติมอิ่มได้สบายพุงและสบายกระเป๋า

…………………………………..

มิใช่ผมคนเดียวที่แวะเวียนและวนเวียนมาเมียงมองและสั่งข้าวไข่เจียวเจ้านี้ แต่หลายคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักก็ให้ความสนใจ ก็ทุกคนล้วนรู้จักข้าวไข่เจียวดีและรู้ดีว่าการเจียวไข่นั้นง่าย หากแต่การทำให้อร่อยโดยเฉพาะพอให้ขายได้นั้นยาก

เมื่อปิดการขายคืนสุดท้ายตอนสามทุ่มเศษๆ แม่ค้าทั้งสามและผองเพื่อนที่ร่วมลุ้นราวกับมีงานเฉลิมฉลองก็ปาดเหงื่อ เก็บข้าวของอุปกรณ์ ปิดแผง ลองนับเงินในซองผ้ากันเปื้อนดูว่ามีรายรับสักเท่าไร

ดูแล้วก็ยังยิ้มได้เพราะหารเฉลี่ยกันแล้วไม่เข้าเนื้อ และได้กำไรงอกเงยบ้างพองามระดับประมาณกระทงใบเล็กๆ เท่านั้นเอง

แผงข้าวไข่เจียวชั่วคราวในช่วงสามวันนี้เป็นเรื่องที่ทำเอาสนุกสนาน การเจียวไข่ ทำยำไข่เจียวก็ทำไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ถึงตอนนี้เหมือนผมได้ยินเสียงฮัมบทเพลงแห่งไข่เจียว

เพลงที่บอกเราว่าทำไมคนเราไม่ทำอะไรในชีวิตให้สนุกสนาน มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะเป็นองค์ประกอบง่ายๆ หมือนการลงมือทำข้าวไข่เจียว

…ไม่มีสิ่งไหนยากหรือเหนื่อยเกินไป หากเราทำให้ง่ายและทำให้ได้เหมือนการเจียวไข่…