ปีชง

ปีนี้ตามปฏิทินปีนักษัตรแล้วเป็นปีงูใหญ่หรือปีมะโรง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีมังกรทองคะนองน้ำอะไรก็ตามแต่ เมื่อมีคนดวงขึ้น (อย่างคนที่เกิดปีมะโรง) ก็ต้องมีคนที่ดวงลงหรือตกอยู่ในเงาราหูของ “ปีชง”

ผมเกิดปีจอ (หรือปีหมาเล็ก) และว่ากันว่าเป็นปีชงของปีมะโรง อันจะมีผลทำให้ดวงการงานไม่รุ่ง เงินทองไม่ไหลมาเทมาหรือโชคร้ายคราวเคราะห์ต่างๆ นานาจะมาเยี่ยมกราย

เอาล่ะสิครับ ถึงแม้จะไม่เชื่อหรือไม่ได้ติดตามข่าวคราวเรื่องของดวงชะตาการทำนายทายทัก แต่บรรดาสื่อก็ขยันออกสื่อกันเหลือเกินเรื่องของดวงชงของคนที่เกิดปีชง ซึ่งทำให้ใครก็ตามที่ตกอยู่ในดวงปีชงเช่นผมก็คงอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้

เมื่อเป็นปีชงก็จะต้องแก้ชงด้วยการไปไหว้เจ้า ไปทำบุญต่างๆ นานาตามแต่บรรดาเกจิอาจารย์ด้านโหราศาสตร์จะชี้แนะ ซึ่งถ้าดูให้ดีๆ แล้วเราท่านที่เป็นชาวพุทธที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้ตั้งมั่นในความดี ด้วยบุญกุศล ด้วยการกระทำหรือกฎแห่งกรรมของเราเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่โชคเคราะห์หรือเทพเจ้าจากภายนอกจะมาเป็นผู้กำหนด อย่างนี้แล้วจะไม่ให้สับสนได้เช่นไรกันครับ

บทบาทของสื่อในช่วงเปลี่ยนผ่านปีนักษัตรและการทำนายโชคชะตาราศีทั้งปีล่วงหน้าในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเรากระหายใคร่รู้ว่าดวงของตัวเองในปีใหม่ที่มาถึงจะเป็นเช่นไร ทำให้เกิดบรรยากาศของการนำเสนอข่าวปีชงอย่างโหมกระพือ ทำให้คนเชื่ออยู่แล้วก็ยิ่งเชื่อมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้คนที่ไม่เชื่อมาก่อนก็ต้องพลอยสั่นไหว หรือใครที่ไม่เคยมีความคิดความเชื่อเรื่องดวงเรื่องปีชงว่ามันจะเลวร้ายและต้องแก้ไขอะไรสักอย่างนั้น พอได้ยินได้ฟังจากสื่อมากขึ้นก็เลยพลอยต้องรับรู้และเชื่อตามไปเล็กน้อย (เช่นผม ในทำนองแม้ “เราไม่เชื่อ เราก็ไม่ลบหลู่)

คำว่า “ปีชง” สำหรับผมเองนั้นเพิ่งเคยได้ยินคำว่าปีชงมาก็ไม่กี่ปีนี้เอง และถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณสักปีสองปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง และด้วยความที่เป็นคนไทยนับถือพุทธศาสนา และไม่ได้มีคติความเชื่อเรื่องการแก้ดวงชะตาราศี แม้ในปีชงครั้งก่อนที่แล้วมาผมก็ไม่ได้ลงมือกระทำการหรือแก้ไขอะไรสักอย่าง ได้แต่ตั้งสติและรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาสู่ชีวิตให้ดีด้วยความละเอียดอ่อนและไม่ประมาท

การใช้ชีวิตโดยไม่ตั้งมั่นอยู่บนความประมาทนั่นเองน่าจะเป็นการแก้ไขปีชงที่เข้าท่าที่สุดในความคิดผม…

ความหนาวที่เร้าใจอยู่

เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับลงมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯได้แค่วันสองวันก็มีอันให้ต้องระเห็จไปชมไร่จิมทอมป์สันที่ตอนนั้นกำลังเปิดให้เข้าชมฟาร์มฯ ประจำปีที่อำเภอปักธงชัย โคราชต่ออีกสองวัน

อากาศและท้องฟ้าในยามนั้นไม่ค่อยจะมีแสงแดดและมีความเย็นที่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกดีทีเดียวเพราะว่าเป็นคนที่ชื่นชอบหน้าหนาวและอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นจนเกินไป แทบไม่น่าเชื่อว่าอากาศที่กรุงเทพฯ ในบางเวลาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะลดลงไปถึง 21- 22 องศาเซลเซียสในตอนเช้าๆ และมีความเย็นอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

น่าเสียดายว่าตอนที่นอนค้างคืนที่ไร่จิมทอมป์สันหลังจากนั้นอากาศที่โคราชกลับไม่เย็นอย่างที่คิด และพอได้มีโอกาสกลับขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนส่งท้ายปลายปีและในวันแรกของปีใหม่ อากาศที่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีความหนาวเย็นเอาเสียเลย ทำเอาไม่สนุกพอประมาณเพราะคิดว่าจะได้เที่ยวเมืองเหนือในความหนาวสมฤดูกาลสักหน่อย

แต่ก็ยังดีที่ในตอนนี้ซึ่งแม้จะผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่รับศักราชใหม่แห่งการหัวร่อ (555) เข้ามาแล้วก็ตาม อากาศเย็นในกรุงเทพฯ ในตอนเช้าๆ ก็ยังเย็นอยู่ อย่างในวันนี้แทบจะไม่มีแสงแดดในตอนสายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอยู่ในใจว่าความหนาวเย็นในระดับไม่มากเช่นนี้จะอยู่กับเรา โดยเฉพาะกับคนกรุงไปได้อีกนานกี่วัน

ความหนาวที่เป็นอยู่และผ่านเข้ามาแม้สักเล็กน้อย แต่ก็บอกกับเราว่าโลกควรทีหลากฤดู จะร้อนก็ร้อนให้สมกับที่เป็นหน้าร้อน หรือจะฝนก็ตกเสียให้เข็ดในหน้าฝน พอเข้าหน้าหนาวอย่างไรเสียการที่มีลมหนาวหรือความเย็นมาปลุกถึงบ้าน แม้จะทำให้เราตื่นด้วยความสลัวงัวเงียไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการทำงานและการเปลี่ยนแปรของสภาพฤดู มิใช่มีแต่ความร้อนๆ หรือน้ำท่วมทะลักล้นเหมือนช่วงเดือนตุลาฯ- พฤศจิกาฯ ไปทั่ว

เป็นเสมือนความเร้าใจเมื่อได้สัมผัสความหนาว เพื่อปลอบประโลมใจชาวโลกในยุคปัจจุบันว่ามิใช่แค่ว่าโลกนี้จะอยู่และเป็นไปภายใต้อิทธิพลของลานินญาและเอลนินโญให้เราผวากลัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากและเป็นผลเพราะน้ำมือของคนเราแทบทั้งนั้น

“อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับเดือนธันวาคม 2554

ฉบับใหม่นี้เรื่องหลักประจำฉบับนำเสนอเรื่อง ‘โอกาสที่ได้รับจากโยคะ’ หรือ CHANCE

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์นี้นะครับ http://www.mediafire.com/?gd7voz5zz7kby91

หรืออ่านได้แบบออนไลน์ที่ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai10_dec2011

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี

อาจเป็นความเข้าใจหรือความคิดความเชื่อส่วนตัวผมก็เป็นได้ที่ว่าคนที่เกิดฤดูไหนก็มักจะชื่นชอบฤดูกาล – สภาพอากาศของฤดูนั้น…

ผมเองเกิดเดือนนี้ และพอเข้าเดือนพฤศจิกาฯ ทุกปี ผมเองก็มักจะรู้สึกได้ว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ของปี

ช่วงเวลาที่อากาศคลายตัวลง อากาศเริ่มเย็น เริ่มมีลมเย็นพัดโชยให้รู้สึกได้แม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองกรุงที่แออัดก็ตาม

ปีนี้หลายพื้นที่ยังคงทุกข์ระทมเพราะปัญหาน้ำท่วมหนัก หลายพื้นที่น้ำลดลงแล้วแต่ก็จะต้องสิ้นเปลืองเงินทองและเวล่ำเวลาไปกับการซ่อมแซมบ้านช่องและฟื้นฟูสุขภาพชีวิตกันไม่น้อย

แต่หลายคนก็ยัง “รู้สึกได้ถึงลมหนาว” และฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน

สัญญาณเช่นนี้เองทำให้เรารู้สึกว่าโลกและฤดูกาลก็มีการเคลื่อนคล้อย การผันเปลี่ยน มิได้หยุดนิ่งอยู่กับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง มิได้รอคอยให้สิ่งดีๆ บังเกิดด้วยการคร่ำครวญ คอยรอ และร้องหาเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการลงเรี่ยวลงแรง เคลื่อนที่ กระทำให้เกิดขึ้นเท่านั้น

ฤดูกาลหรือช่วงเวลาที่ดีที่สุดอาจจะไม่มีอยู่จริง หรือถ้ามี ก็อย่างว่า บางคนก็ชอบร้อน ชอบฝน ชอบหนาว ไม่เหมือนกัน

แต่สำหรับผมเองคิดว่า ณ เวลานี้ที่ซึ่งเราผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรค ได้พบแสงแดดอุ่นๆ สูดลมหายใจเมื่อใดก็รู้สึกชื่นถึงหน้าหนาว เท่านี้ก็ดีเพียงพอแล้วล่ะครับ

หวังว่าทุกท่านจะค้นพบและรู้สึกถึง “ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นของปีนี้หรือเวลาไหนๆ นะครับ

อรุโณทัยฉบับเดือนพฤศจิกายน สู้น้ำท่วม

“อรุโณทัย” เป็นสื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ผมจัดทำขึ้น ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 9 นำเสนอเรื่องหลักประจำฉบับเรื่อง”Why Workshop?” การเข้าถึงโยคะผ่านการเวิร์คช็อป ติดตามได้ที่นี่

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่นี่ http://www.mediafire.com/?mr0se04ywshjulj

หรือเข้าไปอ่านได้ที่ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai9_nov2011

“อรุโณทัย” ฉบับใหม่ประจำเดือนตุลาคม “โยคะได้ แม้ไร้เสื่อ”

“อรุโณทัย” เป็นสื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ผมจัดทำขึ้น ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 7 นำเสนอเรื่องหลักประจำฉบับเรื่อง “yoga on and off the mat” โยคะได้แม้ไร้เสื่อ

สนใจอ่านสามารถ…

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่นี่ http://www.mediafire.com/?8084l14hbtaap9o

หรือเข้าไปอ่านได้ที่ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai7_oct2011

“อรุโณทัย”ฉบับ “ให้โยคะบำบัด”

ขอเชิญดาวน์โหลด “อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 7 นำเสนอเรื่อง “พลังแห่งการเยียวยาของโยคะ” YOGA HEALING: http://www.mediafire.com/file/mxxco83cflojmv5/arunothai7_sep2011.pdf

และคลิกอ่านได้เลยบนลิงค์ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai7_sep2011

นาทีญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาชีวิตผมมีอันได้ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจนสองงาน

ในยามบ่ายผมไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในอาคารสูงแถวถนนวิทยุเพื่อทำงาน เนื่องจากมีงานที่จะต้องเขียนแนะนำร้านอาหารที่ว่าให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เรื่องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นสำหรับผมหรือคนไทยคนไหนๆ ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่จากมื้ออาหารอันหลากหลายที่ได้ชิมของร้านแห่งนั้นก็มีอันให้รู้สึกว่า อาหารญี่ปุ่นเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ บางทีไม่ต้องปรุงรสหรือผ่านการปรุงเลยด้วยซ้ำ เช่น เมนูซาชิมิหรือซูชิที่คนไทยเองก็ชอบรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบหรือปลาดิบ จิ้มโชยุและแกล้มวาซาบิ หรือหลายเมนูเช่น เนื้อวัวโกเบก็แค่แล่เป็นชิ้นบางๆ แล้วก็ลนไฟไม่สุกจนเกินไป

ความอร่อยและรสชาติอีกอย่างที่สำคัญของอาหารญี่ปุ่นนั้นคือ “การรับประทานผ่านทางสายตา” คือการเสพสุนทรียะและรสชาติผ่านการจัดวาง สีสันของข้าวปลาอาหาร ตลอดจนภาชนะที่มักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดี มีลวดลายที่ใช้รูปลักษณ์และเรื่องราวของฤดูกาลและธรรมชาติมาสร้างสรรค์

พอเสร็จจากการทำงานระหว่างมื้ออาหาร สายฝนในยามบ่ายก็เทกระหน่ำลงมาพอดี ยังดีว่าเราแค่เพียงเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิตไปสถานีชิดลมแค่ป้ายเดียว จุดหมายต่อไปคือการไปร่วมงานเปิดตัวร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น- UNIQLO ที่เพิ่งมาเปิดร้านใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของตนเองขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ โดยในวันนั้นเป็นแค่งานเปิดตัวที่เชิญแขกและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเท่านั้น

ผมเองนั้นไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอย่างชาวบ้านคนอื่นๆ เขาตรงๆ อาศัยว่าพอจะเขียนคอลัมน์เขียนบล็อกและเคยทำข่าวมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็น “แฟนพันธุ์แท้” เสื้อผ้าแบรนด์ยูนิโคล่มานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังไม่เข้ามาในบ้านเราก็เลยอาศัยใบบุญที่ว่าขอเข้าไปสังเกตการและร่วมงานเปิดตัวด้วย

เย็นวันนั้นในงานซึ่งจัดที่ชั้นหนึ่งตรงลานสเก็ตช์ของห้าง ทำเป็นเหมือนกรอบยาวๆ และพรมแดงที่ล้อมคนเข้าร่วมงานเอาไว้ สังเกตว่าบรรบยากาศคึกคักมาก มีผู้คนในแวดวงต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันจำนวนมาก ผมเองคิดว่าหลายๆ คนคงคิดและรอคอยการมาถึงของเสื้อผ้าญี่ปุ่นยี่ห้อนี้เหมือนกัน

ยูนิโคล่นั้นโดดเด่นตรงการทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยคุณภาพที่ค่อข้างดี (จนถึงดี) ในราคาถูกหรือแบบประหยัดๆ ใส่ใจในกระแสแฟชั่น แต่ไม่หวือหวาจนเกินไป นอกจากนี้ยังออกแบบและมีการทำการตลาดที่ดีโดยใช้สโลแกนของทางร้านว่า “เสื้อผ้าสำหรับทุกคน” (Made for all)

จนเมื่อการเปิดงานโดยผู้บริหารและทีมงานญี่ปุ่นขึ้นไปบนเวที มีการเดินแบบกันอย่างย่อมๆ ของบรรดาพรีเซนเตอร์ยูนิโคล่ทั้งหกคน สาเกในกล่องไม้ขนาดพอเหมาะมือก็ถูกรินให้แขกแต่ละคนหยิบเอามาดื่ม “กัมปาย” ไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นแต่ละคนก็ทยอยเดินขึ้นไปบนร้านที่อยู่ชั้นบนเพื่อเปิดการช็อปปิ้งสำหรับทุกคนที่ไปร่วมงานในวันนั้นเป็นการ Pre-sale แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงิน และการช็อปฯ รอบพิเศษก็เป็นไปอย่างคึกคัก

ไม่อยากจะคิดเลยว่าในวันรุ่งขึ้นและอีกสองสามวันถัดไป ซึ่งเป็นวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ (9-11 กันยายน) จะมีผู้คนเนืองแน่นมาที่ร้านของยูนิโคล่สาขาแรกในประเทศไทยถึงเพียงไหน เพราะกระแสโปรโมชั่นให้กับ 1,000 คนแรกที่แม้จะไม่ซื้อของแต่มาต่อแถวเข้าร้านก็จะมีของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้ามอบให้

แค่เพียงบ่ายถึงเย็นในวันเดียวกันก็มีเรื่องที่จะต้องข้องเกี่ยว เกี่ยวพันและมองเห็นความเป็นไปของกระแสญี่ปุ่นที่แทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของคนไทย แม้แต่ในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่มและไม่เพียงเข้ามากันอย่างแผ่วเบา แต่ค่อนข้างจริงจังและอึกทึกคึกโครมมากทีเดียว

นี่คือเรื่องของโลกาภิวัตน์ ที่เราหรือญี่ปุ่นจะอยู่แต่เพียงลำพังในบ้านของเราเองฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไปในนาทีที่สรรพสิ่งเคลื่อนไหว…

กาแฟหลายแก้วกับวิชากาแฟ (อีกสักหน)

เมื่อประมาณสองปีก่อนเห็นจะได้ ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเรียน “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นเป็นหนแรกที่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟ พร้อมกับลงมือปฏิบัติ แม้จะเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและชื่อหลักสูตรบอกไว้ว่าเป็นการอบรมกาแฟสำหรับเกษตรกรก็ตาม แต่ก็ได้น้ำได้เนื้อและได้วิชาความรู้ความสนุกสนานในเรื่องราวหลากหลายและรสชาติอันหลั่งล้นบนเส้นทางสู่ความใฝ่ฝัน (ของผม) ที่ว่า “อยากจะเปิดร้านกาแฟ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากลงชื่อไว้ในกิจกรรมเปิดการฝึกอบรมสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ก็ถึงกำหนดของการฝึกอบรมวิชากาแฟครั้งที่สองของผม และคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบๆ เต็มวันที่บริษัท รีเทลลิงค์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซีพีออลอีกทีหนึ่ง และกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นการฝึกอบรมแบบไม่คิดมูลค่าเพราะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ

สายวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาแสงแดดเจิดจ้าไร้เมฆฝน เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้การเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่บริษัทฯ ตรงถนนวิภาวดีรังสิต 62 เป็นไปด้วยความพร้อมและเบิกบาน แม้ว่ากาแฟแก้วแรกที่จิบไปจากที่บ้านในตอนเช้าจะเข้มข้นไม่ถึงใจเท่าไรนัก

การอบรมกาแฟสร้างอาชีพโดยบริษัท รีเทลลิงค์ครั้งนี้แว่วจากเพื่อนๆ นักข่าวที่เคยรับรู้มาก่อนแล้วว่าได้รับความนิยมมากและมีการจองคิวขอเข้าฝึกอบรมเอาไว้ล่วงหน้า โดยมีรายชื่อยาวไปถึงสองพันคนที่รอจ่อคิวอยู่ และทุกๆ ครั้งของการจัด ทางบริษัทฯ ถึอเป็นกิจกรรมคืนกลับให้สังคม ไม่คิดสตุ้งสตังค์ผู้เข้าฝึก น่าเสียดายว่าแต่ละรอบแต่ละครั้ง รับคนเข้าฝึกอบรมได้เพียงหลักสิบเท่านั้น และในรอบที่ผมเข้าไปอบรมก็มีผู้เข้าร่วมราวๆ 30 คนเท่านั้น

ในวันนี้ก่อนที่จะได้ลงมือชงกาแฟสูตรต่างๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือจริงๆ เป็นเครื่องชงเอสเพรสโซหน้าตาบึกบึนกันจริงๆ ช่วงเช้าเป็นการบรรยายที่ออกรสออกชาติและให้แง่มุมแนวคิดที่ดีของการเปิดร้าน เข้าสู่ธุรกิจกาแฟโดยผู้บริหารระดับแถวหน้าของบริษัท ซีพีออลและรีเทลลิงค์ – คุณนริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ

คุณนริศมาเปิดเผยวิธีการปั้นธุรกิจร้านกาแฟ หรือแม้แต่บูธกาแฟเล็กๆ อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้แนะและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านกาแฟที่มิใช่เพียงแค่ “การได้ลงมือทำ” แต่ยังจะต้อง “ทำให้ได้” และ “ทำให้รอด” ร่ำรวยขึ้นมาได้จากธุรกิจร้านกาแฟ

ข้อแรกคือเรื่องของการเลือกหาทำเลเปิดร้านในย่านการค้าหรือแหล่งที่มีลูกค้าพลุกพล่าน และลูกค้ามีหลากหลายส่วน หรือที่เรียกว่า Segment ต่างๆ นอกจากจะมีเซ็คเม้นต์แล้วในเซ็คเม้นต์ที่เรามองเห็นนั้นก็จะต้องเป็น “กลุ่มลูกค้า” หรือ Target Marget ให้ได้ด้วย มิใช่ว่าเปิดร้านในทำเลที่มีคนเยอะแต่ไม่มีกลุ่มลูกค้าร้านก็คงจะไปไม่รอดเหมือนกัน

นอกจากนี้เรื่องของ “สินค้าและบริการ” หรือ Positioning ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วย โดยในกรณีนี้ถ้าหากสนใจจะเปิดร้านกาแฟ ก็จะต้องชงกาแฟและเครื่องดื่มเป็น ชงอย่างมีรสชาติ อร่อย สะอาด การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจ่ายของกลุ่มลูกค้าหลักก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกัน

“ทุกรุ่นที่มาอบรมและฟังผมพูด รู้เรื่องแบบนี้ไปหมดทุกคนแล้ว แต่ก็ยัง ‘เจ๊ง’ ทำแล้วไปไม่รอด เพราะการตัดสินใจชั่ววูบ หรือเพราะมีอะไรบังตาก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจแบบนั้นหรือเลือกทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าด้วยการวิเคราะห์ตามที่ได้อบรมไปแล้ว” คุณนริศกล่าวแบบติดตลก

หลังมื้ออาหารกลางวัน อาจารย์วิชากาแฟบอกว่าให้ทุกคนรีบทำเวลา ออกไปดูร้านกาแฟสร้างอาชีพซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่คุณนริศปลุกปั้นและควบคุมดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดคือ ร้านกาแฟรีเทลลิงค์ ที่ตั้งอยู่ปากซอยวิภาวดีฯ 64 ไปดูเพื่อให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตั้งใจทำ ไม่ได้ขายกาแฟแพง แต่ทำอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้หลักการการตลาดเข้ามาจับ ทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยมีรายได้เป็นผลกำไรเดือนละแสน ทั้งๆ ที่ขายกาแฟแก้วละ 25-  -30 บาทเท่านั้น

พอกลับมาจากการทัศนศึกษาร้านกาแฟจริงๆ แค่เพียงในซอยถัดไป ทุกคนก็กลับมาหึกเหิมอยากจะฝึกหักชงกาแฟสูตรต่างๆ ทั้งกาแฟร้อนและกาแฟเย็น 4 ชนิดด้วยกัน ในเบื้องต้นนั้นวิทยากรได้แนะนำส่วนประกอบหลักต่างๆ ของเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่วางอยู่ต่อหน้า การทำงานของเครื่อง เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชงต่างๆ จากนั้นบาริสต้าหรือผู้ชงกาแฟประจำร้านรีเทลลิงค์ก็แสดงวิธีการชงกาแฟร้อนเอสเพรสโซหนึ่งแก้วเล็กหรือหนึ่งช็อต ซึ่งถ้าจะให้ได้กาแฟเข้มข้นชนิดนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดปริมาณ 8 กรัม ใช้ความร้อนของน้ำในเครื่องชงที่ 94 องศาเซลเซียส เปิดเครื่องชงผ่านหัวชงกาแฟหรือว่า Group head เป็นเวลา 25- 30 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา ก็จะได้กาแฟเอสเพรสโซที่มีฟองครีมาสีทองขนาดสองออนซ์ เรียกว่า Perfect Shot เหมาะสำหรับการชงผสมนมสด นมข้นหวาน นมจืดออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟร้อนเย็นอีกสารพัดเมนู เช่น คอฟฟี่ แมคคีอาโต คาเฟ่ลาเต้ แคปปูชิโน ฯลฯ

การเข้าห้องเรียนวิชากาแฟ ได้ทดลองชิมกาแฟทั้งลาเต้ร้อนและกาแฟเย็นที่บดและลงมือชงเองในการอบรมวันนี้เป็นทั้งรสชาติที่ปลุกเร้าและความสนุกที่กระชับรวบรัดดีสำหรับผม ขณะเดียวกันก็เป็นการค่อยๆ ทยอยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพฝันอันล่องลอยของความคิดฝันส่วนตัวที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…ในวันหน้า