lostnfnd

หลายวันก่อนผมเดินทางไปอินเดียบนเส้นทางพุทธคยาไปพาราณสี ขากลับนั่งเครื่องจากพาราณสีไปต่อเครื่องกลับเมืองไทยตอนตีหนึ่งเศษๆ ที่สนามบินนิวเดลี

พอกลับถึงบ้านเราที่สุวรรณภูมิตอนเจ็ดโมงกว่า กว่าที่จะเดินผ่านออกมาที่แท่นหมุนให้รับกระเป๋าเดินทางคืนก็ใกล้จะแปดโมงเช้า

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นจริง เพราะในกลุ่มที่เดินทางไปพร้อมกันราวยี่สิบคน มีคนทั้งหมดที่โหลดกระเป๋าเข้าไปพร้อมกันกับผมสิบห้าคน (เท่ากีับกระเป๋าในกลุ่มเดินทางเดียวกันมีสิบห้าใบ) ผลปรากฏว่ามีกระเป๋าเดินทางสีเทาใบย่อมๆ ของผมใบเดียวที่ไม่โผล่หน้าออกมาจากนิวเดลีด้วย โดยไม่ทราบว่าตกค้างไปไหนหรือมีมือดี (ที่ประสงค์ร้าย) แอบฉกออกไปนอกสนามบินตอนที่เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้วก็ไม่ทราบได้

ผลก็คือผมต้องเดินไปแจ้งว่ากระเป๋าหายที่เคาน์เตอร์ของการบินไทย (ทำให้งงๆ เพราะผมไม่ได้เดินทางกับการบินไทยสักหน่อย) แต่ก็นั่นล่ะ เขาว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของการบินไทย

เจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผม ขอรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของกระเป๋า ของรายละเอียดการติดต่อกลับ แล้วก็ออกเอกสารให้ผมใบหนึ่งบอกว่าถ้าหากกระเป๋าจะหาเจอที่อินเดีย มันก็จะเดินทางกลับมาพร้อมกับเครื่องไฟล์ทถัดไปนั้นก็คือเวลาบ่ายโมงครึ่งของวันนั้น แล้วยังไงเจ้าหน้าที่จะติดต่อผมไปอีกที และถ้าหากไม่โชคซ้ำกรรมซัดจนเกินไป หากระเป๋าเจอแล้วเขาจะจัดส่งไป พามันเดินทางมาคืนให้ถึงที่บ้านเลย

เหตุการณ์วันนั้นก็เลยเปิดโอกาสให้ผมได้ใช้บริการขนส่งมวลชนกลับบ้าน เพราะไม่ต้องมีกระเป๋าเดินทางพะรุงพะรัง ก็แค่เดินตัวปลิวออกจากสนามบินไปขึ้นรถตู้ออกจาสุวรรณภูมิ จ่ายไปแค่สามสิบห้าบาท (ถ้านั่งแท็กซี่ก็ไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบ)

เคยกระเป๋าเดินทางหายและต้องไปติดต่อแผนก “ลอสต์ แอนด์ ฟาวน์” เหมือนผมกันไหมครับ?

ผมว่ากระเป๋าไม่ยอมโผล่หน้ากลับมาบ้านด้วยตอนขากลับนั้นท่าจะดีกว่ากระเป๋าหายสาปสูญตอนที่เราไปถึงบ้านอื่นเมืองอื่นโดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรม และคงจะยากกว่ามากในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทท้องถิ่นของสนามบินหรือสายการบินในประเทศอื่น (ท่าจะเมื่อยมือมากกว่า)

แต่ที่ผมใจไม่ดีคือกระเป๋าผมดันไม่ยอมกลับมาจากอินเดียที่สนามบินนิวเดลีด้วยนี่สิ…อินเดียนะครับอินเดีย ใครจะอยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับตัวเองเมื่อต้องข้องเกี่ยวกับอินเดียในการเดินทาง เพราะความที่เขาเป็นประเทศใหญ่คนเดินทางก็เยอะ ของก็เยอะ

น้องคนหนึ่งที่ใช้นามว่าสนุกประเทศบนบล็อกเวิร์ดเพลสแห่งนี้ รู้ข่าวเข้าก็มาแสดงความยินดีกับผม (เฮ้ย ผิดไปเปล่า?) บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกพี่ ได้คืนแน่นอน ของผมก็เคยหาย ไม่ยอมกลับมาจากอินเดียมาแล้วตอนที่กลับจากเนปาล สามวันก็ได้คืน…

ถึงจะมีคำปลอบโยนจากหลายแหล่ง แต่ผมก็ค่อนข้างจะทำใจที่จะพบกับความซวย (ความสูญเสียหาย)เอาไว้แล้ว แต่หลังจากนั้นวันสองวันผมก็เฝ้าติดต่อกลับไปที่การบินไทยว่าเจอกระเป๋าผมหรือยัง และทางโน้นเองก็พยายามจะติดต่อบอกข่าวให้ผมรับรู้อยู่ว่า “กำลังหาให้อยู่นะคะ ยังไม่เจอเลยค่ะ” ก็ทำให้ชื่นใจดี แม้จะยังไม่มีข่าวดีก็เถอะ

แล้วในที่สุดพอถึงวันที่สี่ของการรอคอย กระเป๋าผมก็หาเจอและเดินทางกลับมาแล้ว ทางการบินไทยแจ้งข่าวมาและบอกว่าจะเอาเข้่ามาส่งให้ถึงที่บ้านตามสัญญา

โอ มันช่างประเสริฐจริงๆ ครับกับประสบการณ์ที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเจอ และไม่คิด ไม่อยากจะเจออีกเลยในทุกการเดินทางครั้งใดๆ

สารคดีท่องเที่ยวเรื่อง “Charming Pondy กรุ่นกลิ่นครัวซองต์แดนโรตี” เรื่องล่าสุดของผมครับ

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Living etc ฉบับเดือนตุลาคม 2552 หน้า 170 – 175

 

ลองหาอ่านกันดูนะครับ!2

1

เคยคิดถึง “ความตาย” กันไหมครับ?

ผมไม่ได้จงใจจะมาพูดมุขเศร้าหรือชวนให้ถกคิดสนทนาเรื่องความตาย แต่เนื่องเพราะบ่ายวันนี้ผมเพิ่งมีโอกาสได้เปิดดู DVD เรื่อง The Departures  (ชื่อภาษาญี่ปุ่นของหนังเรื่องนี้คือ Okuribito) หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์จากประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2009

ผมดูหนังเรื่องนี้ที่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับความตายชัดๆ เห็นๆ แต่ทำไมผมกลับไปคิดถึง หรือรู้สึกได้ถึง “ความรัก” จากหนังเรื่องนี้ก็ไม่ทราบ

ภาพนี้คือภาพจากโปสเตอร์ของหนังครับ ตัวเอกเป็นชายหนุ่มผู้มีฝีมือในการเล่นเชลโล่

1

photo_02_hiresg21depart

The Departures เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่เคยคิดอยากจะเอาดีทางการเล่นเชลโล่ในวงออร์เคสตร้า แต่แล้วเมื่อวงถูกยุบ เขาและภรรยาก็เลยต้องกลับไปอยู่ที่บ้านในต่างจังหวัด แม่ของตัวพระเอกเสียชีวิตไปแล้วทิ้งเอาไว้แต่บ้านและร้านกาแฟเก่าๆ ที่ปิดไปแล้วเอาไว้ให้ทั้งคู่กลับไปอยู่อาศัยได้ ส่วนพ่อนั้นพระเอกบอกเล่าว่าทิ้งเขาและแม่ไปตั้งแต่เขาอายุ 6 ปีและเหมือนเป็นบาดแผลที่ลึกสำหรับตัวเขา ซึ่งทำให้เขาจดจำใบหน้าของพ่อไม่ได้ รู้แต่ว่าเขาต้องฝึกเชลโล่มาตั้งแต่เข้าอนุบาลเพราะพ่ออยากให้เขาเล่น

พระเอกมองหางานใหม่ทำเพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว จนจับพลัดจับผลูได้เข้าไปทำงานในบริษัทบริษัทหนึ่ง ซึ่งเขาเองเข้าใจว่าเป็นบริษัททัวร์นำเที่ยวทำนองนั้น จนเมื่อได้งานแล้วถึงได้รู้ว่างานที่ตัวเองจะต้องทำ (ร่วมกับคุณลุงเจ้าของบริษัท) ก็คือการเป็น “นักจัดการศพ”

หนังเรื่องนี้เปิดเผย “ความงดงาม” และพิธีการที่พิถีพิถันของการจัดเตรียมศพให้อยู่ในสภาพสวยงาม เรียบร้อย ก่อนถึงวาระสุดท้ายที่แท้จริง นั่นก็คือการเผาศพ เพื่อให้คนที่รักที่เหลืออยู่ได้ร่ำลาและมองเห็น “ความงดงาม” เป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนจะอำลาจากกันชั่วนิรันดร์

หนังเรื่องนี้ในมุมมองของผมไม่ได้พูดถึงเรื่องความตายโดยตรง แต่จริงๆ น่าจะพูดถึงเรื่องของความรักมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เป็นความรักของเพื่อนร่วมงาน ความรักในวิชาชีพที่มีเกียรติ แม้ว่าเขาจะทำงานกับศพ แต่ก็เป็นงานที่สุจริต ความรักของพระเอกกับภรรยา ซึ่งกำลังจะให้กำเนิดลูกน้อย ความรักระหว่างเพื่อนบ้าน (คุณป้าที่ทำโรงอาบน้ำ) และสุดท้ายความรักของเขาเองกับพ่อที่ไม่รู้ว่าทิ้งเขากับแม่ไปอยู่เพียงลำพังจนวาระสุดท้ายด้วยเหตุใด

ผมไม่แปลกใจที่ได้รู้ (ภายหลัง) ว่าหนังเรื่องนี้ดีเด่นถึงกับได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม เพราะหนังของเขาดีจริงๆ ครับ ทั้งภาษาภาพและการเล่าเรื่องที่เป็นญี่ปุ่นดีเหลือเกิน แต่ก็มีความเป็นสากลที่แตะต้องสัมผัสจิตใจในส่วนลึกของมนุษย์เราทุกคน

เมื่อความตายมาถึง คนเราอาจมองว่าเป็นเรื่องที่น่าโศกเศร้า แต่ความตายนั้นใช่เพียงการจากพราก แต่คือการเริ่มต้นของการออกเดินทางสู่วิถีที่แท้จริง (Departure) มากกว่าสิ่งอื่นใด

ปกติแล้วเราคนไทยเวลาร่ำลาหรือขอพรจากผู้ใหญ่มักจะได้รับคำอวยพรว่า “ขอให้อยู่ดี มีความสุข ไม่เจ็บไม่ไข้” (ส่วนจะมีคำว่าขอให้ร่ำขอให้รวยด้วยหรือเปล่านั้นก็แล้วแต่)

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ข้อนี้เป็น “พุทธพจน์” ซึ่งเราในฐานะพุทธบริษัทต่างเคยรับรู้กันมาถ้วนทั่ว

แต่การเกิดมาเป็นคนนั้นยากแท้ที่จะประคับประคองตัวเองให้อยู่ในฐานผู้มีสุขภาพดีและมีความสุข (หมายถึงมีสุขภาพจิตดี) ได้ด้วยตลอดเวลา

……………………………………..

พลอย จริยะเวช คอลัมนิสต์คนเด่นคนดังในวงการนิตยสารเมืองไทยในฐานะกูรูด้านไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยว เป็นผู้หนึ่งที่ประสบภาวะ “ไม่สมดุลย์” ของชีวิต จากการใช้ชีวิต ความป่วยไข้หลายอย่างที่เธอเองสลัดไม่ออก (เช่นอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง) ปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่ม ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เมื่อนึกได้และได้เหลียวแลตัวเองในกระจกเมื่อเช้าวันหนึ่ง พลอยจึงตัดสินใจที่จะค้นหาและลงมือทำในสิ่งที่เรียกว่า “การอยู่ดีมีสุข” หรือ HAPPY&HEALTHY ด้วยตัวเองเธอ โดยไม่เสียเวล่ำเวลารอคำอวยพรหรือสวรรค์บันดาลจากใครคนใดคนหนึ่ง จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปราวสักสองปีของการดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน การกินขนมนมเนยที่โปรดปราน การออกกำลังกายที่ชอบและการรักษาตัวเองด้วยวิธีการทางเลือกต่างๆ เช่น การฝังเข็ม เธอก็พบว่าน้ำหนักตัวหายไปถึง 15 กิโลฯ ได้

…และที่สำคัญก็คือการมีชีวิตที่มีสุขภาพและมีความสุขได้อย่างที่ต้องการ ด้วยการใช้วิธีการที่ผสมผสาน มิใช่การโหมออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง การอดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือการตะบี้ตะบันกินยาลดความอ้วนเพียงเพราะอยากผอมแต่เพียงอย่างเดียว

ทางเดียวที่พลอยเลือกและทำคือ การดูแลตัวเองอย่างมีความสุข เพื่อที่บั้นปลายของผลก็คือการที่ตัวเราเองจะมีความสุขกับมีสุขภาพดี

เธอบอกว่าเป็นการดูแลสุขภาพด้วยวิธีการอย่างบูรณาการหรือการใช้องค์รวมนั่นเอง นั่นคือการไม่ได้ปฏิเสธหนทางแห่งการมีสุขภาพดีและเป็นสุขวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ใช้วิธีทดลองทำ คัดกรอง และลงมือทำในสิ่งที่เหมาะสม พอเหมาะ พอควร และพอดีกับตัวเราเอง

……………………………………..
ผมได้นำเอาที่มา (ที่ค่อนข้างไม่ได้ลงรายละเอียด) ของหนังสือลำดับที่ 13 ของพลอย จริยะเวชกับสำนักพิมพ์บลิสในชื่อ “Happy&Healthy” มาฝากผู้อ่านบล็อก ByTheWay ในเดือนตุลาคมนี้ก็ด้วยหวังว่าผู้ที่ประสบปัญหาภาวะไม่มีความสุข สุขภาพไม่ดี จะมีแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาขยับแข้งขยับขาลงมือสร้าวทำความเปลี่ยนแปลงให้ร่างกายและจิตใจตัวเองสอดประสานจนสามารถค้นพบความสุขและความพึงพอใจได้ด้วยตัวเอง (เหมือนอย่างที่พลอยทำได้มาแล้ว)

10729_134769196646_564986646_2923755_1122321_n

โฉมหน้าหนังสือเล่มที่ว่า สีสันจัดจ้านสวยงามทั้งข้างนอกข้างใน เนื้อหามีคุณค่า อ่านสนุก สนนราคา 385 บาท

พลอย จริยะเวช ในลุคสาวไซส์ S ที่มีความสุขขึ้น (ขออนุญาตดึงภาพมาจาก Facebook ของพลอยตรงนี้เลยนะครับ)

10729_136018656646_564986646_2938340_4023333_n

8929_1174886586007_1643344986_30438786_18438_n

พลอย จริยะเวชในบทสัมภาษณ์โดย “หมวย ตั้งเจริญมั่นคง” The Nation 29 Sep. 2009

……………………………………..

การมีชีวิตที่ดีมีความสุขนั้น สำหรับผมเห็นว่ามีเคล็ดลับอยู่เพียงประการเดียวครับ นั่นคือ คำว่า “สุขภาพดี ไม่มีขาย อยากได้ (อยากมีอยากเป็น) ก็ต้องลงมือทำเอา”

คุยๆ กันมาแป้บๆ ก็ผ่านมาถึงเดือนที่สิบบนหน้าปฏิทินแล้ว

ขอให้มีความสุขและได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพนับแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นปี และต่อๆ ไปครับ

http://www.nationmultimedia.com/2009/09/29/book/book_30113322.php

เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกๆ เช้าที่ผมมีเวลา ผมมักจะเข้าไปอัพเดท เช็คข้อความที่เว็บทวิตเตอร์ของตัวเอง แล้ววันนี้ก็ได้เห็นข้อความของเจ้านิ้ว รุ่นน้องคนหนึ่งเขียนว่า ท้ายเว็บไซต์ของพระไพศาลมีคำว่า…

“All Rights ไม่ Reserved”

(ลายมือของพระไพศาล วิสาโลที่ผมใช้สิทธิ์ของการไม่ Reserved ดึงมาแปะโพสต์จากเว็บฯ ของท่าน)

ps01ผมรู้จักพระไพศาล วิสาโลในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์นักคิดนักเขียนและนำเสนอ “ธรรมะ” ที่เป็นเหมือนคุณากรอันส่องทางสว่างให้แก่ผู้คนอย่างเราๆ ที่ยังติดอยู่ในวังวนของความรักโลภโกรธหลงมานานแล้ว ทั้งยังเคยไปฟังหลวงพี่เทศนาธรรมยามที่ท่านเข้ามาเทศนาในกรุงเทพฯ บางแห่ง (เช่นที่บ้านอารีย์) นอกจากนั้นก็ติดตามอ่านข้อเขียนของท่านทางหน้านิตยสารสารคดีบ้างหรือตามหนังสือเล่มของท่านบ้างตามวาระและโอกาสที่ได้ประสบ

ต้องขอบคุณนิ้วที่แนะนำเว็บไซต์ธรรมะดีๆ ร่วมสมัยของหลวงพี่มาให้ได้อ่านเป็นบุญตาดีเหลือเกิน คราวนี้จะได้มีที่ทางให้เขาไปติดตามอ่านและชมความเคลื่อนไหวของพระนักคิดนักปฏิบัติท่านนี้ได้โดยสะดวก

ธรรมะนั้นเปรียบประดุจแสงสว่าง อันขับไล่ความมืดออกจากจิตใจเรา และแสงสว่างนำพาชีวิตเราไปในทางที่ถูกที่ควร

อันเป็นไปเพื่อการสละ ละวาง ไม่ยึดติดกระทั่งตัวตน

ประสาอะไรกับลิขสิทธิ์ของ “ข้อเขียน”

อย่าลืมเข้าไปอาบสายตากันให้สว่างด้วยธรรมะกันที่เว็บฯ นี้นะครับ…

 รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org

…ยังไม่ค่อยมีเรื่องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนและอัพบล็อกสักเท่าไรพักนี้

ก็เลยขอถือโอกาส พักชมโฆษณา “หนังสือเล่มใหม่” ของผมที่กำลังจะเสร็จในราวเดือนหน้า (ตุลาฯ) นี้แล้วนะครับ

รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ราคาเท่าไหร่ น่าอ่านมากน้อยแค่ไหน ขอขยักเอาไว้มาคุยกันยาวๆ อีกที

…ตอนนี้ไปชม (ว่าที่) หน้าปกหนังสือของ “วิถีฟรีแลนซ์” กันก่อนดีกว่า…

layout_freelance

25048162_ffbc269bc4_oเช้าวันนี้มีเวลา 1 – 2 นาทีกันไหมครับ

ผมมีอะไรมาฝาก…

ไปฟัง “นกทำเพลง” กันดีไหมครับ…

(ชอบลิงค์ไหนก็เลือกเข้าไปชมกันได้เลย)

http://www.paulopinto.com/video/ppmusica.html

http://www.youtube.com/watch?v=LoM4ZZJ2UrM

http://video.msn.com/video.aspx?mkt=th-TH&vid=a73a494e-c117-4c5a-94e0-ac7116177bb2

การมีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก อยากจะทำ ทำแล้วมีความสามารถ ให้คนสนุกและมีคนรักได้ย่อมเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

เรื่องราวทั้งหมดนี้เราอาจจะเหลียวมองหรือเรียนรู้ได้จากความเป็นไปของวัยรุ่นหนุ่มสาว (อายุ 18 – 25 ปี) จำนวน 12 คนที่อาสามาเปลื้องเปลือยอารมณ์ ความสามารถ ความรัก ความผูกพัน มิตรภาพ การต่อสู้ฝ่าฟัน การค้นหาความฝันและการค้นพบความจริงของพวกเขาต่อหน้าผู้ชมตลอด 24 ชั่วโมงทางหน้าจอทีวีตลอดระยะเวลาสามเดือน

…อะคาเดมีแฟนเตเชีย…คือชื่อของเส้นทางสู่ดวงดาวของพวกเขาในนาม AF6

banner

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน กรุณาฟังคำชี้แจงก่อนที่จะอ่านเรื่องต่อไปนี้ของผมนะครับว่าผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับกิจกรรมหรือโครงการนี้ ไม่ได้เห็นด้วยกับบริษัท ทรู ในการทำโครงการนี้ขึ้นมาให้เด็กวัยรุ่นเรือนหมื่นคลั่งไคล้แห่แหนมาสมัครเพื่อให้ได้รับการคัดเลือกมาอยู่ กิน ฝึก ร้อง ถูกเทรนในการร้องเพลง การเต้น การแสดงออก และแน่นอนผมไม่เคยร่วมโหวตให้กับหนุ่มสาวนักล่าฝัน (ในซีซั่นนี้)

แต่ที่ผมอยากจะเขียนถึงก็เพราะว่ามีโอกาสติดตามคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาในหลายสัปดาห์ที่มีการถ่ายทอดภาพการแสดงคอนเสิร์ตของ AF6 สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ติดตามมาในฐานะที่เป็นรายการเพื่อความบันเทิงโดยอิงอยู่กับความเป็นจริง (การแสดงความสามารถจริงๆ ของคน ความสุขทุกข์ดีใจเสียใจ และการเป็นการแสดงสด)

เมื่อติดตามชมมาหลายสัปดาห์เข้าก็อดร่วมอดลุ้นไปกับคนอื่นๆ ไม่ได้ว่าเราชอบน้องคนนี้ คนนั้นแสดงเก่ง คนนี้หน้าตาหน่วยก้านดี คนนี้ร้องเพลงเก่ง มีความสามารถ หรือแม้แต่คนที่มาเป็นคอมเมนเตเตอร์คนนั้นพูดจาดี คนนี้วิจารณ์ไม่ได้เรื่อง ฯลฯ

หนึ่งในม้ามืดนอกสายตามที่ผมไม่ได้ชื่นชอบการแสดงหรือการร้องเพลงของเธอแต่แรกก็คือ “ซานิ” หมายเลข6 หรือเรียกว่า V6 แต่พอได้ดูคอนเสิร์ตหลายๆ สัปดาห์ก็รู้สึกว่าสาวห้าวๆ แต่ก็ยังมีแง่มุมของความเป็นผู้หญิงคนนี้ มีน้ำเสียงที่ดี ร้องเพลงเก่ง แสดงคอนเสิร์ตเก่ง ดูไปดูมาก็เลยอดร่วมลุ้นไปกับกองเชียร์ของเธอไปด้วยว่า เธอน่าจะไปถึงตำแหน่ง “สุดยอดนักล่าฝัน”

ที่สำคัญที่คนอื่นๆ ร่วมลุ้นให้ซานิ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองคนที่เป็นผู้หญิง (ในสี่คนสุดท้าย) เอาชนะจากผลการโหวต (ป๊อปปูลาร์โหวต) ให้ได้ก็คือว่าปีนี้เวที AF น่าจะมีผู้ชนะที่เป็นผู้หญิงกับเขาบ้างเสียที เพราะห้าปีที่ผ่านมาผู้ชนะก็ล้วนแต่เป็นผู้ชาย

ในที่สุดเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาผลการโหวตก็ปรากฏว่า “ซานิ” คว้าตำแหน่งสุดยอดนักล่าฝันประจำซีซั่นนี้ไปได้ตามคาดหมาย

ถามว่าผมรู้สึกเช่นไรกับชัยชนะของซานิ…

จริงหรือที่ซานิได้รับการโหวตให้ชนะได้ด้วยความเป็นผู้หญิงและเป็นแชมป์ปีแรก ผู้หญิงคนแรกของเวทีเอเอฟ

ใช่ว่าผมจะไม่ได้มองเห็นว่า (ความจริง) ซานิเป็นผู้หญิงนะครับ เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก มีความเป็นธรรมชาติ และเก่งมากๆ ด้วย

แต่ใครเลยจะปฏิเสธว่าซานิมีความเป็น “แมน” หรือผู้ชายเจืออยู่ในการแสดงออก ในท่าทางของเธออยู่ไม่น้อย เธอแสดงออกไม่เหมือนผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ดูแก่น เท่ ซน แบบเด็กผู้ชายมากกว่า

ดังนี้แล้วเราจะบอกว่าเวทีเอเอฟมีผู้หญิงเป็นแชมป์กับเวทีอื่นๆ บ้างนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นแชมป์ผู้หญิงที่มีความเป็นชายรองพื้นเอาไว้อย่างแน่นหนาและดึงดูดใจผู้ชม (โดยเฉพาะเด็กสาวและผู้หญิง) ได้ไม่น้อยกว่าปีที่มีหนุ่มๆ ได้ตำแหน่งแชมป์ไปเพราะแม่ยกหรือแผนคลับสาวๆ คอยโหวตให้อย่างท่วมท้น

090920fp532060

…แต่ว่าเพศสภาพจะเป็นอะไร ชายหรือหญิง ชายจริงหรือหญิงแท้กี่เปอร์เซ็นต์ เราจะไปสนใจทำไมให้มากความ สู้มองกันที่ตัวตน ความสามารถในการแสดงออก การร้องและการทำความฝันของตัวเองให้เป็นความสุขได้ น่าจะเป็นสาระที่สำคัญกว่า

102807

ไม่เพียงแต่ชัยชนะของซานิ แต่เป็นทุกชีวิตที่รู้ว่าตัวเองฝันอะไรและกำลังต่อสู้ดิ้นรนไปบนเส้นทางสู่การไขว่คว้าความฝัน

ขอให้มีความสุขกับการลงมือทำเพื่อความฝันครับ…

banrimnam1banrimnam3flowersupstairup2chedi2banrimnam2

คุณชุมพล อักพันธานนท์ หรือ “พี่โกะ” ที่ผมรู้จัก ผู้เป็นโต้โผงานนี้พาล่องเรือชมคลองบางหลวงkoh

ผมเพิ่งกลับจากการเที่ยวชมล่องเรือคลองบางหลวงครับ นั่งเรือตอนสิบโมงหน่อยๆ ไปเรื่อยจนกระทั่งถึงคลองชักพระ ต่อด้วยคลองบางกอกน้อย ไปโผล่แม่น้ำเจ้าพระยาตรงแถววังหลังฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นพอผ่านวัดอรุณราชวรารามฯ และราชนาวีสโมสรก็วกเรือเข้าสู่คลองบางกอกใหญ่ (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าคลองบางกอกน้อยแต่มีวัดเยอะมาก) แล้วกลับถึงจุดเริ่มต้น…ซึ่งเป็น “บ้านริมน้ำ”

ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลที่ผมได้รับเป็นเอกสารมาและแผนที่เอาไว้ตรงนี้ เผื่อว่ามีใครสนใจอยากจะไปเที่ยวเล่น “บ้านริมน้ำ คลองบางหลวง” ในซอยจรัลสนิทวงศ์3 (ซอยวัดคูหาสวรรค์) ฝั่งตรงข้ามคือวัดท่าพระครับ

………………………………………….

“…คลองบางหลวง ย้อนอดีตแห่งราชธานีธนบุรี

                แม่น้ำเจ้าพระยา คือเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำภาคกลางของไทยมาแต่โบราณกาล ปริมาณน้ำมากมายมหาศาลที่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มารวมเข้าด้วยกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์  จากนั้นค่อยๆไหลเรื่อยลดเลี้ยวลงใต้ เมื่อใกล้ปากอ่าวไทย เจ้าพระยาก็แตกลูกออกหลาน เกิดเป็นลำคลองน้อยใหญ่นับร้อยๆ สาย คดโค้งแทรกตัวอยู่บนพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่แถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

                มีประวัติเล่าว่า ที่ราบลุ่มตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากอ่าวไทย ล้วนเป็นที่ตั้งชุมชนและทำเรือกสวนมาไม่ต่ำกว่า 600 ปี ตั้งแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในนาม ชุมชนบางกอก ชุมชนนี้ได้ขยายตัวอย่างจริงจังเมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราช โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงส่วนที่มีลักษณะโค้งคล้ายเกือกม้า ขึ้นในปี พ.ศ.2065 เพื่อย่นระยะทางการเดินเรือ ไม่ต้องอ้อมไกล นานเข้าคลองลัดกลายเป็นแม่น้ำ เจ้าพระยาไป ปัจจุบันคือช่วงวัดอรุณราชวราราม ถึงปากคลองบางกอกน้อย ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่ากลายเป็น คลองบางกอกน้อย

                ส่วน คลองบางหลวง หรือที่ภาษาราชการเรียกว่า คลองบางกอกใหญ่ คือส่วนตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงจุดที่ตั้งของป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือภายในมี พระราชวังเดิม ของพระเจ้าตากสินอยู่ เยื้องท่าเรือปากคลองตลาดในปัจจุบัน

 เหตุที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองบางหลวง นั้น มีข้อสันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวเนื่องกับการที่มีพระราชวังอยู่ปากคลองในสมัยกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าแผ่นดินคือ หลวง เมื่อมาอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่จึงกลายเป็น คลองบางหลวง ไปโดยปริยาย  กอปกรกับลำคลองสายนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมหลักของยุคสมัยนั้น จึงมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเจ้าขุนมูลนาย นิยมมาสร้างบ้านอยู่ริมคลองนี้ บาง ที่  หมายถึง ย่าน คลองนี้จึงกลายเป็น ย่านข้าราชการ ของหลวง ไป…นั่นก็อาจจะเป็นหนึ่งที่มาของชื่อคลองก็เป็นได้ 

คลองบางหลวงจึงเป็นแหล่งรวมของกลุ่มชนอันหลากหลาย มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและประเพณี   อาทิ ชาวมุสลิมได้ตั้งรกรากอยู่ที่

คลองบางหลวงมายาวนานกว่า 200 ปี ส่วนชาวจีนก็มีทั้งพ่อค้าวานิชและกุลีที่รับจ้างทำงานแบกหาม  

วันนี้  เมื่อท่านผ่านเข้าสู่ คลองบางหลวง สีลาชีวิตสองข้างสายน้ำจะทำให้ท่านรำลึกถึงความสงบงามของอดีตแห่งราชธานีธนบุรี  และ… ณ มุมเล็กๆแห่งหนึ่ง ท่านจะได้สัมผัสกับความสงบงามอันน่าประทับใจของสายน้ำที่  Artist House Art  Gallery Unique Handicraft 

………………………………………….

วันเสาร์ที่ ๑๙ เดือน ๙ กันยายน ปี ๒oo๙ ๙.oo เช้า

                อันเป็นวาระฤกษ์เปิดชมวิถีชีวิตที่มีกลิ่นอดีตและชีวิตปัจจุบันอยู่ด้วยกันได้โดยใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลาง

                บ้านศิลปิน คลองบางหลวง ตั้งอยู่ในชุมชนรุ่งเรืองในอดีตกาล สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่มีเมืองหลวงตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้

                 หลงเหลือเจดีย์ย่อมุมไม่สิบสองไว้อยู่ให้กราบไหว้บูชา ณ บริเวณบ้าน และกิจกรรมแห่งอดีตชีวิตคือการทำทองที่ทำกันแต่อดีต  กลุ่มศิลปินปัจจุบันได้รวมตัวกันสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งภาพเขียนและออกแบบเครื่องประดับโดยใช้อุปกรณ์ในอดีตกาลที่บ้านหลังนี้ทิ้งไว้ให้

เวลาแห่งการเปิดเข้าชมฟรี! ทุกวันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึง ๖ โมงเย็น ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายนนี้เป็นต้นไป

                กิจกรรมทุกวันแสดงภาพเขียน โปสการ์ดราคาถูก สมุดบันทึก งานออกแบบเครื่องประดับ และงานพิมพ์ภาพโบราณ หมุนเวียนกันทุกวัน…”

………………………………………….

mapการเดินทางเข้าได้ ๕ เส้นทางสะดวกมาก

๑.หากไม่ได้นำรถมา เข้าทางจรัญสนิทวงศ์ ซอย ๓ จะสะดวกสุด เข้าไปสุดซอยแล้วเดินข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้าย

๒.เข้าทางราชพฤกต้นทางเข้าสังเกตโรงแรมกรีนอินท์ หรือเบนย์ ๙๙

๓.เข้าทางเพชรเกษม ๒๘ ก็จะมาบรรจบกับถ. เข้าทางวัดคูหาสวรรค์ สู่ลานจอดรถ

๔.เข้าทางเพชรเกษม ๒๘ จอดรถที่วัดกำแพง

๕.มาทางเรือสะดวกที่สุด แต่คงต้องเหมาลำมา

www.klongbangluang.com

www.4toart.com

ในฐานะเป็นคนอีสานผมอดที่จะมีข้อสังเกตว่าภาษาอีสานกับภาษาอังกฤษนั้นมีคำพ้องเสียงพ้องความหมายกันอยู่หลายคำจนน่าแปลกใจ และหนึ่งในคำแบบที่ว่านั้นก็คือคำว่า “โฮม” ครับ

โฮม : Home ในภาษาอังกฤษเป็นคำนาม มีความหมายมากกว่าบ้านที่เป็นอิฐ หิน ปูน ทราย หรือการปรากฏขึ้นมาทางวัตถุ แต่มีความหมายทางจิตใจ เอาไว้ให้ผู้พูดกล่าวถึงเวลาพูดถึงบ้านของตัวเอง (หรืออีกฝ่ายหนึ่งพูดถึงบ้านของฝ่ายที่สนทนาด้วย) ไม่เหมือนคำว่า House ซึ่งเป็นคำนามแต่มีความหมายกลางๆ เป็นบ้านโดยทั่วไปของใครก็ได้

ดังนั้นโฮมในภาษาอังกฤษจึงมีความหมายประมาณว่า (home is) where the heart is. (บ้านคือที่อยู่ของจิตใจ) หรือที่ที่คนเราจะรู้สึกผูกพันเกี่ยวข้องด้วย 

ส่วนคำว่า “โฮม” ในภาษาอีสานเองนั้นก็มีความหมายไปในทางอบอุ่น เพราะหมายถึงคำว่า “มารวมกัน” การกลับไปรวมตัวกัน อะไรทำนองนั้นครับ

………………………………………….

สองวันที่ผ่านมา ผมได้รับจุลสารเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งมีชื่อว่า “โฮม” ครับ จริงๆ แล้วจุลสารที่ผมว่าน่ะเขามีศักดิ์ศรี (เป็นถึง) นิตยสารรายสองเดือนของ “มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว” ครับ และมีคำขยายบอกเล่าสรรพคุณของตัวเองว่า “รวมเรื่องสร้างสุขของทุกครอบครัว”

 

P1020464

ฉบับที่ส่งมาถึงมือผมนั้นเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม – สิงหาคม 2552) แล้วล่ะครับ แปลว่าผมพลาดหรือมีโอกาสเปิดดูเฉียดๆ กรายๆ นิตยสาร “โฮม” ไปถึงสามฉบับ แต่พอดีว่ามีอันให้ต้องไปข้องแวะช่วยงานของมูลนิธิฯ เมื่อเดือนก่อน ก็เลยขอให้น้องที่เป็นเจ้าหน้าที่เขาส่งมาให้ดูหน่อย (ตอนที่ผมไปช่วยงานนั้นเห็นน้องๆ เขากำลังจัดอาร์ตเวิร์กและพิสูจน์อักษรกันอยู่อย่างขมีขมันครับ)

แนวเรื่องหลักของเล่มใหม่นี้ (ธีม) เป็นเรื่อง “ขอบคุณ  ‘ลมใต้ปีก’ ของชีวิต” ครับ น่าอ่านทีเดียว แม้ว่าผมจะยังไม่ได้อ่านไปจนหมดทุกหน้าทุกเรื่องก็ตาม นิตยสารเล่มนี้ได้คุณเจี๊ยบ – พัทธนันท์ ศิริสิงห์อำไพ มาเป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาครับ และผมกับคุณเจี๊ยบเองก็รู้จักมักคุ้นและรู้ถึงฝีไม้ลายมือและความตั้งใจในการทำงานของเวิร์กกิ้งเลดี้คนนี้ดี

แม้ว่า “โฮม” อาจจะเป็นนิตยสารทางเลือก และดูเหมือนจัดทำขึ้นมาเฉพาะกลุ่ม ไร้ซึ่งโฆษณา และมีโทนของเนื้อหาไปในทางอบอุ่น การทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง มีความรักและไว้วางใจของสมาชิกในบ้าน ซึ่งอาจจะหาอ่านยากสักหน่อย แต่ผมก็เลือกที่จะหยิบยกมาฝาก เผื่อใครอาจจะสนใจหรือลองติดต่อไปที่มูลนิธิฯ (ตามลิงค์ข้างล่าง) เพื่อขอรับเป็นสมาชิกด้วย

…สนใจก็ลองเข้าไปดูรายละเอียด ติดต่อสอบถามดูครับ…

www.familynetwork.or.th

หน้าต่อไป